บทที่ 43 การข่มขู่
เฉินเฉินแอบหลบเข้าไปในห้องของตนเองอย่างเงียบเชียบ แม้ว่าจะอายุยังน้อย แต่เขาก็เข้าใจดีว่านอกจากท่านพ่อที่ยังรักใคร่เขาอยู่บ้างแล้ว ผู้ที่เรียกว่ามารดาและพี่ชายนั้น แท้จริงหาได้รักหรือใส่ใจเขาเลยแม้เพียงนิดเดียว
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้ที่รักใคร่เขาจะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนนั่นก็คือพี่สาว ถึงแม้ท่าทีของพี่สาวที่มีต่อเขาจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็เป็นความห่วงใยที่แท้จริงมิใช่แสร้งทำ แม้จะดุอยู่บ้างก็ตามที
คิดเช่นนั้นเฉินเฉินก็นอนหลับอย่างสนิทในห้องเล็ก ๆ ของตนเอง ด้วยความรู้สึกอุ่นในใจขึ้นมาบ้าง
ท้ายที่สุดสองพี่น้องซึ่งรู้ตัวว่าในเรือนนี้ไม่มีใครเตรียมอาหารให้พวกเขาแน่ ๆ เช่นนั้นจึงต่างคนต่างซ่อนตัวอยู่ในห้องตนเอง ไม่ได้ออกมาภายนอก
ในห้องของเฉินเฉิงเยี่ยยังมีอาหารเช้าที่กินเหลืออยู่ และเขาขี้เกียจที่จะออกไปนอกประตูจึงเลือกกินมันแล้วอยู่ในห้องตนไม่ออกไปไหน
ทั้งวันผ่านไปเช่นนี้ คนที่กลับมาในยามพระอาทิตย์คล้อยคือ หลินชุนฮวา วันนี้นางได้พบกับคนที่อยากพบจึงรู้สึกดีใจไม่น้อย ระหว่างทางกลับใบหน้านางยังคงแดงก่ำ
ทว่าอารมณ์ดี ๆ ของนางก็หยุดชะงักลง หลังจากเข้ามาในลานเล็ก ๆ นับตั้งแต่เฉินเถียนเถียนเปลี่ยนแปลงไปหลังกลับมาจากตระกูลหลี่ ก็ไม่มีผู้ใดทำความสะอาดลานเล็ก ๆ แห่งนี้อีกเลย หลินชุนฮวาละเลยจุดนี้ไป จึงไม่ได้ทำสิ่งใดก่อนจะออกไป
ตอนนี้กลับมาลานเล็ก ๆ แห่งนี้ยิ่งรกเละเทะ ส่วนเฉินผิงอันนั้น แต่ก่อนมักคิดว่าหลินชุนฮวาเป็นผู้จัดการดูแล แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่ของเถียนเถียนต่างหาก
หลินชุนฮวากลัวว่าเรื่องโกหกนี้จะถูกเปิดโปงอีกครา จึงต้องรีบร้อนลงมือทำความสะอาด แต่เนื่องจากไม่ได้ทำงานมาหลายปี สำหรับงานง่าย ๆ เหล่านี้ หลินชุนฮวาไม่ได้ถนัดเหมือนแต่ก่อนแล้ว
เพื่อที่จะทำให้เรียบร้อยก่อนเฉินผิงอันกลับมา นางจึงต้องเหนื่อยล้ามากกับการกวาดเศษสิ่งสกปรกบนพื้นไปกองรวมกันที่มุมห้อง อย่างน้อยก็ทำให้ลานเล็ก ๆ แห่งนี้ดูสะอาดขึ้นไม่น้อยเมื่อมองมาจากภายนอก
ส่วนอาหารเย็นนางยังไม่ทันได้ทำเลยเฉินผิงอันก็กลับมาแล้ว ดูเหมือนจะอารมณ์ดีมาก เพราะชนะพนันได้เงินไม่น้อยถึงขนาดแวะซื้อเนื้อมาจากหน้าหมู่บ้านเลยทีเดียว
พอกลับมาถึงเห็นหลินชุนฮวาแต่งตัวสวยงามเขาก็ยิ่งอารมณ์ดี แต่พอเขาเพิ่งจะยื่นมือไปหมายสัมผัสหลินชุนฮวาอีกฝ่ายกลับอาศัยจังหวะก้มตัวหลบเลี่ยงออก
“ผิงอัน วันนี้ทำไมถึงยอมซื้อเนื้อกลับมาเยอะเช่นนี้เล่า ท่านชนะพนันมางั้นหรือ?” เฉินผิงอันดูเหมือนจะคิดว่าการชนะพนันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีหน้ามีตา จึงเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“ใช่แล้ว สามีของเจ้ามีความสามารถใช่หรือไม่เล่า” หลินชุนฮวาฝืนกลั้นความรังเกียจในใจยิ้มประจบประแจงเล็กน้อย จากนั้นก็รับเนื้อไปพลางเดินไปทางครัว
“อยู่ข้างนอกทั้งวันคงจะหิวแล้วงั้นสินะ ข้าจะไปทำอาหารให้เดี๋ยวนี้” เฉินผิงอันยิ้มพึงพอใจ ก่อนที่หลินชุนฮวาจะจากไปเขายังยื่นมือไปลูบก้นนาง
“ไปเถอะ” หลินชุนฮวาเพื่อไม่ให้เสียข้าวสารไปโดยไร้ค่าและเพื่อให้ลูกชายกินได้มากขึ้น ครานี้จึงตั้งใจทำอย่างมาก หั่นเนื้อบาง ๆ ใส่น้ำมันนิดหน่อยก็ถือว่าอร่อยแล้ว บนโต๊ะอาหารเฉินผิงอันชมรัว ๆ
“เจ้าผัดผักนี่ไม่เลวเลย ต่อไปถึงนังตัวแสบนั่นจะไม่ทำอาหารก็ไม่เป็นไรแล้วละ นางไม่ทำงานกี่วัน เจ้าก็ไม่ต้องให้นางกินข้าวตามวันที่นางไม่ทำงาน ข้าอยากดูซิว่าร่างกายของนางจะแข็งแรงเพียงใด”
นี่เป็นข่าวดีที่สุดที่หลินชุนฮวาได้ยินในตอนนี้ แต่เพื่อแสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยนและเอาใจใส่ของนาง นางก็ยิ้มอย่างฝืน ๆ และกล่าวว่า
“ข้ากลัวว่านางจะตำหนิข้าว่าเป็นแม่เลี้ยงที่ไม่ดีอีก”
“ตอนนี้ต่อให้นางออกไปเอ่ยสิ่งใด ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อนางแล้ว ปล่อยนางไปเถอะ สามผู้เฒ่าก็คงไม่มาจ้องมองทุกวัน บุตรสาวสุดท้ายก็ต้องออกเรือนไปอยู่ดี ยังจะมีโอกาสที่จะทำลายชื่อเสียงของตระกูลได้ พวกผู้เฒ่าเหล่านั้นจะไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้อีกเป็นแน่” หลินชุนฮวาก้มหน้าลงและตอบรับอย่างเศร้าสร้อย
ใครจะรู้ว่าเฉินผิงอันจะเปลี่ยนเรื่องมาที่ลูกชายของตัวเองอีกได้แม้ไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้
“เฉินเอ๋อร์ล่ะ เจ้ารีบเรียกเขาออกมากินข้าวกับข้าเร็วเข้า”
เช่นนี้หลินชุนฮวาก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจ ถึงแม้นางจะแอบซ่อนอาหารไว้ให้ลูกชายคนโตของตัวเองกินบ้าง แต่ที่เหลือก็ไม่ได้มีมากมายเพียงนั้น ถ้าให้เด็กนั่นกินหมดตัวนางเองก็คงกินได้ไม่มากนัก
“ไฉนถึงจะให้เขามากินที่โต๊ะล่ะ อย่าทำลายกฎสิ ต้องรู้ว่าพวกเราแตกต่างจากผู้อื่น กฎนี้ควรจะคุยกันแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า”
เฉินผิงอันกลับทำสีหน้าเคร่งขรึม
“ข้าไม่สนกฎอันใดพวกนั้น ข้าไม่ได้เห็นหน้าเฉินเอ๋อร์มาหลายวันแล้วไปเรียกเขาออกมาเถอะ เด็กอายุหกเจ็ดขวบแล้วเหตุใดถึงได้ซ่อนตัวอยู่แต่ในห้องตลอดเลยเล่า” แม้ในใจหลินชุนฮวาจะไม่เต็มใจนัก แต่เฉินผิงอันกล่าวมาถึงเพียงนี้แล้ว นางก็ต้องไปเรียกคนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีก
เฉินเฉินซ่อนตัวอยู่ในห้องมาตลอด เขารู้ว่าตอนนี้พี่สาวหาอะไรให้ตัวเองกินไม่ง่าย จึงได้ตั้งใจจะไม่ออกไปซุกซน คิดเพียงว่าตนอาจจะไม่ได้กินมื้อเย็นก็ได้
แต่ท่านแม่กลับเรียกเขาออกไปกินข้าวในตอนนี้อย่างกะทันหัน เขารู้สึกดีใจไม่น้อย ใครจะรู้ว่าพอเปิดประตูออกมากลับเห็นใบหน้าที่ขมวดคิ้วของท่านแม่ เฉินเฉินก้มหน้าเล็ก ๆ ของตัวเองลงทันที
“ข้าเตือนเจ้านะ ถ้าเจ้ากล้าไปฟ้องพ่อเจ้า พรุ่งนี้ตอนที่พ่อเจ้าไม่อยู่ ข้าจะแอบเอาเจ้าไปขายให้พวกค้ามนุษย์!” เฉินเฉินตกใจกับคำกล่าวของท่านแม่ไม่น้อย ใบหน้าดุร้ายของท่านแม่ในสายตาเขาดูหน้ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เขาถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะล้มลงบนพื้น รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ออกมา
หลินชุนฮวาจะยอมให้เขาทำลายภาพลักษณ์ตนเองในตอนนี้ได้เยี่ยงไร นางต้องหยุดเขา
“ถ้าเจ้ายังร้องไห้อีก ข้าจะเย็บปากเจ้าเสีย!” เด็กน้อยช่างดีเสียจริงที่ตอนนี้แม้แต่ร้องไห้ก็ไม่กล้าแล้ว ได้แต่ตัวสั่นเทิ้มเดินตามหลังนางออกมา เห็นท่านพ่อของตัวเองแล้วถึงจะอึดอัดในใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกใด ๆ เฉินผิงอันไม่พอใจที่เห็นท่าทางของบุตรชายตน
“เจ้าเด็กนี่ทำไมไม่เหมือนข้าเลยนะ ความกล้าของเจ้ามีมากกว่าหนูแค่นิดเดียวหรือไร” เฉินเฉินถูกกล่าวว่าเช่นนี้ ก็ยิ่งไม่อาจทำอันใดได้จำต้องนั่งลงโดยที่มีความรู้สึกน้อยใจอยู่ภายในแล้วก้มหน้าตักข้าวในชามของตัวเองไม่หยุดแม้แต่กับข้าวตรงหน้ายังไม่กล้าจะตักมา
อย่างไรเด็กคนนี้ก็เป็นบุตรชายของตัวเอง เฉินผิงอันจึงไม่ได้ตำหนิเขาเพิ่มเพียงแค่ลูบหัวเขาถอนหายใจ แล้วยื่นมือหยิบเนื้อใส่ชามให้เขา เฉินเฉินเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านแม่ไม่กล่าวอันใดทั้งสิ้น ได้แต่ก้มหน้ากิน
สามคนบนโต๊ะกินข้าวเสร็จหลินชุนฮวาก็เอาข้าวกับกับข้าวที่เหลือ รวมถึงที่นางแอบซ่อนไว้ ส่งไปที่ห้องตำรา ไม่มีผู้ใดสนใจเลยว่าในโรงเก็บฟืนยังมีคนนอนอยู่อีกหนึ่งชีวิต แต่เฉินเถียนเถียนก็ไม่ได้อยากได้อาหารพวกนี้นักหรอก
นางได้ยินเสียงเอะอะข้างนอก ก็รู้แล้วว่าตอนนี้เด็กนั่นได้ขึ้นโต๊ะกินข้าวแล้ว ในใจกลับรู้สึกโล่งอกไม่น้อย ต้องเข้าใจว่าตอนนี้แค่เลี้ยงชีพตัวเองก็ยากแล้ว ยังต้องมาเจอเด็กนี่อีก
ก็ยังดีตอนที่เฉินผิงอันอยู่ เขาจะมีข้าวให้กินสักมื้อ แต่เฉินผิงอันก็ไม่ได้อยู่เรือนนักอย่างไรกินได้สักมื้อก็ถือว่าดีแล้ว ตัวนางคืนนี้คงไม่ต้องกังวลเรื่องเด็กนี่แล้ว หลินชุนฮวาคอยรับใช้เฉินผิงอันตักน้ำล้างหน้าให้อย่างเอาใจ