เทพสงครามหวนจุติ

    เทียบเชิญแด่เทพสงคราม

    ตอนที่ 57


    เทียบเชิญแด่เทพสงคราม




    ยังคงอยู่กันที่แนวผาหิน หานเฟิงที่หลังจากแหงนหน้าทอดถอนใจกับดวงตะวัน ก็ยังไม่ได้จากไปในทันที มันที่ยามนี้กำลังกรีดวาดฝ่ามือ มองเห็นเป็นประกายวิชชุอัสนีแลบลั่น ที่มือข้างหนึ่งใช้ออกด้วยสายวิชชุสีเหลืองทอง ส่วนมืออีกข้างก็กรีดวาดเป็นสายวิชชุสีดำ


    สายวิชชุสองเส้นแผ่เป็นพลังอำนาจคุกคาม ที่เส้นหนึ่งร้อนลวก อีกเส้นหนึ่งเย็นเยือก เป็นกฏเกณฑ์แห่งสรรพธาตุที่พลิกตลบความเข้าใจของผู้คน


    “ สรรพธาตุในโลกหล้า ล้วนกำเนิดเกิดขึ้นจากขั้วพลังหยิน และหยาง…”


    “ สมดุลของหยิน และหยาง ที่ต่างกัน จึงถือกำเนิดเป็นธาตุพลังที่แตกต่างกัน…”


    “ ก่อนนี้ ตัวข้าที่มีเพียงปราณหยางในร่าง จึงสามารถรังสรรค์ออกมาได้เพียงแค่อัคคีธาตุ และแสง...”


    “ หากยามนี้ ที่ในกายข้าแฝงไว้ด้วยขั้วพลังหยินอีกครึ่งหนึ่ง ข้าจึงสามารถควบคุมสมดุลพลังหยินและหยาง รังสรรค์ออกมาเป็นสรรพธาตุได้นานับประการ...”


    “ อีกทั้ง ข้ายังสามารถปรับเปลี่ยนกฏเกณฑ์ที่อยู่ในสรรพธาตุต่างๆ ให้กลับกลายเป็นกฏเกณฑ์ขั้วตรงข้าม พลิกตลบความเข้าใจของผู้คน…”


    หานเฟิงสบัดมือ ปลดปล่อยสายวิชชุทั้งสองเข้าใส่ต้นไม้ เรียกเสียงระเบิดทำลายตูมตาม เศษไม้ใบไม้ปลิวว่อน จากนั้นก็เห็นว่าหานเฟิงโบกวาดฝ่ามือร่ายรำ ก่อนที่สองมือจะปรากฏกระแสปราณไร้สภาพ เป็นสายลม หากเป็นสายลมที่ข้างหนึ่งร้อนระอุ อีกข้างก็เย็นเยียบ มันผลักฝ่ามือออกไปด้านหน้า กระแสลมพัดพาเอาฝุ่นดินและเศษไม้ใบไม้ฟุ้งตลบอบอวล


    โดยไม่หยุดพัก หานเฟิงแบสองมือออกไปด้านหน้า ก็เห็นว่าใจกลางฝ่ามือทั้งสองข้าง ปรากฏเป็นมวลน้ำขนาดเท่ากำปั้น มวลน้ำที่แผ่เป็นกลิ่นอายความเย็นและร้อนแตกต่างกัน มวลน้ำหมุนวนเป็นลูกกลม


    ก่อนที่ลูกกลมทั้งสองจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง เป็นน้ำแข็งเย็นเยียบ ที่อีกข้าง กลับปลดปล่อยเป็นไอความร้อนออกมา จากนั้นน้ำแข็งก็ค่อยๆเปลี่ยนรูปลักษณ์ จากลูกกลม กลับกลายเป็นบุปผา เป็นเคล็ด บุปผาน้ำแข็งโลกันต์


    บุปผาน้ำแข็งเชกเช่นที่เสวี่ยเอ๋อร์เคยใช้ออกในตำหนักอัคคี หากยามนี้ ที่อยู่บนมือของหานเฟิง กลับเป็นบุผาน้ำแข็งที่ดอกหนึ่งเย็น ดอกหนึ่งร้อน เป็นบุปผาที่ราวกับผลึกใสอันงดงาม หากต่อมา สีของมัน ก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงกลับกลาย ดอกที่ร้อน แปรเปลี่ยนเป็นผลึกบุปผาสีทอง ดอกที่เย็น แปรเปลี่ยนเป็นผลึกบุปผาสีดำ


