บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 50 | วิหารแห่งก็อปลิน อูโบโบ 18

            กวีในร่างจำแลงแห่งความตายเริ่มต้นเคลื่อนไหวอีกครั้ง ต่อเนื่องจากการโจมตีเมื่อครู่เพียงเสี้ยววินาที เรือนร่างของเขาได้ปรากฏกายและบินทะยานตรงไปยังศัตรูอย่างเถรตรง 

            อินเซก้าเปล่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง ทั้งสองต่างเร่งประจันหน้าโดยไม่เกรงกลัวต่อฝ่ายใด

            ในขณะเดียวกัน แมรี่นั้นกำลังยืนกำลังเฝ้ามองโดยมีเรเชลอยู่ข้างกาย เรเชลปิดตาลงประหนึ่งกำลังเข้าสู่ห้วงแห่งการบรรทม มือขวาถือหนังสือเวทมนตร์ ส่วนมือซ้ายกำลังสวดภาวนาอ้อนวอน 

            ทันใดนั้น กามูได้ก้าวเดินมาหาพวกเธอจากด้านหลัง เมื่อมาถึง เขาจึงเร่งเฝ้ามองการต่อสู้ของกวีในร่างปีศาจซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับอสูรร้ายผู้แข็งแกร่ง

            “นี่เราไม่ได้กำลังฝันไปใช่ไหมคะ ?” แมรี่เอ่ยถามในขณะที่สายตายังคงจ้องมองไปข้างหน้าพร้อมความตกตะลึง 

            “นั่นสินะ ดูเหมือนความรู้ที่พวกเรามีคงจะไม่สามารถอธิบายความแข็งแกร่งที่แท้จริงของชายคนนั้นได้เลย” กามูกล่าวพลางเฝ้ามองจนมิอาจละสายตาออกห่าง

            ย้อนกลับไปเมื่อนานมานี้ กวีได้มอบหมายภารกิจหนึ่งอย่างให้แก่กามู กล่าวคือ ในหนึ่งช่วงเวลา ศัตรูจะสนุกสนานไปกับการลาจากระหว่างแมรี่และเรเชล นั่นคือโอกาสเพียงครั้งเดียว กามูจะใช้เวลาดังกล่าว วิ่งไปรอบ ๆ และติดตั้งระเบิดเวลา ณ บริเวณใกล้เคียงคบเพลิงจากทั่วทุกมุมของห้องโถงแห่งนี้ 

            กระนั้นกลับมีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง ในการติดตั้งระเบิด กามูจำต้องคาดคะเนจำนวนของคบเพลิงด้วยตาเปล่า รวมไปถึงการตั้งเวลาซึ่งระเบิดแต่ละลูกล้วนไม่เหมือนกัน 

            ทุกการกระทำมีเป้าหมายร่วมกันเพียงหนึ่งเดียว..

            ‘นั่นคือการดับคบเพลิงทั้งหมดและสร้างความมืดมิดในฉับพลัน’

            หากทุกแผนการเสร็จสิ้นไปด้วยดี กวีจะสามารถจู่โจมศัตรูได้หนึ่งกระบวนท่า ในขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือเรเชลได้สำเร็จ แต่หากศัตรูยังไม่ตาย ก็ถึงเวลาที่ต้องดำเนินแผนสำรอง

            “ชั้นต้องยื้อเวลาให้ได้มากที่สุด สักสามหรือสี่นาทีก็ยังดี” 

            กวีเร่งตวัดดาบเพื่อแลกเปลี่ยนการโจมตีกับศัตรูอย่างบ้าคลั่ง 

            มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาจำต้องทำให้สำเร็จ นั่นคือการถ่วงเวลาในขณะที่เรเชลกำลังร่ายทักษะดาราถล่มพสุธาให้ได้นานที่สุด เช่นนั้นแล้ว เขาจึงมิอาจเลี่ยงหลีกการโจมตีซึ่งอาจส่งผลให้ศัตรูเพ่งเล็งเป้าหมายไปที่อื่น 

