คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีขมวดคิ้วนางหรี่ตามองน้องสาวต่างมารดาอย่างพิจารณา นางรู้สึกว่าแววตาของซ่งซิงเหยียนแปลกไป
แต่ก็ไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน
เสียงของผู้เป็ย่าที่ตวาดขึ้นทำให้ซ่งซูหลินได้สติกลับมา “น้องสาวของเ้าไม่สบาย เ้าจะมามัวพิธีรีตองอะไรกัน”
ซ่งซูหลินจึงตอบกลับด้วยสีหน้าและแววตาที่เฉยชา“พิธีรีตอง? ท่านย่าเมื่อเดือนก่อน ข้าตกน้ำ ร่างกายสั่นหนาวแต่ท่านกลับลงโทษให้ข้าคุกเข่าอยู่ที่หอบรรพชนทั้งคืน ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นข้ากำลังป่วยหนักท่านก็อ้างเพียงคำว่า กฎของจวน
หากไม่เพราะท่านตาส่งหมอมาทันเวลาเห็นทีว่าคุณหนูแห่งจวนเสนาบดีคงจะเหลือแค่เพียงคนเดียวเสียแล้วแต่ตอนนี้หลานสาวคนโปรดของท่านที่ยังลุกนั่งได้อย่างสบายอารมณ์ ข้าแค่พูดเท่านี้ท่านถึงกับออกหน้าออกตัวเช่นนี้
ท่านย่าหากคนข้างนอกได้ยินเข้า จวนเสนาบดีจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ที่แม่สามีรังแกลูกสะใภ้ยกอนุข่มภรรยาเอก บุตรอนุข่มเหงของบุตรจากภรรยาเอก
ขนาดฮ่องเต้แม้จะโปรดปรานสนม แต่ก็ยังไม่เคยยกใครเทียบเคียงฮองเฮาเลยสักคน”
จบประโยคที่เหยียดยาวซ่งซูหลินก็ประคองมารดาให้นั่งในตำแหน่งของภรรยาเอก ส่วนนางก็นั่งลงที่เก้าอี้ข้างมารดา โดยไม่สนใจสีหน้าของผู้าุโแม้แต่น้อย
“เ้า”ฮูหยินผู้เฒ่ายกมือชี้หน้าหลานสาวสุดชังของตน
“อ้อ อีกอย่างบุตรสาวอนุไม่มีสิทธิ์เรียกผู้ให้กำเนิดว่า ท่านแม่ ได้ เพราะคำนี้มีไว้สำหรับเรียกฮูหยินใหญ่เท่านั้น อนุเหยาสั่งสอนบุตรสาวอย่างไรจึงไม่รู้ความเช่นนี้กัน”ซ่งซูหลินตำหนิอนุคนโปรดของบิดาอย่างไม่ไว้หน้า
ผู้เป็บิดาจึงดุบุตรสาว“ซูหลิน! อย่าได้ล่วงเกินท่านย่า ชิงอีเ้าสั่งสอนบุตรสาวของเ้าอย่างไร”
เื่ความขัดแย้งของสตรีในเรือนเขาไม่เคยคิดก้าวก่าย เพราะรู้อยู่แล้วว่ามารดาและผู้เป็ภรรยาเป็เหมือนไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด
แต่เขาก็รักและเทิดทูนมารดาของเขามากและไม่ยอมให้ใครมาแสดงกิริยาดูแคลนต่อหน้าเขาเมื่อสองแม่ลูกตรงหน้าไม่ให้ความเคารพต่อมารดา เขาจึงไม่ค่อยพอใจนัก
“ท่านแม่น่ะสั่งสอนข้าดีมาตลอดไม่เช่นนั้นข้าจะรู้ขนบธรรมเนียมหรอกหรือต่างกับอนุบางคนที่ไม่มีความรู้จะสั่งสอนบุตรสาว” ซ่งซูหลินยังคงเหน็บแนมไม่หยุด
ปัง!
ฮูหยินผู้เฒ่าตบโต๊ะอย่างแรงด้วยความโกรธ“อกตัญญู อกตัญญูยิ่งนัก ซ่งซูหลิน หม่าชิงอี คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้”
แล้วก็เป็หม่าชิงอีที่ตอบกลับด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวไม่แพ้บุตรสาว“อยากให้ข้าคุกเข่า? พวกท่านคู่ควรหรือ”
“อกตัญญูแล้วอกตัญญูแล้ว หมาป่าตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง เด็ก ๆ จับตัวนางไว้ วันนี้ข้าจะลงโทษเ้า”
จบประโยคของฮูหยินผู้เฒ่าก็มีเพียงความเงียบ เพราะบ่าวไพร่ไม่มีใครขยับตัวเลยสักคน
เห็นเช่นนั้นก็ทำให้นางโกรธจนแทบจะเป็ลม “เ้าพวกเ้า ฏแล้ว”
หม่าชิงอีไม่นำพานางกรอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่าย ให้นางไปลับฝีปากกับฮูหยินจากจวนอื่นยังจะเหนื่อยน้อยกว่ามาปะทะคารมกับคนที่แก่ชรา เพราะอายุขัยเช่นนี้
ตระกูลซ่งมีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวนาในชนบท แต่ซ่งเหวิน ผู้ซึ่งเป็บุตรชายเพียงคนเดียวกลับสามารถฝ่าด่านการสอบจนได้เป็บัณฑิตอันดับหนึ่งเมื่อสิบแปดปีก่อนทำให้เขากลายเป็สัญลักษณ์แห่งความมุ่งมานะเป็ตัวอย่างที่ดีแก่เหล่าบัณฑิตที่มิได้มาจากตระกูลขุนนาง
สร้างชื่อเสียงแก่คนแซ่ซ่งมาจนถึงทุกวันนี้
โชคชะตาของว่าที่ขุนนางหนุ่มคนใหม่พลิกผันเพียงชั่วพริบตา
ฮ่องเต้ที่เพิ่งขึ้นนั่งบัลลังก์ทองได้ไม่นานเกรงว่าจอหงวนคนใหม่จะเอนเอียงไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจึงประทานสมรสให้เขากับท่านหญิงหม่า บุตรีของจวิ้นอ๋องซึ่งเป็โอรสของพระสนมจากราชวงศ์ก่อน เพื่อคานอำนาจของฝ่ายจวิ้นอ๋องไปในตัว
ท่านหญิงหม่าเป็หญิงงามผู้มากความสามารถ ถูกจัดให้เป็ยอดพธูอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงที่บุรุษต่างเฝ้าคะนึงหาแต่กลับต้องถูกลดฐานันดรศักดิ์ให้มาแต่งกับบุรุษจากตระกูลชาวนา
และที่สำคัญในตอนนั้น นางมีคนรักอยู่แล้ว
สมรสพระราชทานครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการแยกคู่ยวนยางที่สร้างความขุ่นเคืองแก่หลายฝ่ายไม่น้อย
หม่าชิงอีให้กำเนิดบุตรีหนึ่งคนคือ ซ่งซูหลิน
ทว่าภายใต้ชายคาจวนซ่ง หาได้มีเพียงภรรยาเอกสูงศักดิ์คนเดียว
แต่ยังมีอนุหนึ่งคนนามว่า อนุเหยา หน้าตามิได้งดงาม จึงมักถูกคนดูแคลนอยู่เสมอว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็อนุของเสนาบดีหนุ่ม
ที่อนุเหยาได้เข้าจวนซ่งเพราะบิดาของนางเป็ลูกพี่ลูกน้องของฮูหยินผู้เฒ่าซ่งและเป็คนช่วยชีวิตบิดาของซ่งเหวินเอาไว้
เดิมทีทั้งสองครอบครัวได้เกริ่นเื่แต่งงานของนางกับซ่งเหวินไว้ก่อนแล้วแต่เพราะครอบครัวซ่งนำเงินทั้งหมดไปใช้จ่ายให้กับการเรียนของบุตรชายจึงไม่เหลือเงินที่จะไปหมั้นหมาย
แต่เพราะซ่งเหวินเป็บุรุษรูปงามและโดดเด่นทำให้เหยาอินไม่อาจตัดใจจากเขาได้
หลังจากที่ซ่งเหวินสอบผ่านระดับมณฑลบิดาของเขา้าให้แต่งกับสตรีที่มาจากครอบครัวที่สามารถเกื้อหนุนบุตรชายได้เมื่อทางครอบครัวเหยามาเท้าความเื่หมั้นหมาย เขาจึงยังประวิงเวลาต่ออีก
จนกระทั่งซ่งเหวินสามารถสอบได้ตำแหน่งจอหงวน ครอบครัวเหยาก็คิดว่าบุตรสาวของตนจะได้เป็ภรรยาเอก แต่เมื่อฮ่องเต้ประทานสมรสมาให้แก่ครอบครัวซ่งพวกเขาแม้จะอยากป่าวประกาศร้องทุกข์เพียงใด ก็ไม่อาจทำได้ และไม่กล้าคิดด้วย
ดังนั้น จึงได้เพียงยกเอาบุญคุณช่วยเหลือชีวิตเพื่อให้บุตรสาวของตนแต่งเข้าจวนซ่ง แม้จะในฐานะอนุพวกเขาก็ต้องกัดฟันยินยอม
แน่นอนว่าฮูหยินผู้เฒ่าย่อมไม่ชื่นชอบหม่าชิงอี เพราะสะใภ้ผู้นี้มาจากตระกูลสูงส่งมักไม่เห็นหัวของแม่สามี แม้ไม่อาจหาเื่ใส่ร้ายได้โดยตรงแต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็มักตำหนิและนินทาหลังอยู่เสมอ
และให้ความรักแก่อนุเหยาและซิงเหยียนแทนทะนุถนอมนางทั้งสองดั่งสายเืแท้ โดยมิสนใจคำครหาหรือคำกล่าวตักเตือนจากบุตรชาย
ซ่งซิงเหยียนเติบโตมาด้วยความเฉลียวฉลาดวาจาคมคาย ก็ยิ่งเป็ที่รักของผู้เป็ย่าแตกต่างจากหลานสาวคนโตอย่างซ่งซูหลินที่มีนิสัยเย่อหยิ่งจองหองยิ่งทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจงเกลียดจงชังสองแม่ลูก
แต่ใต้รอยยิ้มอ่อนหวานและเชื่อฟังของอนุเหยามีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่านางต้องซ่อนความริษยาเอาไว้มากมายเพียงใด
อนุเหยามิอาจยอมรับความงามความเฉลียวฉลาด และชาติกำเนิดของหม่าชิงอีได้ นางจึงพร่ำสอนบุตรสาวของตนให้รู้จักแข่งขัน รู้จัก่ชิง
และสำคัญที่สุด...ต้องเหนือกว่าซ่งซูหลินให้ได้