“หึ! พวกนักข่าวอีกแล้วหรือว่าพวกสอดรู้อีกตามเคย?”
มันเห็นรถแปลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจอดบริเวณใกล้หลังบ้านมันที่ซึ่งติดกับป่าขนาดใหญ่ ช่วงนี้หากมีรถมาจอดหรือเห็นคนแปลกหน้ามาบริเวณนี้ก็มีอยู่ไม่กี่สาเหตุ นักข่าวที่ถามอะไรนักหนาก็ไม่รู้ถามนู้นถามนี้ แล้วก็พวกชอบลองของอยากเจอเจ้านกสีแดงบ้านั้นที่ทำให้บ้านของมันถล่ม ตลอดเวลามานี้มีพวกนี้มาเยือนมากมายแต่ก็จบด้วยความเซ็งตลอด และเจ้าคนนี้ที่พึ่งมาใหม่ก็จะพบกับความเซ็งเหมือนกันอย่างแน่นอน…
“อะไรว่ะนั้น!?” แต่แล้ว...เมื่อมันเห็นว่าอะไรออกมาจากรถมันก็ถึงกับหยุดในที่สิ่งมันกำลงทำอยู่แล้วรีบไปเรียกคนในบ้านให้ออกมาดูด้วยกันและเมื่อทุกคนที่มันเรียกมาดูก็ไม่ต่างจากมัน เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังเห็นอยู่ในตอนนี้คือเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งกับสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับต้นไม้แต่มีแขนมีขามีตามีปากแล้วหัวกะหล่ำปลีเดินได้อีก มันคิดว่าสิ่งที่พึ่งเจอมาอย่างนกสีแดงขนาดใหญ่เท่าเครื่องบินแปลกแล้วมาเจอพวกนี้อีกแปลกไม่แพ้กันโดยเฉพาะพวกหัวกะหล่ำปลี ใครจะไปคิดว่าผักที่ตัวมันกินเป็นประจำจะมีชีวิตแบบนี้ได้
“นายสัมผัสอะไรได้บ้างไหม” สมิธถามกรีนชิลดหลังจากที่พวกเขาได้เข้ามาภายในป่าที่ฟีนิกซ์หลบนี้เข้ามา แต่มันก็น่าแปลกนะนี้มันยุคศตวรรษที่ 21 มีเทคโนโลยีในการค้นหามากมายแต่กลับไม่พบเจอฟีนิกซ์ที่ตัวขนาดเท่าเครื่องบินหรือร่องรอยของมันเลยแม้แต่นิดเดียว
“ไม่! ข้ายังสัมผัสอะไรไม่ได้” ตัวกรีนชิลดเองก็แปลกใจเหมือนกันที่สัมผัสถึงตัวตนของฟีนิกซ์ไม่ได้เลย ยิ่งพวกมันที่มีแหล่งกำเนิดคล้ายกันมันควรจะง่ายต่อการสัมผัสแต่นี้ตั้งแต่ที่เข้ามาภายในป่ามันสัมผัสไม่ได้เลยทั้งที่ฟีนิกซ์เคยผ่านจุดนี้มาก่อน แปลก! น่าแปลกอย่างมาก…
“ข้าว่าระวังตัวไว้ก็ดี ข้าว่ามันแปลกๆ” กรีนชิลดพูดเตือนสมิธให้ระวังตัวเป็นพิเศษ
“รับทราบ...มานี้มา ชู ชู เข้ามาอยู่ในนี้ก่อน” สมิธจะระวังตัวตามที่กรีนชิลดบอกให้มากขึ้นและเขาเปิดกระเป๋าที่สะพายอยู่ด้านหลังเอามาไว้ด้านหน้าพร้อมกับเปิดกระเป๋าออกให้กว้างให้เหล่าชูเข้ามาอยู่ในกระเป๋าก่อน ซึ่งสมิธไม่ได้ปิดกระเป๋าปล่อยมันเปิดอ้าแบบนั้นเพื่อให้พวกชูได้เห็นทิวทัศน์แถมยังได้สัมผัสแสงแดดอยู่ยิ่งไปกว่านั้นคือปลอดภัยกับสำหรับชูอีกด้วย