            ด้วยเหตุผลดังกล่าว พลังชีวิตของเขาจึงถูกลดทอนจากสามทาง

            หนึ่ง ด้วยผลของทักษะร่างจำแลงแห่งความตายของตัวเขาเอง

            สอง ด้วยผลของทักษะดาราถล่มพสุธาของเรเชล 

            สาม ด้วยผลจากการโจมตีสวนกลับของศัตรูในขณะที่ตนกำลังถ่วงเวลา

            จากผลของการรับเอากำปั้นของอินเซก้าเพื่อปกป้องเรเชล ส่งผลให้พลังชีวิตของกวีจึงหลงเหลือเพียงหนึ่งในสองจากพลังชีวิตแรกเริ่ม 

            การต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายทวีความดุเดือดจนร้อนระอุ ช่วงเวลาได้ล่วงผ่านไปเพียงหนึ่งนาที กระนั้นพลังชีวิตของกวีกลับหลงเหลืออยู่เพียงสองในสิบส่วน ซึ่งหากทุกสิ่งยังคงดำเนินเช่นนี้ต่อไป สุดท้ายแล้วพลังชีวิตคงเหือดแห้งจนสิ้นลงในอีกหนึ่งนาทีอันเป็นอัตราส่วนเพียงครึ่งเดียวจากช่วงเวลาที่ต้องการ 

            ทันใดนั้น รูปลักษณ์ของใครบางคนได้มุ่งตรงเข้ามาหา เขานั้นคือกามู เร่งฝีเท้าด้วยแรงกายที่เหลืออยู่พร้อมในมือถือโล่ใหญ่เอาไว้ในมือขวา

            “เนตรมารแห่งการยั่วยุ” 

            พลันศัตรูได้สบตากับเขา ทักษะจึงถูกร่ายทำให้ศัตรูพลันต้องมนต์สะกด อินเซก้าเร่งแปรเปลี่ยนเป้าหมาย สองเท้าพุ่งทะยานเข้าหากามูพร้อมเสียงตะโกนแห่งความโกรธเริ่มต้นดังก้องกังวาน

            “นั่นคุณจะทำอะไรกันแน่ ?!!” กวีในร่างยมทูตเร่งเปล่งเสียงตะโกนออกไป การเบี่ยงเบนความสนใจทั้งหมดมาที่ตนก็เพื่อปกป้องชีวิตของสหายร่วมรบ ทว่ายามนี้ทุกสิ่งกลับมิได้เป็นไปเช่นนั้น 

            ท่ามกลางเสียงฝีเท้ากระทบพื้นดินกู่ก้องไปทั่วทุกหนแห่ง กามูเพ่งสายตาจดจ่อกับศัตรูที่อยู่ตรงหน้า โล่ขนาดยักษาตั้งตระหง่านสูงขึ้นไปนับจากพื้นดิน ออร่าสีเขียวมรกตถ่ายโอนจากกลางอกสู่ฝ่ามือจนโล่นั้นเปล่งประกาย

            “ตู้มมม !!”

            กำปั้นกัมปนาทกระทบเข้ากับโล่ของกามูอย่างรุนแรง เพียงหนึ่งท่วงท่าการโจมตี โล่ของกามูจึงแตกกระจายกลายเป็นเพียงเศษซากปรักหักพัง แรงปะทะแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขา ส่งผลให้ร่างกายจึงลอยละลิ่วปลิวออกไปจากจุดเริ่มต้นราวสิบเมตรเศษ

            ทันใดนั้น เรือนร่างของกวีปรากฏกายขึ้นมาในฉับพลัน ส่งปลายเท้ากระทบศีรษะทำให้เรือนร่างของอินเซก้าจึงปลิวออกไปจากตำแหน่งของกามู

            “เป็นอะไรรึเปล่าครับ ?!!” กวีเร่งกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง สองมือจึงเร่งประคองศีรษะของกามูขึ้นมาอย่างโดยหลีกเลี่ยงมิให้เขาบาดเจ็บ

            สีหน้าของกามูแลดูไม่สู้ดีนัก แรงสะเทือนเมื่อครู่คงแผ่ซ่านไปทั่วกายแล้ว ส่งผลให้ความเจ็บปวดพลันเพิ่มพูนทวี เพียงแค่คงสติได้ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์ 