    บุปผาผลึกเหมันต์สุดหยิน และบุปผาผลึกเหมันต์สุดหยาง เป็นสองขั้วพลังธาตุตรงข้าม ที่พลิกตลบความเข้าใจแห่งกฏเกณฑ์ทั้งปวง


    หานเฟิงคว้างบุปผาน้ำแข็งทั้งสองดอกออกไปเบื้องหน้า บังเกิดเป็นเสียงระเบิด “ ตูมมม…” หากที่มากกว่าเสียงระเบิด กลับเป็นห้วงมิติที่บิดเบือน เป็นสองขั้วพลังตรงข้าม ที่ปะทุออกมาพร้อมกันจนห้วงมิติยังไม่อาจต้านทาน


    “ รุนแรงดียิ่ง” หานเฟิงชมมองผลลัพธ์อย่างตื่นเต้น “ นี่ถ้าหากข้าใช้ออกด้วยทวนเก้าสุริยันต์ คงไม่...”


    “ หืม!!!...” 


    คำกล่าวของหานเฟิงเป็นต้องหยุดชะงักไป เพราะยามเมื่อมันส่งจิตสำนึกเข้าไปในห้วงวิญญาณ มันกลับพบว่า ดวงแสงสีทองที่เคยอยู่ หายไป ยามนี้เหลือเพียงทวนเก้าสุริยันต์ที่ลอยอยู่อย่างสงบนิ่ง


    “ หายไปไหน?!!!...” หานเฟิงกล่าวพร้อมปลดปล่อยกระแสสัมผัสตรวจสอบไปทั่วเรือนร่าง หากกลับไม่พบร่องรอยการคงอยู่ของดวงแสงสีทองแต่อย่างใด


    “ ไปไหนแล้ว?...” หานเฟิงย่นคิ้วด้วยความฉงน “ ช่างเถอะ อยู่ไปก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อันใด”


    กล่าวจบก็มิไปครุ่นคิดถึงมันอีก เพียงเรียกทวนเอาเก้าสุริยันต์ออกมาทดลองแกว่งไกว ก่อนจะร่ายใช้บงกชอัคคีสีแดง เป็นเคล็ดบงกชแดงทำลายล้าง หากแต่ยามที่ปลดปล่อยออกไป เปลวเพลิงที่ระเบิดออก กลับเป็นสีดำที่ราวกับรัตติกาล ทั้งคลื่นพลังก็มิใช่ร้อนลวก หากเป็นเย็นเยียบ เป็นความเย็นที่แทรกลึกไปจนถึงทรวงใน


    หานเฟิงที่เห็นผลลัพธ์ของพลัง ก็ยกยิ้มมุมปาก ขบคิดว่า ด้วยพลังระดับนี้ หากให้มันสู้กับอสูรวานรอีกครั้ง แม้ไม่อาจได้ชัยอย่างสมบูรณ์ แต่หากมันก็มั่นใจ ว่ามันจะไม่ถูกจัดการโดยง่ายเช่นนั้นอีก


    “ พลังที่เหนือกฏเกณฑ์เช่นนี้ กลับไร้ผู้ถือครอง แม้แดนเทพจะพบเจอผู้ที่ถือครองไว้ด้วยเส้นชีพจรลมปราณหยินพิสุทธิ์ และหยางพิสุทธิ์อยู่บ้าง หากพวกมันล้วนเป็นตัวตนที่มีนิสัยอันแปลกประหลาด…” 


    “ ผู้ถือครองเส้นชีพจรหยินพิสุทธิ์ ก็เชกเช่นเสวี่ยเอ๋อร์ มักจะมีนิสัยชืดชาไร้อารมณ์ บ้างก็เย็นชาจนกีดกันผู้คน มิค่อยเปิดใจยอมรับผู้ใด ชอบ ที่จะอยู่อย่างสันโดษลำพัง…”


    “ ส่วนผู้ถือครองเส้นชีพจรหยางพิสุทธิ์ พวกมันล้วนมีนิสัยโผงผาง สง่าผ่าเผย อารมณ์ร้อนรุนแรงดุจดั่งเปลวไฟ ทั้งชอบความสนุกสนานรื่นเริง และที่สำคัญ พวกมันล้วนชื่นชอบในกามา… แต่นั่นยังคงต้องยกเว้นตัวข้าไว้สักคนหนึ่ง...” หานเฟิงกล่าวคำได้อย่างไม่รู้สึกกระดากอาย


    “ ด้วยนิสัยใจคอที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว จึงคล้ายดั่งน้ำกับไฟ ยาก ที่พวกมันจะยอมจับคู่บำเพ็ญร่วมกัน…”


    “ แต่ยังคงต้องยกเว้นไว้ที่คู่ของข้า กับเสวี่ยเอ๋อร์อีกเช่นกัน เพราะดันมาบังเกิดเรื่องราวอันแปลกประหลาด ที่พาให้สองเรารักใคร่สามัคคี...”


    กล่าวจบก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เหลียวหน้ามองไปทางทิศตะวันตก แม้จะเห็นเพียงแค่ผืนป่าและท้องฟ้า หากหัวใจ กลับไพล่คิดไปถึงนางที่อยู่ในมหานคร


    “ หวังว่าเจ้าจักปลอดภัย...”


    กล่าวจบก็ละสายตากลับ กวาดมองสภาพของผืนป่าโดยรอบ ที่ถูกทำลายไปเพราะการทดสอบพลังของมัน จากนั้นก็ถีบเท้ากระโจนทะยานจากไป ทิศทาง ยังคงเป็นทิศตะวันออก


    หานเฟิงเริ่มต้นเพียงการออกวิ่งปกติ หากเพียงครู่ ปลายเท้าที่สัมผัสพื้น ก็ปรากฏเป็นสายวิชุอัสนีแลบลั่น ก่อนที่ร่าง จะพุ่งทะยานผ่านผืนป่าราวกับภาพติดตาสายหนึ่ง…


    ที่ใช้ออก เป็นเคล็ดวิชาท่าร่าง ก้าวประกายอัสนีบาต เป็นเคล็ดสายธาตุอัสนี ซึ่งถือเป็นเคล็ดวิชาท่าร่าง ที่ช่วยในการเคลื่อนที่ได้รวดเร็วที่สุด นับจากที่หานเฟิงได้เคยรู้จักมา 


    ย่อมแน่นอนว่า ยังคงเป็นเคล็ดวิชาจากแดนเทพ เป็นของแดนเทพอัสนี ส่วนวิธีการได้มา ย่อมไม่พ้นการเกี้ยวพาราสีอิสตรีอีกเช่นกัน


    หานเฟิงถีบเท้าทะยานไปตามผืนป่า ทิ้งเงาประกายเป็นสายยาวเหยียดไว้ด้านหลัง ความเร็วของมัน ใกล้เคียงกับการใช้ออกด้วยดาราวาบวับอย่างต่อเนื่อง หากที่ต่างกัน คือการสูบกลืนลมปราณของเคล็ดก้าวประกายอัสนีบาต ที่มิได้สิ้นเปลืองเท่ากับการร่ายใช้ดาราวาบวับออกมาในแต่ละครั้ง จึงทำให้มันสามารถร่ายใช้ก้าวประกายอัสนีบาตได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน


    กระทั่งที่หานเฟิงกระโจนทะยานมาได้ราวครึ่งชั่วยาม สัมผัสวิญญาณของมัน ก็ตรวจสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง หากเป็นบางสิ่งที่พาให้มันต้องขมวดคิ้วมุ่นลง ก่อนที่ประกายแสงจะวาบขึ้น เป็นหานเฟิงร่ายใช้ดาราวาบวับออกไปอย่างรวดเร็ว...



    “ น นังหนู วันนี้ข้าคง ไม่รอดแล้ว…” 


    ไม่ไกลห่างจากหานเฟิง มองเห็นเป็นจิ่วโม่ที่หายใจหอบสะท้อน มันนั่งชันเข่า ใช้กระบี่หนักของมันค้ำยันมิให้ล้มลง บนร่างของมันปรากฏบาดแผลน้อยใหญ่ ที่เรียกเอาสายโลหิตแดงฉานให้ชะโลมกาย สภาพ สาหัสสากรรจ์ ส่วนซวงเอ๋อร์ นางไร้ริ้วรอยขีดข่วน หากยืนเนื้อตัวสั่นเทาอยู่ทางด้านหลังของจิ่วโม่ สายตาของนาง จับจ้องกลุ่มคนในชุดทหารของอาณาจักรนภาทมิฬนับสิบที่เบื้องหน้า กลุ่มคนที่อาวุธพร้อมมือ หากสภาพ ก็หาได้แลดูสมบูรณ์เช่นกัน


    เป็นก่อนนี้ พวกทหารที่ติดตามไล่ล่าหานเฟิงพบเข้ากับจิ่วโม่และซวงเอ๋อร์ เกิดการปะทะต่อสู้กัน ด้วยจำนวนที่มากกว่า ทั้งจิ่วโม่ที่ต้องคอยปกป้องซวงเอ๋อร์ จึงมิอาจลงมือได้อย่างเต็มกำลัง สุดท้าย เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำปราชัย ถูกไล่ต้อนจนสิ้นไร้หนทาง


    แต่ถึงกระนั้น ประกายตาของจิ่วโม่ ยังคงฉายชัดซึ่งความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ไร้ซึ่งความจำยอม


    “ หนีไป นังหนู ข้าจะลากถ่วงพวกมันไว้ให้”


    กล่าวจบ กระแสปราณโลหิตก็ทะลักทลาย กลิ่นอายโลหิตคาวคลุ้ง พาให้บันดาทหารที่ล้อมจับ เผยเป็นสีหน้าที่เคร่งเครียด หากเพียงครู่ กลิ่นอายโลหิต กลับเลือนลางจางหายไปอย่างรวดเร็ว


    รู้ตัวกันอีกที ก็พบว่า ด้านข้างของจิ่วโม่ ยืนไว้ด้วยชายผู้หนึ่ง ชายในชุดดำ เห็นมันใช้เพียงมือเดียวจับบ่าของจิ่วโม่ ก็สะกดระงับกระแสพลังอันคลุ้มคลั่ง กลับลงไป


    ทันใดนั้นก็บังเกิดเป็นความแตกตื่น


    “ ม มัน!!! เป็นมัน…” นายทหารผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้นยินดี


    “ บัดซบ ตามหาตัวอยู่ตั้งนาน หากอยู่ๆก็ปรากฏกายขึ้นมาเองเช่นนี้ ช่างโชคดีของพวกเรายิ่งแล้ว...”


    แต่ที่มิได้แตกต่างจากบรรดาทหารหาญที่พากันตื่นเต้นยินดี ก็ต้องเป็นซวงเอ๋อร์ ที่คล้ายจะยินดียิ่งกว่า ร่างเล็กของนางโถมเข้ากอดแผ่นหลังของหานเฟิงอย่างแนบแน่น ร่ำร้องเรียกหา “ พี่ใหญ่” ทั้งน้ำตา


    “ พ พี่ใหญ่ ฮืออออ ข ข้าคิดว่าจะไม่ได้พบท่านอีกแล้ว...”


    ส่วนจิ่วโม่ที่ถูกขัดขวางกลางคันก็เหลือบสายตามอง พอเห็นว่าผู้มาเป็นใครก็ยกยิ้ม “ เฮอะ... มาช้านะเจ้าหนู”


    กล่าวจบ ก็ล้มพับสิ้นสติสัมประดีไป เป็นมันบาดเจ็บทั่วทั้งร่าง อาการ สมควรนับว่าสาหัสนัก หากที่ยังฝืนรั้งประคองสติอยู่ได้ ล้วนเป็นจิตปณิธาน


    หานเฟิงมองจิ่วโม่ที่ล้มลง ทั้งยังกลับกลายเป็นร่างปีศาจ แต่ก็มิได้โน้มกายลงไปประคอง ทั้งมิได้หันกลับไปปลอบโยนซวงเอ๋อร์ มันเพียงเหลือบตาขึ้น จับจ้องบรรดาทหารที่เบื้องหน้า ด้วยแววตาที่แฝงไว้ด้วยสำนึกฆ่าฟันเย็นเยียบ


    “ ทำกับสหาย และน้องสาวข้าถึงเพียงนี้…”


    “ โทษทัณฑ์ของพวกเจ้า มีเพียงตกตาย ทั้งร่างกาย และวิญญาณ…”


    สิ้นคำ ก็บังเกิดเป็นเสียง “ ครืนนน...เปรี้ยงงงง!!!...” บังเกิดเห็นเป็นสายวิชชุอัสนีจากฟากฟ้านับสิบเส้น สายอัสนีสีทองอร่าม ฟาดเข้าใส่ร่างของทหารทุกนาย


    ไม่ทันที่ผู้ใดจะตระหนักรู้ เสียง “ ป่งงง!!!...” ก็ดังขึ้น ไร้ประกายไฟ ไร้การระเบิด มีเพียงฝุ่นธุลีที่ฟุ้งตลบอบอวล


    เป็นทหารนับสิบ ถูกสายอัสนีบาตฟาดจนตกตาย กลับกลายเป็นละอองธุลีลอยล่องโดยมิทันรู้ตัว


    หลังจากนั้น ทุกสิ่งอย่างก็เงียบสงบ หากจะเหลือ ก็แต่เพียงเสียงร่ำไห้ของซวงเอ๋อร์ ซวงเอ๋อร์ที่เอาแต่ซุกหน้ากับแผ่นหลังของหานเฟิงโดยหาได้ทราบรู้เลยว่า เรื่องราวได้จบลงไปแล้ว...



    สามวันต่อมา เป็นยามเช้าที่สดใส มองเห็นเป็นสามเงาร่างทอดเดินไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่ตะวันออก ย่อมแน่นนอน ว่าทั้งสามคือหานเฟิง จิ่วโม่ และซวงเอ๋อร์


    เป็นก่อนนี้ที่หานเฟิงเลือกหยุดพัก ให้จิ่วโม่ได้พักฟื้นรักษาอาการ หากเพียงแค่สามวัน อาการบาดเจ็บจากที่สาหัส ก็ดีขึ้นในทันใด มิรู้ว่าเป็นพลังชีวิตที่เหลือล้นของเผ่าพันธ์ปีศาจ หรือเป็นเม็ดยา ที่หานเฟิงประเคนให้อย่างไม่รู้คำเสียดาย 


    แน่นอนว่าหานเฟิงย่อมไม่คิดเสียดาย กับจิ่วโม่ที่สามารถเสียสละตัวเองเพื่อพวกพ้องได้เช่นนี้ มิต้องกล่าวว่าครั้งนี้ที่จิ่วโม่คิดเสี่ยงชีวิตให้ซวงเอ๋อร์หนีรอด หากครั้งก่อน ตอนที่อสูรวานรบุกมา จิ่วโม่ก็คิดรับหน้า ให้หานเฟิงได้หลบลี้


    ต้องกล่าวว่าเป็นน้ำใจ ที่แสดงออกมาราวกับคนโง่ หากหานเฟิงก็สำนึกขอบคุณอย่างสุดหัวใจ




    กระทั่งที่วันเวลาล่วงผ่านไปอีกกว่าสี่เดือน ทั้งสาม ที่ยามนี้ก็หาได้คงอยู่กันในอาณาจักรนภาทมิฬแล้ว กลิ่นอายในบรรยากาศที่พวกมันสูดรับได้ มิใช่กลิ่นอายของอาคมขมุกขมัว หากเป็นกลิ่นของโอสถสมุนไพร ที่พาให้ผู้คนรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา เป็นกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของอาณาจักรร่มพฤกษา อาณาจักรแห่งนี้ ขึ้นชื่อเรื่องโอสถสมุนไพร


    หานเฟิงและผองเพื่อน ที่ในขณะนี้กำลังทอดเดินอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง เป็นเมืองท่าที่อยู่ทางชายแดนตะวันตกของอาณาจักรร่มพฤกษา ทั้งต้องกล่าวอีกว่า เป็นพวกมันได้เข้าเมืองเป็นครั้งแรกในรอบเวลาสี่เดือน


    เพราะตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา หานเฟิงเลือกใช้เส้นทางที่ไม่ต้องพบปะผู้คน กว่าส่วนใหญ่ พวกมันจึงต้องเดินทางกันท่ามกลางป่าเขา แม้กระทั่งวิธีการข้ามผ่านชายแดน พวกมันยังต้องปีนฝ่าแนวเทือกเขาลูกโต กระทั่งที่รุ่งเช้าของวันนี้ ก็ข้ามพ้นมาได้อย่างสะดวกดาย หานเฟิงจึงตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าเมืองเป็นอันดับแรก ที่มันต้องการ คือข่าวคราวความเป็นไปในอาณาจักรนภาทมิฬ เป็นมันห่วงในความปลอดภัยของเสวี่ยเอ๋อร์ 


    หากแต่สิ่งที่มันได้ยินได้ฟังจากปากของเหล่าชาวบ้าน กลับเป็นเรื่องราวงานประลอง เป็นงานประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้


    “ พี่ใหญ่ เป็นงานประลองอันใดที่พวกชาวบ้านพูดถึงกัน?”


    ซวงเอ๋อร์ที่เหลียวหน้าชมมองผู้คน ที่ต่างจับกลุ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับงานประลอง ก็กล่าวถามขึ้นอย่างสงสัย


    หานเฟิงที่ได้ยินคำถามก็ย่นคิ้ว “ มิทราบ ใช่เป็นเทศกาลอันใดของอาณาจักรร่มพฤกษาแห่งนี้หรือไม่”


    เพราะจากความทรงจำของมัน เทศกาลงานประลองอันยิ่งใหญ่ ที่สามารถปลุกกระตุ้นผู้คนให้ตื่นตัวสนใจได้เช่นนี้ สมควรมีเพียงงานประลอง หนึ่งในใต้หล้า ที่จะต้องจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆสิบห้าปี หากแต่งานประลองหนึ่งในใต้หล้านั้น ยังคงมิใช่จะจัดขึ้นในเร็ววันนี้ ที่มันพอจะขบคิดเข้าใจได้ ก็คงเป็นงานประลองใหญ่ ที่จัดขึ้นโดยตัวอาณาจักรเอง


    กระทั่งที่คำกล่าวหนึ่งดั่งแว่วมากระทบโสต จึงพาให้หานเฟิงต้องเงี่ยหูรับฟังอย่างสนใจ


    “ มิน่าเชื่อว่าราชวงศ์มังกรจะเปิดวังต้อนรับผู้คน…” เป็นคำกล่าวของชายชาวบ้านผู้หนึ่ง ที่กำลังยืนสนทนากับสหาย


    “ ข้าละอิจฉาพวกที่มีโอกาสได้ไปเยือนนัก เสียดายยิ่ง หากข้าอายุน้อยกว่านี้สักสิบปี คงไม่แคล้วได้มีโอกาสไปเที่ยวชม…”


    “ เพ่ย ให้มันน้อยๆหน่อย ใช่ว่าเจ้าอายุน้อยกว่านี้อีกสักสิบปี แล้วจะได้เป็นหนึ่งในตัวแทนของอาณาจักร ไปร่วมงานที่วังมังกร เพราะยังต้องมีการแข่งขันคัดเลือก ในอาณาจักรร่มพฤกษาของเราอีก”


    “ แหมๆ ก็แค่วาดฝันน่า สถานที่เช่นวังมังกรที่เป็นดั่งตำนาน ใครบ้างจะไม่อยากไปเยือน”


    นอกจากหานเฟิงที่ตั้งใจรับฟัง ซวงเอ๋อร์ที่ขี้สงสัยก็ฟังอยู่ด้วยเช่นกัน


    “ พี่ใหญ่” ซวงเอ๋อร์ กระตุกชายเสื้อของหานเฟิง “ วังมังกร งดงามนักรึ? ใช่งดงามกว่าหุบเขาจันทร์ฟ้าของข้าหรือไม่?...”


    หานเฟิงได้ยินคำของนางก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด วังมังกรกล่าวกันว่า ตั้งอยู่บนหมู่เกาะแห่งหนึ่ง ในน่านน้ำมหาสมุทรตะวันออก หากแต่ในความทรงจำของมัน ที่ได้รับการเกื้อหนุนจากเคล็ดวิชานิรนามภาควัฏมนุษย์ จนสามารถจดจำเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นได้อย่างกระจ่างชัด แต่กลับค้นหาไม่พบวังมังกรแต่อย่างใด


    ‘ ในชีวิตที่แล้ว ก่อนที่ข้าจะออกไปจากดาวดวงนี้ ก็ไม่เคยไปเยือนวังมังกรมาก่อน หากหมื่นปีให้หลังหวนคืนกลับมา ข้าเองก็เดินทางไปทั่วทุกที่ แต่ไฉนจึงไม่มีภาพของวังมังกรในความทรางจำแม้แต่น้อย วังมังกร ที่กล่าวกันว่าอยู่ในน่านน้ำมหาสมุทรตะวันออก ก็ใช่ว่าตัวข้าจะไม่เคยไปเยือนมหาสมุทรตะวันออก แต่จะกล่าวไป ตัวข้าที่ในตอนนั้น ก็คล้ายจะลืมเลือนเรื่องราวของราชวงศ์มังกรไปแล้วเช่นกัน...


    แต่แค่ลืมเลือนยังไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่พบเห็นวังมังกร ทั้งความสำเร็จของตัวข้าในยามนั้น เป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่สังเกตพบวังมังกร ’


    “ ที่แท้เป็นเรื่องราวใด...” หานเฟิงกล่าวคำอย่างสงสัย เรียกเป็นเสียงกล่าวด้วยความขุ่นข้องซวงเอ๋อร์ไปอีกคน


    “ เรื่องราวใด?... เป็นข้าถามท่าน ว่าวังมังกร ใช่งดงามกว่าหุบเขาจันทร์ฟ้าของข้าอีกหรือ?”


    “ อ เอ่อ… คงใช่”


    “ หืมม… ข้าชักอยากไปเยือนวังมังกรที่ว่าบ้างแล้ว” ก่อนจะหันหน้าไปหาจิ่วโม่ “ เจ้าเองก็อยากจะไปเหมือนกันใช่หรือไม่?”


    “ ข้า?... คงไม่ละ นี่ก็เพียงแค่ติดตามพวกเจ้ามาก็เพราะว่าเบื่อๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไร”


    หลังจากข้ามอาณาจักรมา จิ่วโม่ที่เดิมกล่าวเพียงว่าจะแค่มาส่ง ก็มิได้ตีตัวแยกจาก ซึ่งหานเฟิงเองก็มิคิดจะทักท้วง เพราะมันเองที่มองจิ่วโม่เป็นสหาย ใจจริงก็อยากจะพากลับบ้านไปด้วยกัน 


    “ ไหนๆเจ้าก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว เช่นนั้นก็ไปกันกับพวกข้าเลยสิ” หานเฟิงที่สบโอกาสก็ทดลองเชื้อเชิญดู


    จิ่วโม่ได้ยินคำก็ทำทีเป็นครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมกับร้อยยิ้มที่ยินดี อาจกล่าวได้ว่า มันเอง ก็รอให้หานเฟิงกล่าวชวนเช่นนี้อยู่ก่อนแล้วเช่นกัน


    ทั้งสาม เดินมุ่งหน้าตัดผ่านใจกลางเมือง หานเฟิงที่ต้องการฟังข่าวจากทางฝั่งอาณาจักรนภาทมิฬ ก็ยังไม่ได้รับเรื่องราวใดที่เป็นประโยชน์ กระทั่งที่มองเห็นผู้คนเนืองแน่น ผู้คนลอมมุงดูป้ายประกาศขนาดใหญ่ ตัวป้ายยังคงสดใหม่ คล้ายกับพึ่งติดตั้งเมื่อเช้าวัน


    หากทว่า เพียงข้อความอักษรพาดหัวของป้ายประกาศ ก็พาให้หานเฟิงที่เหลียวหน้าชมมอง พลันต้องเส้นขนลุกตั้งชี้ชัน เพราะข้อความอักษรนั้น อ่านออกมาได้ว่า...


    เทียบเชิญแด่เทพสงคราม

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน