ตอนที่ 95
สัมผัส
แม้ว่าจะการปะทะสงบลงได้ครู่หนึ่งแล้ว แต่จิตใจของจูซินเฉิงยังคงครุกกรุ่นด้วยความโกรธา ซึ่งสาเหตุที่ทำให้จูซินเฉิงไม่อาจสงบใจลงได้ก็เพราะเจ็บใจว่าตัวมันที่พลังเหนือล้ำกว่าคู่ต่อสู้เป็นอย่างมาก กลับไม่อาจแม้แต่จะรั้งตัวเสวี่ยหมิงที่มีระดับฝึกปรือเพียงแค่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 4 แถมมือซ้ายยังหอบหิ้วร่างของหญิงงามจิวซินซึ่งมันหมายตาเอาไว้อีก ถึงจะมีข้ออ้างเล็กน้อยว่าเสวี่ยหมิงนั้นเพิ่มพลังโดยการกลืนกินโอสถบางอย่างก็ตามที แต่นั่นคงจะไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการลบความแตกต่างของระดับพลังที่ห่างกันถึงสองชั้นลงไปได้
"บัดซบเจ้าสถุนต่ำต้อยจากสำนักมังกรฟ้าทั้งสอง หากข้าได้เจอเจ้าอีกครั้งรับรองว่าพวกเจ้าต้องตายอนาจอย่างแน่นอน"
จิ่นเม่ยที่เพิ่งฟื้นฟูพลังฝีมือกลับคืน นิ่ง...รอดูนายน้อยจูซินเฉิงที่กำลังหงุดหงิดจนกระทั่งอารมณ์นั้นสงบลงก่อนจึงเอ่ยคำ "นายน้อนจูท่านไม่ต้องกังวลใจไป พวกมันทั้งสองที่สามารถเข้ามายังด่านกักมังกรได้แสดงว่าต้องเป็นศิษย์ตัวแทนของสำนักมังกรฟ้าที่จะไปเข้าร่วมประลองเก้ามังกรอย่างแน่นอน ดังนั้นหากภายในสามวันนี้เราทั้งคู่หาเจ้าเด็กที่ชื่อเสวี่ยหมิงไม่พบ แต่เมื่อถึงการประลองเก้ามังกรยังไงเราท่านก็ย่อมต้องได้แก้แค้นเจ้าเด็กนั่นอย่างแน่นอน เพียงแต่มันจะตายที่นี่หรือตายในการประลองก็เท่านั้น"
"หึ ข้าไม่อยากให้เจ้าสวะนั่นมีชีวิตรอดออกไปจากด่านกักมังกร แถมตอนนี้เราทั้งสองก็เหลือเวลาอีกแค่สามวันเท่านั้น ดังนั้นข้าตัดสินใจว่าจะเฝ้ารอพวกมันอยู่ที่ทางเข้าสู่หุบเขามังกรนี่ละ"
"นายน้อยจูว่าเช่นไร ข้าก็ว่าตามนั้น"จิ่นเม่ยเอ่ยพร้อมเดินตามจูซินเฉิงเข้าไปยังทางเข้าหุบเขามังกร
.
.
ย้อนกลับไปในตอนที่เสวี่ยหมิงกำลังหลบหนี เมื่อลมปราณเพลิงที่สะสมตัวอยู่ในตันเถียนเทียมเกิดสำนึกตอบสนองต่อความต้องการอันแรงกล้าของเสวี่ยหมิง เปลวเพลิงที่รองรับเท้าก่อนหน้าพลันมลายหายแต่กลับปรากฏปีกเพลิงงอกเงยออกที่แผ่นหลังของเสวี่ยหมิง หอกลมปราณที่จูซินเฉิงมั่นใจว่ารวดเร็วกว่าท่าร่างบันไดเมฆาของเสวี่ยหมิงกลับกลายเป็นเชื่องช้าไปวูบหนึ่ง ทำให้ในจังหวะสุดท้ายหอกลมปราณพุ่งเฉียดผ่านเงาร่างของเสวี่ยหมิงที่เพิ่มความเร็วพุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีกระดับในชั่วพริบตา แถมเสวี่ยหมิงยังคงพุ่งทะยานฝ่าอากาศเบื้องบนสูงขึ้นไปกว่าเดิม จนความสูงนั้นพ้นระยะจู่โจมของจูซินเฉิงทำให้หลบรอดไปได้ในที่สุด
เสวี่ยหมิงแม้จะรู้สึกลิงโลดที่มีปีกเปลวเพลิงโผล่งอกเงยออกมา จนเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยให้หลบรอดจากการโจมตีขัดขวางของจูซินเฉิง แต่ก็เป็นความดีใจเพียงชั่วครู่เพราะเขารู้ดีว่าอีกไม่กี่อึดใจพลังของโอสถเพลิงผลาญก็คงจะหมดลง และตามมาด้วยพลังของทักษะเทพมารครองร่างด้วยเช่นกัน ทำให้เขาตัดสินใจเสี่ยงพุ่งเข้าสู่ทิศทางของเขตต้องห้าม...หุบเขามังกร
ทำให้เมื่อเสวี่ยหมิงหลบพ้นจากรัศมีการจู่โจมของจูซินเฉิงแล้ว เขาก็ลดระดับความสูงลง เปลี่ยนเป็นบินเลียดลัดเลาะไปตามแนวต้นไม้ เพื่ออาศัยเงาไม้ใหญ่บดบังสายตาป้องกันว่าหากหมดเรี่ยวแรงลงไปศัตรูยังมองไม่ออก ทำให้พอมีเวลาคิดหาสถานที่หลบซ่อนา แต่หากเป็นไปได้เสวี่ยหมิงต้องการที่จะเข้าไปสู่เขตของหุบเขากักมังกรให้ได้ก่อนที่จะหาสถานที่หลบซ่อนตัว เพราะเขาเชื่อว่าจูซินเฉิงไม่น่าจะเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงบุกเข้าสู่เขตแดนอันตราย เพียงเพื่อตามล่าตัวเขาและจิวซินั้งยามค่ำคืน
หลังจากที่หลบหนีรอดพ้นสายตาของจูซินเฉิงไปได้อีกราวสิบลมหายใจ ปีกเพลิงที่กลางหลังของเสวี่ยหมิงก็พลันหดหาย ร่างที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศพลันเสียการทรงตัวตกลงด้วยความเร็วยังดีที่พลังของเทพมารครองร่างยังคงอยู่ทำให้ในจังหวะที่ร่างของเสวี่ยหมิงเคลื่อนเข้าจนเกือบจะกระแทกกับต้นไม้ใหญ่พลันม้วนตัวกลับหลังอาศัยท่าเท้าดีดกระแทกเบี่ยงจากการตกในแนวดิ่งกลายเป็นพุ่งเฉียงลงต่ำ ก่อนจะอาศัยลมปราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ใช้ออกด้วยท่าร่างบันไดเมฆาเฮือกสุดท้ายชะลอความเร็วลงก่อนที่ร่างกายจะแตะสัมผัสพื้นทรงกายยืนหยัดอยู่ได้
เมื่อสองขาสัมผัสพื้นมั่นคงแล้ว เสวี่ยหมิงพลันหันมองย้อนกลับไปที่ด้านหลัง ก็พบว่าในจังหวะที่เขาตกดิ่งลงมาจากบนฟ้าเสวี่ยหมิงได้ล่วงผ่านเขตของหุบเขามังกรเข้ามาแล้ว แม้พลังลมปราณของเสวี่ยหมิงจะตกฮวบลงไปจนเหลือเพียงแค่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 แต่พลังจิตวิญญาณยังคงเดิม เสวี่ยหมิงไม่รอช้าแผ่ขยายจิตวิญญาณออกไปสำรวจโดยรอบเมื่อพบว่าที่เบื้องหน้าไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ ซุกซ่อนอยู่ เสวี่ยหมิงจึงเร่งฝีเท้าแบกร่างของจิวซินมุ่งตรงไปยังซอกเขาลึกที่ปดิซ่อนอยู่หลังดงไม้ใหญ่ ก่อนจะใช้หมัดแกร่งขุดเจาะช่องโพรงขนาดใหญ่ขึ้น โดยตั้งใจจะใช้เป็นถ้ำหลบภัยเมื่อเห็นว่าถ้ำมีขนาดและความลึกพอเหมาะสำหรับสองคนแล้ว เสวี่ยหมิงจึงนำร่างที่สะลึมสะลือของจิวซินไปวางลงที่ด้านในส่วนตัวเองก็ออกไปหาหินขนาดใหญ่มาเตรียมไว้ เมื่อเสวี่ยหมิงเข้าไปด้านในแล้วจึงใช้หินใหญ่ปิดปากถ้ำส่วนตัวเองก็นั่งพิงอยู่ที่ด้านหลังหินใหญ่หมายหลบซ่อนจนกว่าร่างกายจะฟื้นฟูอีกครั้ง
เมื่อหินยักษ์ถูกเคลื่อนจนปิดปากถ้ำแล้ว ภายในจึงมืดสนิทเสวี่ยหมิงก็เริ่มปรากฏอาการอ่อนล้าวิงเวียน อันเป็นอาการนำก่อนที่เวลาของทักษะเทพมารครองร่างจะหมดลงเช่นเดียวกับคราก่อน แม้ร่างกายจะอ่อนล้าแต่สมองยังพอจะจดจำได้ว่าจิวซินนั้นถูกพิษร้ายเล่นงานมาก่อน เสวี่ยหมิงจึงหวังดีหมายจะใช้ลมปราณเพลิงไฟของตัวเองทดลองช่วยขับพิษในเบื้องต้นก่อนที่สติจะหลุดลอย แต่เมื่อเสวี่ยหมิงนำตะเกียงหินลมปราณออกมาจากแหวนมิติจนภายในถ้ำสว่างไสว สายตาที่เพิ่งจะปรับตัวได้กลับไม่พบเห็นร่างที่นอนนิ่งอยู่ด้านในของจิวซิน
...แปะ !
ฝ่ามืออันนุ่มนิ่มสัมผัสวางลูบไล้แผ่วเบาไปบนไหล่หนาของเสวี่ยหมิงจนขนลุกซู่ต้องหันหน้ากลับไป แสงสว่างที่ทอทอดออกมาจากตะเกียงหินลมปราณ ทำให้เสวี่ยหมิงเห็นจิวซินที่เมื่อครู่มองหาอยู่อย่างชัดตา เด็กสาวในตอนนี้สองแก้มแดงระเรื่อ ดวงตาหวานฉ่ำเยิ้ม ริมฝีปากบางเผยอแย้มยิ้มอยู่ตลอดเวลาราวกลับกำลังเคลิ้มฝันอยู่ เชือกที่มัดร้อยผมบนศีรษะถูกกระชากดึงหลุดล่วงไปตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ ทำให้จิวซินที่ต้องแสงตะเกียงสลัวในยามนี้ดูงดงามเย้ายวนกว่าที่เสวี่ยหมิงเคยพบเห็นภายนอก
เสวี่ยหมิงที่สายตาเริ่มพล่ามัวจากผลกระทบของเทพมารครองร่าง พยายามเพ่งตาสำรวจดูสภาพของจิวซิวด้วยความคิดว่าจะเร่งรักษาพิษร้ายก่อนที่สติจะหมดลง แต่ไม่คิดว่าเสื้อผ้าของเด็กสาวในยามนี้นั้นไม่เรียบร้อยเช่นปกติ อกเสื้อถูกแบะออกกว้างเผยให้เห็นเนื้อในขาวผ่อง แถมชุดกางเกงด้านล่างก็ฉีกขาดหลายแห่งและบางจุดก็ยาวจนเห็นขาอ่อนวับแวมตามจังหวะการขยับเคลื่อนไหวของจิวซิน
...ทำไมภายในถ้ำแห่งนี้ช่างร้อนยิ่งนัก
เสวี่ยหมิงผู้อ่อนประสบการณ์ปรากฏเลือดลมสูบฉีดรุนแรง แต่เพราะผลของทักษะเทพมารครองร่างใกล้ยุติลงทำให้แรงขับต่าง ๆ ในร่างกายล้วนลดต่ำลง สมองค่อย ๆ ทำงานได้เชื่องช้าลงกว่าปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ
"ร้อน" จู่ ๆ ปากบางของจิวซินก็เปิดออก "ทำไมในห้องถึงได้ร้อนเช่นนี้" เพราะฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัด สายตาของจิวซินในตอนนี้ก็พล่าเบลอไม่ต่างจากเสวี่ยหมิง แต่การประคองสติยังย่ำยิ่งกว่าเสวี่ยหมิงหลายเท่านัก "เสี่ยวเมาเจ้ามาช่วยข้าถอดเสื้ออกหน่อย ข้าร้อนยิ่งนัก..."ปากเอ่ยพร้อมเดินตรงเข้ามาประชิดกับเสวี่ยหมิง
"ไม่ใช่..."เสวี่ยหมิงไม่ทันที่จะเอ่ยปฏิเสธสองขาก็พลันอ่อนแรงล้มลง
"เสี่ยวเมาเจ้านี่ชักจะเอาใหญ่ ข้าใช้เจ้าแต่เจ้ากลับล้มตัวลงนอน" จิวซินที่ขาดสติโดยสิ้นเชิงแล้วพลันปลดเสื้อของตัวเองออก
ภายใต้แสงตะเกียงสลัว เสวี่ยหมิงที่อ่อนล้าจนมิอาจขยับกายได้แต่ดวงตายังคงใช้การได้แม้จะเห็นภาพได้ไม่ชัดนัก
ฟุบ...!
ยามที่เสื้อของจิวซินตกลงกองกับพื้นลมหายใจอันอ่อนแรงของเสวี่ยหมิงพลันชะงักค้างจนหายใจติดขัด ปากแห้งผากพยายามอ้าส่งเสียงดังพยายามเรียกสติของหญิงสาว แต่ไม่ทันที่เสียงจะเล็ดลอดออกมาสติของเสวี่ยหมิงก็พลันหลุดลอยไปเสียก่อน
จิวซินที่เลอะเลือนด้วยฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดหลังจากที่ปลดเปลื้องเสื้อตนเองออกก็จดจำเรื่องราวไม่ได้ จ้องมองร่างอันไร้สติของเสวี่ยหมิงอยู่อึดใจหนึ่ง "เสี่ยวเมาข้าง่วง...แล้วก็ร้อนเหลือเกิน...อา" จิวซินที่สองตาหรี่ปรือ หายใจหอบหนักโดยแรงค่อย ๆ สืบเท้าช้า ๆ เดินตรงไปยังร่างไร้สติของเสวี่ยหมิง