            แต่แล้ว แทนที่กามูจะใส่ใจความเจ็บปวดที่ตนได้รับ เขากลับลงมือทำในสิ่งที่แตกต่าง มือเขาที่สั่นเทายื่นไปข้างหน้า ครู่ต่อมาจึงวางเบา ๆ ลงบนฝ่ามืออันไร้เนื้อหนังของกวีและเริ่มกล่าว

            “ดวงจิตแห่งหนาม.. ไรฟู”

            พลันสิ้นเสียงของเขา เรือนร่างของกวีได้เปล่งประกายเป็นแสงสีมรกตในครู่ขณะหนึ่ง เมื่อแสงดังกล่าวจางหายไป พลังชีวิตของเขาจึงเพิ่มทวีกลับคืนมาถึงสองในสิบส่วน

            “นายต้อง.. ยื้อเวลา.. เพราะนายมี.. ค่าพลังชีวิตตั้งต้น.. ที่สูงกว่าพวกเรา.. พลังชีวิตของชั้น.. ไม่จำเป็น.. อีกแล้ว..” กามูเค้นแรงเพื่อขยับริมฝีปาก ชายผู้นี้คงบ้าไปแล้วหรือไม่ก็เสียสติ เพียงเพื่อใช้งานทักษะ พลังชีวิตของผู้ใช้งานจำต้องลดน้อยลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจึงจะบรรลุเงื่อนไข

            “อย่าพึ่งตายซะก่อนล่ะ !” กวีเร่งกล่าว พลันสิ้นเสียง เรือนร่างของเขาจึงเลือนหายไปจากข้างกายของกามูในชั่วพริบตา 

            อินเซก้าลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ทันทีที่มันมองไปข้างหน้า ปรากฏพบว่าบางสิ่งกำลังพุ่งทะยานเข้ามาใกล้

            “คู่ต่อสู้ของแกก็คือชั้น มาเต้นรำจนกว่าท้องน้อยของแกจะระเบิดกันเถอะ !!” เสียงตะโกนของกวีขับขานไปพร้อมเพรียงกับการคำรามของอินเซก้า ทั้งสองฝ่ายเปรียบดังน้ำกับน้ำมัน เร่งฝีเท้ามุ่งตรงเข้าหาศัตรูพร้อมโทสะอันเพิ่มทวีมากมายมหาศาล

            ฝ่ายหนึ่งตั้งรับ ฝ่ายหนึ่งจู่โจม ผลัดกันโจมตีคนละหนึ่งกระบวนท่า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแผนการหรือเล่ห์กลใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะตัดสินผู้ชนะที่แท้จริง

            “ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก !!”

            “โฮ้กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก !!”

            เสียงคำรามของทั้งสองฝ่ายผสมผสานปนเปอย่างบ้าคลั่ง ในขณะเดียวกัน พลังชีวิตของกวีกลับลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

            .

            [ พลังชีวิต ณ ปัจจุบัน : 10% ]

            .

            [ พลังชีวิต ณ ปัจจุบัน : 7% ]

            .

            ไม่มีใครยอมใคร กวีแม้จะสูญเสียพลังชีวิตจนเข้าขั้นวิกฤต กระนั้นแววตาของเขากลับยังคงป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าตนนั้นยังไม่ยอมแพ้

            .

            [ พลังชีวิต ณ ปัจจุบัน : 5% ]

            .

            จนกระทั่งในท้ายที่สุด..

            .

            [ พลังชีวิต ณ ปัจจุบัน : 1% ]

            .

            “กวี นายรีบหลบไปได้แล้ว !!” เสียงของเรเชลถูกเปล่งขึ้นจาก ณ ที่ห่างกาล พลันสิ้นเสียงของเธอ เรือนร่างของยมทูตสีดำจึงเลือนหายไปจากการต่อสู้ในฉับพลัน

            ครู่ต่อมาเพียงไม่นาน หนังสือเวทมนตร์ของเรเชลเริ่มต้นเปล่งประกายแสงสว่างสีทอง พร้อมเสียงของเธอพลันถูกเปล่งขึ้นอีกครั้งท่ามกลางแสงอันริบหรี่ที่สว่างไสวท่ามกลางความมืดมิด

            “บทสวดภาวนาต่อดาราประจักษ์ บทที่สาม ดาราถล่มพสุธา !!”

            เหนือหัวของอินเซก้าปรากฏเป็นดาวเคราะห์น้อยสีทองที่ลุกไหม้พลางปัดเป่าความมืดมิดโดยรอบให้มอดม้วยมลายสิ้นประหนึ่งดาวฤกษ์ ทันใดนั้น ดาวดวงน้อยได้ร่วงหล่นลงมาและแผดเผาเรือนร่างของอินเซก้าด้วยพละทำลายล้างราวกับปรากฏการณ์มหานวดารา

            ทุกคนต่างเฝ้าลุ้นรอคอยผลลัพธ์ พลันดาวดวงน้อยสูญสลายหายไป สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายในจึงถูกเผยออกมา ร่างกายของมันมอดไหม้เป็นตอตะโก คงไม่มีทางหวนคืนชีวิตได้อีกเป็นครั้งที่สาม

            เทพีแห่งชัยชนะได้ป่าวประกาศชื่อของผู้คว้าชัยเป็นที่เรียบร้อย กวีกลับคืนสู่ร่างมนุษย์พลางล้มตัวลงนั่งอย่างหมดห่วง เสียงตะโกนโห่ร้องของแมรี่และคนอื่น ๆ ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องโดยมิอายฟ้าดิน แม้จะเป็นเจ้าหญิงงามแห่งอาณาจักรอันเกรียงไกรหรือไพร่ฟ้าสามัญชน ทุกคนต่างโห่ร้องด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะในยามนี้ พวกเธอนั้นสามารถพิชิตดันเจี้ยนแรกได้สำเร็จแล้ว!!

            ห่างออกไปยังตำแหน่งซึ่งเป็นจุดใจกลางของห้องโถงแห่งนี้ แสงสว่างสีทองได้ผุดขึ้นจากผืนดินกลายเป็นเสาแสงส่องสว่างไปทั่วทุกบริเวณ พร้อมหีบใบหนึ่งได้ปรากฏขึ้นมา นั่นคือรางวัลแห่งชัยชนะสำหรับผู้ที่ลงมือทำ

            เมื่อหีบสมบัติปรากฏขึ้นเพียงเบื้องหน้า ทุกคนจึงไม่รอช้าพลางเร่งฝีเท้ามุ่งตรงไป กระทั่งกวีก็เช่นกัน เขาลุกขึ้นยืนพร้อมดวงตาอันเปล่งประกาย วิ่งไปข้างหน้าพลางลืมเลือนความเหนื่อยล้าที่ตนได้รับมาจนถึงยามนี้

            หีบสมบัติเปล่งประกายแสงสว่างสีทองระยิบระยับ 

            “เอาสิกวี คุณเปิดได้เลย” แมรี่กล่าวเพื่อเปิดทางให้แก่ชายหนุ่ม ไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้ง เพราะทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็ล้วนเป็นเพราะชายผู้นี้

            กวียื่นสองมือไปข้างหน้า วางลงและเปิดกล่องขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แสงสว่างจากภายในเอ่ยล้นออกมาสู่ภายนอก พร้อมกับเลือดและหัวใจที่สูบฉีดจนถึงขีดสุด

            ภายในมีวัตถุโบราณรวมแล้วนับได้ทั้งหมดสี่ชิ้น ซึ่งวัตถุโบราณทุกชิ้นล้วนแต่มีระดับอยู่ที่สี่!

            .

            [ชื่อวัตถุโบราณ: ผลึกดอกบัวสีเพลิง

            ระดับ: 4

            ประเภท: วัตถุดิบ

            คำอธิบาย: ผลึกซึ่งสกัดมาจากดอกบัวสีเพลิงซึ่งพบเห็นได้เพียงทุ่งร้างแห่งมังกรเพลิง นิยมในการนำมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างอาวุธจำพวกดาบ]

            .

            [ชื่อวัตถุโบราณ: แหวนแห่งการฟื้นฟู ทีฟา

            ระดับ: 4

            ประเภท: อุปกรณ์สวมใส่ (แหวน)

            คำอธิบาย: เมื่อสวมใส่ ผู้สวมใส่จะได้รับสถานะ ‘เทพีคุ้มครอง’ ซึ่งจะทำการฟื้นฟูพลังชีวิต1%ในทุก ๆ ห้านาทีเมื่อพลังชีวิตของผู้สวมใส่ลดน้อยลงเหลือเพียงครึ่งเดียว]

            .

            [ชื่อวัตถุโบราณ: ปรสิตผิวเหล็ก

            ระดับ: 4

            ประเภท: อาวุธ (ปรสิต)

            คำอธิบาย: เมื่อใช้งาน ปรสิตผิวเหล็กจะแปรเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถแปรเปลี่ยนผิวกายให้กลายเป็นเหล็กกล้า]

            .

            [ชื่อวัตถุโบราณ: แว่นตาอ่านพลัง

            ระดับ: 4

            ประเภท: อุปกรณ์สวมใส่ (แว่นตา)

            คำอธิบาย: เมื่อสวมใส่ ผู้สวมใส่จะสามารถวัดค่าพลังชีวิตของพลังชีวิตและระดับความเหนื่อยล้าของผู้ที่มองเห็นได้ในรูปแบบค่าอัตราส่วน]

            .

            วัตถุโบราณแต่ละชิ้นล้วนแต่มีคุณประโยชน์ที่แตกต่าง สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์ ที่สำคัญยิ่งกว่า คือมูลค่าของพวกมันที่มากล้นเกินเอื้อมถึงสำหรับคนทั่วไป 

            “คุณเอาไปทั้งหมดเลยค่ะ” แมรี่เริ่มกล่าว ซึ่งทุกคนต่างเห็นด้วยกับความเห็นของเธอ การที่ยามนี้ยังมีลมหายใจก็เพราะเขา สิ่งของแค่นี้ก็เพียงการตอบแทนอันเล็กน้อยเท่านั้น 

            ถึงกระนั้น กวีกลับเห็นต่าง “ไม่ได้ครับ” เขาเริ่มกล่าว “นี่คือความสำเร็จของพวกเราทุกคน ผมคนเดียวคงไม่มีทางมาได้ถึงตรงนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะฉลองชัยชนะ พวกเราก็ต้องร่วมฉลองไปด้วยกันครับ”

            ทุกถ้อยคำล้วนสื่อถึงความจริงใจที่ตนมีต่อสหายร่วมรบ ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ เพราะกวีนั้นเป็นผู้สละสิ่งสำคัญที่เรียกว่ามิตรภาพไปแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้เขาจึงตระหนักได้ถึงความสำคัญของมันมากที่สุด 

            ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนจึงเร่งตอบรับความหวังดีของกวีแต่โดยดี 

            ในครู่ต่อมา การจัดสรรวัตถุโบราณได้เริ่มต้นขึ้น แมรี่ได้รับแหวนแห่งการฟื้นฟูทีฟา ตัวเธอนั้นเปราะบางมิได้มีร่างกายอันแข็งแกร่ง ฉะนั้นแล้ววัตถุโบราณฟื้นฟูพลังชีวิตจึงเหมาะสมกับเธอมากที่สุด 

            ส่วนกามู ตัวเขาได้รับปรสิตผิวเหล็ก ด้วยผลของทักษะเนตรมารแห่งการยั่วยุ ศัตรูจะแข็งแกร่งขึ้นกระนั้นตัวเขากลับอ่อนแอลง แต่ด้วยปรสิตผิวเหล็ก ความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขาจะเพิ่มทวีคูณอย่างมากมายจนแปรเปลี่ยนเป็นหินผาที่มีชีวิต

            และคนสุดท้าย เรเชลได้รับแว่นตาอ่านพลัง ในฐานะที่เป็นฝ่ายสนับสนุน การล่วงรู้ถึงข้อมูลเช่นพลังชีวิตและระดับความเหนื่อยล้าย่อมเป็นผลดีต่อการควบคุมสนามรบ

            ส่วนตัวกวีนั้น ตัวเขาเลือกผลึกดอกบัวสีเพลิงซึ่งเป็นวัตถุโบราณประเภทวัตถุดิบเพียงหนึ่งเดียว แม้ไม่รู้ว่าตนควรใช้มันในเส้นทางใด แต่ด้วยการที่มีระดับสี่ มันย่อมสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่เขาในวันข้างหน้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

