28 1-2
ตอนที่41 ปะทะหลัวซี (1)
สาวน้อยเชิดแผ่นอกยกสูงไหล่ทั้งสองข้างเปิดกว้างดูสง่าราศีระเบิดพลังขุมหนึ่งแผ่ซ่านกลายเป็นรัศมีลมปราณสีครามฟ้าแผ่ไพศาลชายแขนเสื้อยาวยังคงหยุดนิ่งปราศจาก การเคลื่อนไหว อาศัยเพียงรัศมีลมปราณสีครามฟ้าดังกล่าวก็แผดจิตสังหารระลอกยักษ์ข้นคลั่กปกคลุมทั่วทั้งกระท่อมไม้ในพริบตา
บรรดาทหารยามทั้งหลายถึงกับเหงื่อเย็นตก ลอบกลืนน้ำลายแห้งเหือดลงคออย่างยากลำบากก่อนเก็บคมดาบเข้าฝักไปอย่างเงียบๆ เซี่ยอี้เฉินจ้องมองไปทางเซียถง เหงื่อเย็นแตกพลั่กเช่นกันจนชุ่มไปทั่วแผ่นหลังก้าวย่างร่นถอยออกไปอีกหลายขั้น
ทุกคนในกระท่อมแห่งนี้ต่างตื่นตกใจต่อรัศมีลมปราณของเซียถงอย่างยิ่งยวดและไม่มีใครแม้สักคนที่กล้าปริปากกล่าวออกมาเลยในเวลานี้แต่ละคนล้วนปิดปากเงียบกริบ
ฮูหยินเฉิงลอบสายตาจับจ้องไปที่แส้หางเหล็กยาวในมือเซียถงยามนั้นอดผวาใจสั่นมิได้ รีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมศีรษะเนื้อตัวสั่นเทาไม่หยุดราวกับจักจั่นในฤดูหนาว
เซียถงที่เห็นแบบนั้นถึงกับแสยะยิ้มฉีกกว้างสะบัดข้อมือฟาดแส้หางเหล็กกระแทกพื้นขึ้นอีกครา สุ้มเสียงดังฟังชัดลั่นสนั่นทำเอาฮูหยินเฉิงกรีดร้องคร่ำครวญดั่งคนเสียสติขึ้นอีกครั้งสีหน้าการแสดงออกของเซี่ยอี้เฉินซีดเซียวหนักข้อไปใหญ่แต่ยามนี้กลับไม่กล้าเคลื่อนไหวอะไรใดๆ
“ถงเอ๋อร์ หยุดเถอะ!แม่ไม่เป็นไรแล้วจริงๆ แผลบนร่างกายไม่เจ็บแล้ว อย่าทำนางอีกเลยจะอย่างไรนางก็มีศักดิ์เปรียบเสมือนท่านแม่คนที่สองของเจ้า”
เมื่อเห็นว่าเสียงแส้ยาวฟาดพื้นดังกล่าวได้ไปกระตุ้นความกลัวของฮูหยินเฉิงจนขวัญเสียฮูหยินหลี่จึงรีบโถมตัวเข้ามากอดเซียถงอีกครั้ง
พอเห็นว่าท่านแม่ตัวเองกลับต่อต้านตนถึงเพียงนี้ภายในใจของเซียถงพลันรู้สึกเสมือนโดนกรีดแทง เจ็บปวดลึกลงไปในร่างกาย
“ท่านแม่”
เซียถงกำแส้หางเหล็กในมือแน่นจับจ้องไปที่ท่านแม่ของตนด้วยสายตาสุดจะไม่เต็มใจยิ่งกว่านั้นยังทอประกายส่อแววไม่พอใจเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ฮูหยินหลี่จับจ้องลงไปในก้นบึ้งของจิตใจของเซียถงผ่านสายตาคู่นั้นและส่ายหัวให้อย่างแช้มช้าราวกับว่ากำลังบอกให้ เซียุถงพอได้แล้วดวงตาของฮูหยินหลี่ยามนี้บวมแดงเนื่องจากร้องไห้ต่อเนื่องไม่หยุดเซียถงมองมาทางนางอยู่สักครู่ ก่อนจะกัดฟันเสียงดังกรอดกระชับแส้หางเหล็กในมือแน่นเร้าระดมพลังปราณสีครามฟ้าขุมใหญ่เคลือบลงบนตัวแส้หางเหล็กก่อนจะหวดฟาดลงใส่ร่างของฮูหยินเฉิงอย่างแรงเป็นครั้งสุดท้าย!
จากนั้นเซียถงจึงค่อยถอนหายใจและโยนแส้ดังกล่าวทิ้งไป
ในรอบนี้ฮูหยินเฉิงปวดร้าวเกินทานทนได้ไหวถึงกับหมดสติล้มไปทั้งแบบนั้น บรรดาบ่าวไพร่โดยรอบที่เหลือบมองบาดแผลน้อยใหญ่และเนื้อหนังที่เละเหวอะหวะบนกายของนางแต่ละคนพลันสะพรึงขวัญสุดขีด เสียวสั่นหลังวูบวาบ
“อย่ากลัวที่จะถูกฆ่าเฆี่ยนตีหากในอนาคตเจ้ายังจะมีปัญญาทำร้ายท่านแม่ของข้า”
เซียถงปริปากเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาดวงตาไร้แววเมตตาคู่นั้นกวาดสายตาสาดใส่ทุกคนไปรอบหนึ่งสุดท้ายเคลื่อนหยุดลงบนร่างอันสุดแสนน่าสังเวชของฮูหยินเฉิงที่สิ้นสติสลบไป
เห็นแบบนั้นเซียถงพลันขมวดคิ้วถักแน่นคล้ายจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักจึงคว้าถังน้ำละแวกนั้นขึ้นมาสาดใส่หน้าของฮูหยินเฉิงให้ตื่นฟื้นสติขึ้นมา
เสมือนสุนัขขี้เรื้อนถูกน้ำเย็นสาดใส่ฮูหยินเฉิงสะดุ้งเฮือกลุกขึ้นนั่งโดยไม่สนอาการบาดเจ็บใดๆ ด้วยความตื่นตระหนกสายตาคู่นั้นของนางฉายแววความกลัวสุดขีดรีบคลานไปหาบ่าวรับใช้คนหนึ่งที่ชื่อเสี่ยวฉุย พักพิงกอดอีกฝ่ายแน่น
“ข้าพูดอยู่ อย่าหลับ”
เซียถงกล่าวจบ ก็ช่วยฮูหยินหลี่พยุงตัวขึ้นมาและเดินจากกระท่อมไม้หลังนั้นออกไป
“ฝากบอกฝ่าบาทด้วยหากต้องการอะไร อย่ามายุ่งกับท่านแม่ของข้าอีก”
ชั่วขณะอึดใจที่นางเดินผ่านหน้าเซี่ยอี้เฉินเซียถงชะงักหยุดอยู่สักครู่ เงยหน้าหันมากล่าวกับอีกฝ่ายน้ำเสียงฟังดูน่าภาคภูมินัก
ประคองร่างฮูหยินหลี่กลับมาที่เรือนพักตนเองและเรียกอิ๋งเอ๋อร์ให้ไปนำผงยารักษาแผลออกมาจากนั้นก็นำมาทาลงบนแผลรอบตัวอย่างเบามือระมัดระวังราวกับกลัวว่าแม่คนนี้จะรู้สึกเจ็บ
“ถงเอ๋อร์อย่าปริปากบอกความลับนี้ให้ใครฟังเด็ดขาด ยามที่ฝ่าบาทเสด็จมาพบเจ้า จงบอกไปว่าเจ้าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่แม่จัดการเอง”
นางคว้ามือเซียถงเข้ามากุมแน่นกล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลตอนนนี้ข้าเองก็เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเสาหลักฟ้าคนหนึ่งแถมยังสำเร็จวรยุทธลับขั้นพื้นฐานที่เป็นระดับชั้นเหลืองแล้ว ผนวกสองสิ่งเข้าด้วยกันข้ามั่นใจอยู่หลายส่วน จะไม่มีใครสามารถทำอันตรายข้าได้โดยง่าย”
เซี่ยถงกล่าวปลอบโยนนางน้ำเสียงนุ่มนวลแผ่วเบา
“หรือเจ้าสำเร็จกระบวนท่าแรกที่เป็นระดับชั้นเหลืองได้แล้ว?”
ประกายตาคู่นั้นของฮูหยินหลี่สั่นไสวขึ้นวูบหนึ่งนี่เพิ่งผ่านไปแค่คืนเดียวเองมิใช่รึ?แต่เซียถงฝึกกระบวนท่าแรกที่เป็นระดับชั้นเหลืองในคัมภีร์วรยุทธลับสำเร็จแล้วจริงๆ?กล่าวว่า หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปจะต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อยครึ่งปีเพื่อให้บรรลุ!
เซียถงคลี่ยิ้มพร้อมพยักหน้าตอบ
รอยยิ้มอันแสนภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฮูหยินหลี่ทันใดเอื้อมมือออกไปลูบศีรษะของเซียถง กล่าวชื่นชมขึ้นว่า
“ถงเอ๋อร์เจ้าคืออัจฉริยะตัวจริงเสียงจริง!”
คล้อยหลังทายาผงให้ฮูหยินหลี่เสร็จสรรพเซียถงก็จากออกไป นางต้องการจะออกไปข้างนอกสักระยะก่อนหน้านั้นเอ่ยปากเรียกอาจูให้มาหา พร้อมกล่าวสั่งการน้ำเสียงเย็นยะเยือกขึ้นว่า
“ต่อไปหากฮูหยินเฉิงมาหาท่านแม่ข้าอีก เจ้ารีบมาแจ้งข้าโดยทันที”
อาจูผงกศีรษะรัวแรงเป็นไก่จิก
จากนั้นเซียถงก็พาอิ๋งเอ๋อร์ออกไปยังลานกว้างหน้าจวนเสนาบดีเตรียมจะเดินทางไปข้างนอก ขณะที่เดินผ่านสวนกอไผ่สีเขียวนางก็เห็นชายหนุ่มชุดขาวสะอาดยืนอยู่พิงกำแพงอยู่มุมหนึ่งราวกับกำลังรอใครบางคนอยู่แล้ว ปรากฏว่าเป็น เซี่ยหลู่เฟิง เซียถงตระหนักได้ทันทีเขาจะต้องมีอะไรสักอย่างพูดกับนางแน่ จึงสาวเท้าก้าวตรงไปหา
“ถงถง”
เซี่ยหลู่เฟินเอ่ยปากเรียกนางจริงๆ
เซียถงเงยหน้ามองอีกฝ่ายท่ามกลางกอไผ่เขียวขจี คล้ายมีบางอย่างไม่เข้าพวกอยู่ซึ่งนั่นก็คือใบหน้าอันหล่อเหลาของเซี่ยหลู่เฟิง
“ข้าขอโทษ”
เปิดประเดิมคำแรกเซี่ยหลู่เฟิงก็เอ่ยปากขอโทษเซียถงก่อนทันที ทั้งเรื่องที่เซี่ยเสวี่ยเหลียนน้องสาวแท้ๆ ของตนวางยาพิษในอาหารเช้า และเรื่องที่ฮูหยินเฉิงแม่แท้ๆของตนเฆี่ยนตีฮูหยินหลี่จนเจียนตายอีก
อันที่จริงเขาเคยเกลี้ยกล่อมทั้งแม่ทั้งน้องสาวตัวเองแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแต่พวกนางก็ยังพยายาสร้างปัญหาให้เซียถงสองแม่ลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อย่ากล่าวขอโทษเลยผู้ใดไม่ทำให้ข้าขุ่นเคือง ผู้นั้นข้าย่อมไม่รุกรานทำให้ขุ่นเคืองเช่นกันแต่หากผู้ใดกล้ารุกล้ำ ข้าจะบ่อนทำลายชีวิตพวกมันให้สิ้นสูญ”
เซียถงมองหน้าอีกฝ่ายเอ่ยขานออกมาประโยคหนึ่ง
รอยความละอายแก่ใจที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเซี่ยหลู่เฟินจางหายไปเขาส่งยิ้มให้เซียถงอีกครั้ง
“ข้ามาที่นี่เพื่อรอเจ้าอยู่แล้วเกี่ยวกับเรื่องการประลองวันพรุ่งนี้ คู่ต่อสู้ที่เจ้าต้องเจือคือหลัวซี”
เซียถงพยักหน้าตอบต่อให้เซี่ยหลู่เฟิงไม่มาบอกเช่นนี้ นางเองก็คาดเดาได้อยู่แล้วว่าคู่ต่อสู้ที่จะต้องพบเผชิญในรอบชิงชนะเลิศคือใคร หากมิใช่หลัวซีก็เหลือจะเชื่อแล้ว
“สำหรับหลัวซีจวบจนตอนนี้ยังไม่มีใครเคยเห็นเขาเอาจริงสักครั้ง ทุกคราที่เขาโบกสะบัดกุหลาบในมือก็สามารถกำราบคู่ต่อสู้ทุกคนได้อย่างง่ายดาย ขุมพลังความแข็งแกร่งของชายคนนั้นเกินหยั่งรู้เจ้าควรระมัดระวังตัวให้ดีในวันพรุ่งนี้”
เซียหลู่เฟินเอ่ยน้ำเสียงจริงจังดูท่าจะเป็นห่วงมากจริงๆ
“ข้าทราบ ข้าจะระวังตัว”
นางเพิ่งไล่เฆี่ยนแม่ของเซี่ยหลู่เฟิงมาหมาดๆแต่เขาดันวิ่งมาหาเพื่อบอกกับตัวนางเองว่า ให้ระวังในการประลองวันพรุ่งนี้
เซียถงนึกฉงนอดขำอยู่ภายในใจมิได้
แต่ก็อย่างที่นางว่าไปใครล้ำเส้นนาง นางล้ำเส้นกลับถึงแม้แม่กับน้องสาวของเซี่ยหลู่เฟิงจะสันดานเสียเพียงใดแต่นางกลับไม่มีความรู้สึกขุ่นเคืองกับเขาเลย
“กุหลาบที่หลัวซีชอบถือทำมาจากเหล็กไหลเย็นอายุพันปีนับเป็นยุทธภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่งเจ้ามียุทธภัณฑ์ใดที่ทรงพลังเทียบเคียงอีกฝ่ายบ้างหรือไม่?”
เซี่ยหลู่เฟิงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
ยุทธภัณฑ์ที่ทรงพลัง? เซี่ยถงส่ายหัวตอบทันทีนอกจากมีดสั้นสุดแสนจะธรรมดาในมือแล้ว ก็ยังไม่มีอาวุธใดที่เหมาะสมไปมากกว่านี้แล้ว
“กุหลาบของหลัวซีถูกตีหลอมขึ้นจากเหล็กไหลเย็นอายุพันปีคุณภาพสูงนับเป็นยุทธภัณฑ์อาวุธที่กล้าแกร่งนัก มีดสั้นของเจ้าคงหักครึ่งในเสี้ยวพริบตา”
เซี่ยหลู่เฟิงพอจะรู้อยู่แล้วว่าในมือของเซียถงปราศจากอาวุธยุทธภัณฑ์คุณภาพดีแม้สักชิ้นแต่ทั้งที่ใช้เพียงมีดสั้นธรรมดาทั่วไปก็ยังสร้างคลื่นความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนปานนี้ แล้วหากนางได้ครอบครองอาวุธดีๆสักชิ้นจะขนาดไหน?
พอนึกมาถึงจุดนี้เซี่ยหลู่เฟิงจึงตัดสินใจบื่นกระบี่เล่มหนึ่งออกมาต่อหน้านาง
เซี่ยถงต้องการปฏิเสธทันทีในคราแรกแต่พอเงยหน้าหันขึ้นมอง ก็จะเห็นได้ทันทีว่าท่าทางการแสดงออกของเซี่ยหลู่เฟิงมันจริงใจสักเพียงใด เห็นแบบนั้นใครยังกล้าปฏิเสธลง? เซียถงยิ้มบางส่งไปมอบไปให้และหยิบกระบี่เล่มนั้นออกจากมืออีกฝ่ายโดยตรง