ยิ่งเดินเข้าไปภายในป่าลึกมากเท่าไหร่กรีนชิลดยิ่งสัมผัสได้ถึงความแปลกๆ
“หยุด! หยุด!” กรีนชิลดบอกให้สมิธหยุดอย่าเดินแม้แต่ก้าวเดียวเพราะตอนนี้สิ่งที่อยู่ด้านหน้าของพวกมันในตอนนี้อาจเป็นต้นตอของความแปลกประหลาดทั้งหมดที่มันสัมผัสได้ตั้งแต่เข้ามาภายในป่า
“มีอะไร?” สมิธถามออกด้วยความสงสัยเพราะถึงแม้ตัวเขาจะมีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี แต่เขากับสัมผัสอะไรไม่ได้เลยทุกอย่างก็ดูปกติดี
“ไม่รู้สิแค่ข้าสัมผัสอะไรได้บางอย่าง” กรีนชิลดตอบพร้อมกับยื่นมือไปด้านหน้าและมันก็รู้สึกถึงบางอย่างจริงๆ
“ดูเหมือนจะมีใครบางคนกลางม่านพลังปกปิดป่าแห่งนี้…” หลังจากที่มือของมันทะลุผ่านม่านพลังไปประสาทสัมผัสของมันก็กลับมาเป็นปกติไม่รู้สึกแปลกประหลาดอยู่ตลอดเวลาอย่างที่ผ่านมา มันจึงสรุปได้ว่าป่าแห่งนี้ในตอนนี้มีคนอื่นอยู่อีกและอาจจะเป็นต้นตอของม่านพลังนี้ด้วย
“อืม!...” สมิธคิดหนักเลยไม่ได้คิดหนักเพราะเจอม่านพลังแต่อย่างใด แต่คิดหนักเพราะใครเป็นเจ้าของม่านพลังนี้ต่างหาก เนื่องจากตัวสมิธเองแม้จะไม่ได้เชี้ยวชาญเรื่องม่านพลังมากสักเท่าไหร่แต่ด้วยประสบการณ์ของเขาที่มีอยู่มากมายจึงพอจะสัมผัสและรับรู้ถึงมันอยู้บ้าง แต่กับม่านพลังนี้ที่อยู่ตรงหน้าเขาตลอดเวลามานี้เขาสัมผัสถึงมันไม่ได้เลย นั้นหมายความว่าผู้ที่กางม่านพลังนี้จะต้องเชี้ยวชาญและทรงพลังเป็นอย่างมากแน่นอน
“เอาไง?” กรีนชิลดหันไปถามสมิธว่าจะเอายังไงต่อ จะลุยต่อหรือถอยกลับ ส่วนตัวมันจะเอายังไงก็ได้
“ลุยต่อ อีกอย่างฉันมีนายอยู่จะไปกลัวอะไร” สมิธตัดสินใจไปต่อหากเขาตัวคนเดียวคงเลือกที่จะถอยกลับ แต่นี้เขามากับสุดยอดเผ่าพันธุ์อย่างบาร์คที่แม้จะรักสงบไม่ค่อยโต้ตอบแต่กับกรีนชิลดนั้นไม่ใช่ กรีนชิลดคือกรณียกเว้นเป็นบาร์คที่เลือดร้อนที่สุดตั้งแต่สมิธเคยรู้จักมา
พวกเขาผ่านม่านพลังมาได้อย่างไม่มีปัญหาและเมื่อผ่านม่านพลังเข้ามาสิ่งแรกที่สมิธสัมผัสได้คือกลิ่นไหม้และกลิ่นของขี้เถา
“ฉันว่าฟีนิกซ์อยู่ที่ป่านี้แน่นอน” สมิธมั่นใจแล้วว่าป่าแห่งนี้มีฟีนิกซ์อยู่จริงหลังจากได้กลิ่นไหม้ที่คุ้นเคย
“ใช่ข้าเองก็สัมผัสได้ถึงฟีนิกซ์” สมิธเองก็มั่นใจเช่นกันว่าฟีนิกซ์มีอยู่จริงและอยู่ที่ป่าแห่งนี้
“แต่ว่านะสมิธ...ข้าก็สัมผัสได้ถึงมนุษย์คนอื่นเช่นกัน”