            สีหน้าของทุกคนต่างปลื้มปีติ พวกเธอจ้องมองวัตถุโบราณด้วยความภาคภูมิใจอันเปี่ยมล้น แม้แต่องค์หญิงผู้ร่ำรวยมั่งคั่งเช่นแมรี่ กระนั้นสมบัติอันใดก็มิอาจเทียบเคียงเมื่อเปรียบกับสมบัติที่ตนจำต้องใช้ความพยายามกระทั่งได้รับมา

            “ผมขอตัวสักครู่นะครับ”

            กวีกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง ไม่นานเขาก็แยกห่างจากคนอื่น ๆ พลางมุ่งหน้าไปยังซากศพที่ไร้ชีวิตของอินเซก้า

            .

            < จะดูดกลืนได้รึเปล่านะ ? >

            .

            เขาเพ่งสายตามองไปที่ร่างที่มอดไหม้เป็นตอตะโกของอินเซก้า ยังมีอีกหลายข้อสงสัยให้ต้องทดสอบ หนึ่งในนั้นคือการดูดกลืนร่างที่ไม่สมบูรณ์ของสัตว์อสูร

            มือของเขาวางลงบนร่างมัน พลางเปล่งเสียงขึ้นมา

            “ซากศพคืนชีพ ดูดกลืน”

            ร่างของมันเริ่มต้นเปล่งประกายแสงสว่าง พร้อมกับข้อความมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัวของกวี

            .

            [ เริ่มต้นกระบวนการดูดกลืน ]

            .

            [ การดูดกลืนล้มเหลว สามารถดูดกลืนได้อีกสองครั้ง ]

            .

            เป็นไปอย่างที่คิด ยิ่งระดับของอสูรสูงเท่าใด โอกาสที่การดูดกลืนจะประสบผลสำเร็จก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

            “ลองอีกสักครั้ง”

            สิ้นเสียงของเขา กวีก็เริ่มต้นใช้ทักษะอีกครั้ง

            .

            [ เริ่มต้นกระบวนการดูดกลืน ]

            .

            [ การดูดกลืนล้มเหลว สามารถดูดกลืนได้อีกหนึ่งครั้ง ]

            .

            “เอาจริงดิ..”

            แลดูว่ามันจะยากจนเกินความสามารถของเขา คงคล้ายกับการซื้อหวย แค่โอกาสจะถูกเลขสามตัวท้ายก็ปาไปแล้วหนึ่งในพันส่วน

            กระนั้นมันก็ยังเหลือโอกาสอีกหนึ่งครั้ง

            แววตาของกวีแปรเปลี่ยนไปกลายเป็นความจริงจัง เขาค่อย ๆ วางมือลงบนร่างของมันอีกครั้ง พร้อมกับเสียงได้ถูกเปล่งขึ้นโดยมีใจความว่า

            “เจ้าผีที่ไร้ตัวตน จงยอมจำนนต่อชั้นคนนี้ซะ”

            ไม่นานแสงสว่างก็เริ่มต้นเปล่งประกายจากร่างของมัน

            .

            [ เริ่มต้นกระบวนการดูดกลืน ]

            .

            [ การดูดกลืนสำเร็จ ]

            .

            [ เสร็จสิ้นกระบวนการ ]

            .

            ร่างที่มอดดำได้แปรเปลี่ยนเป็นดวงวิญญาณสีทองอร่าม ไม่นานก็เลือนหายไปจากเบื้องหน้าของกวี

            “ฟู่~ เอาจนได้แฮะเรา”

            กวีทอดถอนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ช่างนับว่าโชคดี ที่เขาสามารถดูดกลืนอสูรระดับสี่มาได้เป็นครั้งแรก

            และแล้วในท้ายที่สุด ก็สมควรแล้วแก่เวลาที่ต้องกลับคืนสู่โลกอันกว้างใหญ่กันเสียที กระนั้นทุกคนกลับตัดสินใจที่จะทิ้งร่างของจอสเอาไว้ภายใน เพราะสถานที่ตายของนักบุกเบิกควรมีที่เดียว

            ‘ภายในดันเจี้ยน’

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน