Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 652 กำแพงโบราณ

กำแพงโบราณ

 

            ความพ่ายแพ้ที่น่าสมเพชสร้างความคับแค้นใจให้เทพเจ้านวโลหะอย่างสุดระงับ

            แต่สิ่งที่ทำให้เทพเจ้านวโลหะแค้นใจยิ่งกว่ากลับเป็นพันธมิตรที่โง่เขลาอย่างเทพจักรกลนิรันดร์ที่ทำให้มันรู้สึกโกรธแค้นจนแทบคลั่ง

            ดังเช่นคำที่ว่า ‘ไม่กลัวศัตรูกล้าแข็ง หากแต่กลัวพันธมิตรที่โง่เขลา’ เทพเจ้านวโลหะในยามนี้นับว่าเข้าใจความรู้สึกนี้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นเลยทีเดียว

            หลังจากสงบใจได้เทพเจ้านวโลหะก็อดไม่ได้ที่จะตรงไปยังตระกูลดีไวซ์เนอร์เพื่อถามหาเหตุผลจากเทพจักรกลนิรันดร์

            ทว่าหลังจากได้พบกับเทพจักรกลนิรันดร์ เทพเจ้านวโลหะก็ต้องคับแค้นใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อคำตอบที่มันได้รับคือการปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ

            “สิ่งที่เจ้าทำไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลง”

            คำตอบนี้ทำให้เทพเจ้านวโลหะโกรธจนแทบจะเปิดฉากรบกับเทพจักรกลนิรันดร์อยู่แล้ว หากไม่ติดว่าอาการบาดเจ็บของมันยังไม่ฟื้นฟู มันคงแตกหักกับเทพจักรกลนิรันดร์ที่ไร้ยางอายไปแล้ว

            แต่สุดท้ายเทพเจ้านวโลหะก็ทำได้เพียงกัดฟันจากไปด้วยความคับแค้น

            ทว่าเทพเจ้านวโลหะก็คงไม่เข้าใจว่าคนที่คับแค้นใจยิ่งกว่ามันนั้น สมควรที่จะเป็นเทพจักรกลนิรันดร์เสียมากกว่า หากไม่ใช่ว่าเทพจักรกลนิรันดร์ในยามนี้ได้สูญสิ้นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ไปจนหมดสิ้น

            ทั้งนี้ก็เพราะในช่วงเวลาที่พวกมันพูดคุยกัน เทพจักรกลนิรันดร์ได้สัมผัสกับความรู้สึกที่มันสัมผัสได้ก่อนหน้านี้อีกครั้ง สัมผัสกับการจับจ้องโดยสายตาที่น่าหวาดกลัว ทั้งยังถูกกดทับด้วยกระแสพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทรงพลังยิ่งกว่ามันมาก

            ภายใต้แรงกดดันที่น่ากลัวนี้ทำให้เทพจักรกลนิรันดร์ไม่กล้าเปิดเผยสาเหตุที่ทำให้มันไม่เคลื่อนไหวทั้งที่มีโอกาส ทั้งนี้ก็เพราะมันทราบว่าหากมันทำเช่นนั้น มันก็ต้องเผชิญกับศัตรูที่น่ากลัวที่มันไม่อาจคาดเดาความแข็งแกร่งได้ มันจึงตัดสินใจปิดเงียบเอาไว้โดยไม่แสดงทีที่ผิดปกติใดๆ

            สิ่งนี้อาจจะพูดได้ว่าเป็นข้อเสียของการขจัดอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ไป มันทำให้เทพจักรกลนิรันดร์สูญเสียความละอายใจและความยึดติดในศักดิ์ศรีไป ส่งผลให้การกระทำของมันกลายเป็นคาดเดาได้ยาก

            นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เทพจักรกลนิรันดร์ยอมรับการว่าจ้างจากพันธมิตรตระกูลใหญ่ในครั้งนั้นและก็เป็นเหตุผลที่มันหลบหนีไปโดยไม่ทำอะไร เมื่อพบว่ามันต้องปะทะกับกัสและท่านหญิงไอโกะพร้อมกัน

            เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่มันเลือกที่จะหยุดการลอบโจมตีและปิดปากเงียบถึงเรื่องที่มันพบเจอ ทั้งหมดเป็นเพราะมันคำนวณแล้วว่าความเสี่ยงมีมากเกินไปจึงเลือกที่จะไม่กระทำ

            หากเป็นเทพจักรกลนิรันดร์ในยามที่ยังมีอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ มันก็อาจจะไม่ทำเช่นนี้เพราะมันไม่อาจละทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองได้ หรืออาจจะแสดงท่าทีที่ผิดปกติบางอย่างออกมาเพราะความละอายใจ

            แต่เมื่อไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ สิ่งที่มันให้ความสำคัญก็เหลือเพียงผลประโยชน์และความปลอดภัยของตระกูลเพียงอย่างเดียว

            เทพเจ้านวโลหะจึงต้องพบกับความคับแค้นใจเพราะมันไม่อาจคาดเดาความคิดของเทพจักรกลนิรันดร์ได้ อันที่จริงหากมันรู้ว่าเทพจักรกลนิรันดร์ถูกตัวตนที่น่ากลัวยิ่งกว่าพวกมันเฝ้าจับตามองอยู่ เทพเจ้านวโลหะก็คงไม่แปลกใจนัก

            แต่เพราะไม่ทราบเทพเจ้านวโลหะจึงได้แต่กัดฟันด้วยความคับแค้นใจ ต้องแบกรับความแค้นใจที่ยากจะทนและจากไปเพื่อวางแผนหาทางเอาคืนท่านหญิงไอโกะ

            การตัดสินใจของเทพเจ้านวโลหะนี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของมัน แต่ในขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นถึงความหนักแน่นของจิตใจที่ขาดไป ซึ่งไม่อาจเทียบกับเทพเจ้าที่แท้จริงคนอื่นๆ ที่มาจากตระกูลใหญ่ระดับผู้ปกครอง

            สิ่งที่แตกต่างกันนั้นไม่ได้มีเพียงรากฐาน แต่ยังรวมไปถึงอายุและประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่าง

            เทพเจ้านวโลหะมีอายุเพียง 7 ร้อยกว่าปีเพียงเท่านั้น ขณะที่เทพเจ้าที่แท้จริงคนอื่นๆ นั้น มีอายุไม่ต่ำกว่า 1 พันปี

            ในจุดนี้ 7 ร้อยปีกับ 1 พันปีไม่นับว่าต่างกันมากนัก แต่ถ้ามองในด้านของประสบการณ์ชีวิต ความแตกต่างระหว่างเทพเจ้านวโลหะกับเทพเจ้าที่แท้จริงคนอื่นๆ นั้นไม่ได้มีเพียง 3 ร้อยปีอย่างแน่นอน

            ทั้งนี้ก็เพราะ 1 พันปีของเทพเจ้าที่แท้จริงคนอื่นๆ นั้นเกิดขึ้นในยุคมืดที่เต็มไปด้วยอันตราย ขณะที่เทพเจ้านวโลหะนั้นถือกำเนิดในยุคแห่งดันเจี้ยนที่อันตรายจากกองทัพปีศาจลดลงไปอย่างมาก

            ประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างของเทพเจ้านวโลหะกับเทพเจ้าที่แท้จริงคนอื่นๆ จึงไม่อาจใช้หลักการคิดคำนวณมาวัดได้ มันจึงไม่ใช่ความแตกต่างเพียง 3 ร้อยปี

            ในจุดนี้เทพเจ้านวโลหะนับว่าประเมินตัวเองสูงเกินไป มันมองข้ามความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดไปเพราะความมั่นใจในตัวเองของมันที่มีอายุน้อยกว่าใครในหมู่เทพเจ้าที่แท้จริง ส่งผลให้มันเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าตัวมันคือเทพเจ้าที่แท้จริงที่มีศักยภาพสูงที่สุด

            เทพเจ้านวโลหะมีความเชื่อว่าในอนาคตมันจะก้าวไปได้ไกลที่สุดในหมู่เทพเจ้าที่แท้จริง เช่นเดียวกับที่มันสามารถไล่ตามเหล่าเฒ่าชราที่น่ารังเกียจซึ่งมันเคยพบเจอได้

            เพราะความเชื่อมั่นนี้เทพเจ้านวโลหะจึงมีความกล้าที่จะปะทะกับท่านหญิงไอโกะ นอกจากเหตุผลนี้แล้วก็ยังมีอีกเหตุผลที่ทำให้เทพเจ้านวโลหะกล้าที่จะวางแผนเพื่อแก้แค้นท่านหญิงไอโกะ

            เหตุผลที่ทำให้เทพเจ้านวโลหะกล้าทำแบบนี้ก็เพราะ มันสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างจากตัวท่านหญิงไอโกะได้

            ในวันที่มันหลบหนีจากไปอย่างน่าสมเพช มันได้ทิ้งจิตสำนึกส่วนหนึ่งเอาไว้เบื้องหลังเพื่อระวังภัย จึงทำให้มันสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างและร่องรอยของความอ่อนแอจากกลิ่นอายของท่านหญิงไอโกะ

            ร่องรอยนี้ทำให้มันเชื่อว่าการโจมตีที่ท่านหญิงไอโกะใช้จู่โจมมันเป็นครั้งสุดท้ายนั้น เป็นการฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัดเพราะถ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น การโจมตีในครั้งนั้นก็ไม่สมควรที่จะสิ้นสุดลงในครั้งเดียว

            ด้วยปัจจัยที่แตกต่างกันมากมาย ทำให้เทพเจ้านวโลหะเชื่อว่าสิ่งที่มันคิดเป็นเรื่องจริง

            แต่ถึงจะไม่ใช่เรื่องจริง เทพเจ้านวโลหะก็ไม่คิดที่จะทำเรื่องที่ผิดพลาดแบบเดียวกันอีก มันจึงเริ่มวางแผนอย่างระมัดระวังและตัดสินใจหากำลังเสริมเพื่อทำให้มั่นใจว่าแผนการของมันจะสำเร็จโดยไม่เกิดความผิดพลาดแบบเดิมขึ้นอีก

            ครั้งนี้มันตัดสินใจไปหาเทพเจ้าเนตรสุริยันเพื่อทำข้อตกลงบางอย่าง จากนั้นกลับไปหาเทพจักรกลนิรันดร์พร้อมกับเทพเจ้าเนตรสุริยันเพื่อบีบให้อีกฝ่ายเข้าร่วมในแผนการครั้งนี้ด้วย

            ทั้งสองใช้เวลานานนับเดือน กดดันเทพจักรกลนิรันดร์ทุกวิธี จนท้ายที่สุดเทพจักรกลนิรันดร์ก็ตอบตกลงในที่สุด โดยที่พวกมันไม่รู้เลยว่าการตอบรับของเทพจักรกลนิรันดร์นั้น มีความผิดปกติซ่อนอยู่

            ในช่วงเวลาที่ถูกเทพเจ้านวโลหะและเทพเจ้าเนตรสุริยันกดดันนั้น เทพจักรกลนิรันดร์ก็ถูกกระแสพลังที่น่ากลัวกดดันอยู่ด้วยเช่นกัน ทำให้มันไม่อาจตอบรับหรือปฏิเสธได้ในทันที

            แรงกดดันนี้หากเป็นคนปกติทั่วไป หากไม่กลายเป็นบ้าก็คงต้องแสดงท่าทีที่ผิดปกติออกมาบ้าง แต่เพราะเทพจักรกลนิรันดร์ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ มันจึงไม่รู้สึกอะไร

            สิ่งเดียวที่เทพจักรกลนิรันดร์ทำในช่วงเวลานานนับเดือนที่ถูกกดดันคือการวิเคราะห์หาต้นตอของกระแสพลังที่กดดันมันอยู่ มันพยายามวิเคราะห์กลิ่นอายของพลัง วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่มันได้รับเพื่อค้นหาเจตนาของเจ้าของกระแสพลังนี้ รวมไปถึงตัวตนที่อยู่เบื้องหลังกระแสพลังที่น่ากลัวนี้

            แต่ไม่ว่ามันจะพยายามยังไง มันก็ไม่อาจค้นพบข้อมูลที่มีประโยชน์ใดๆ กระแสพลังที่น่ากลัวนี้กดทับจิตใจของมันอยู่ตลอดเวลา แต่มันกลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังจากกระแสพลังนี้ได้เลย

            ราวกับกระแสพลังที่กดทับจิตใจของมันไม่ใช่พลังที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต แต่เกิดจากธรรมชาติ เป็นแรงกดดันของโลกใบนี้

            สิ่งนี้ทำให้เทพจักรกลนิรันดร์สับสนจนไม่อาจหาคำตอบได้ มันจึงได้แต่วิเคราะห์ไปทีละจุด ราวกับคนตาบอดที่พยายามคลำหาทางออกในเขาวงกต

            ความทุกข์ทรมานของเทพจักรกลนิรันดร์ในยามนี้เกรงว่าคงไม่มีใครสามารถเข้าใจได้

            ด้านหนึ่งถูกกดดันโดยพันธมิตรของมัน ส่วนอีกด้านถูกกดดันโดยกระแสพลังที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งไม่อาจหาที่มาได้

            ในสภาวะที่ถูกบีบอยู่ตรงกลางนี้ทำให้เทพจักรกลนิรันดร์ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากอดทน จนกระทั่งกระแสพลังที่น่ากลัวจางหายไป เทพจักรกลนิรันดร์จึงเริ่มคิดหาเหตุผลที่ทำให้กระแสพลังนี้ถอนตัวจากไป

            แต่เทพจักรกลนิรันดร์ก็ไม่มีเวลาคิดนานนักเพราะเทพเจ้านวโลหะเริ่มหมดสิ้นความอดทนที่จะรอแล้ว

            สุดท้ายเทพจักรกลนิรันดร์จึงทำได้เพียงตอบรับข้อเสนอของเทพเจ้านวโลหะและให้สัญญาว่าจะร่วมมือในแผนการของอีกฝ่าย เทพเจ้านวโลหะและเทพเจ้าเนตรสุริยันจึงยอมจากไปด้วยความพึงพอใจ

            หลังจากนั้นเทพเจ้าที่แท้จริงทั้งสามก็เริ่มเตรียมพร้อม กองกำลังเริ่มเคลื่อนไหว แผนการต่างๆ นานาถูกใช้ออกมาเพื่อสร้างสภาวะกดขี่คุกคามตระกูลอันดูวเดธอย่างเปิดเผย

            ครั้งนี้เทพเจ้านวโลหะไม่ได้ลงมือด้วยตัวเองเหมือนก่อนหน้านี้ หากแต่ใช้กองกำลังของทั้งสามตระกูลกดดันอย่างช้าๆ เพื่อบีบให้ท่านหญิงไอโกะออกมาต่อสู้กับตนอีกครั้ง

            สาเหตุที่ทำให้มันทำเช่นนี้ก็เพื่อหยั่งเชิงท่านหญิงไอโกะและตรวจสอบให้มั่นใจว่าสิ่งที่มันคิดเป็นความจริงหรือไม่

            หากสิ่งที่มันคิดถูกต้อง ท่านหญิงไอโกะในยามนี้จะต้องอยู่ในสภาวะอ่อนแอจากการฝืนใช้พลังเกินขีดจำกัด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นตระกูลอันดูวเดธก็ต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่าง

            นอกจากนั้นตระกูลเทพสมุทรเองก็ไม่น่าจะอยู่เฉยได้หากตระกูลอันดูวเดธถูกกดดัน ในจุดนี้พวกมันสามารถใช้การเคลื่อนไหวของทั้งสองตระกูลเพื่อทำความเข้าใจกับสถานะของตระกูลอันดูวเดธได้อีกทางหนึ่ง

            ภายใต้แผนการที่รัดกุมยิ่งกว่าเดิม สามตระกูลเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันอันมหาศาลที่ทำให้ตระกูลอันดูวเดธต้องรับมือด้วยกำลังทั้งหมด

            ถึงตอนนี้ร่องรอยความผิดปกติบางอย่างก็เผยให้เห็น ความคิดของเทพเจ้าที่แท้จริงทั้งสามก็เริ่มเปลี่ยนไป

            “กัสโทนีย่าหายไปไหน ทำไมมันถึงไม่ปรากฏตัวขึ้นมา”

            “ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเป็นจริง เจ้าเด็กนั่นกำลังพบเจอปัญหาบางอย่าง”

            “จากร่องรอยที่ค้นพบ กัสโทนีย่าไม่ได้กลับขึ้นมานานกว่า 2 ปีแล้ว จากข้อมูลอ้างอิง มีความเป็นไปได้สูงที่กัสโทนีย่าจะประสบกับปัญหาบางอย่างจนไม่สามารถกลับขึ้นมาได้”

            ความคิดเห็นของเทพเจ้าที่แท้จริงทั้งสามเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งสามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกระยะหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจทดสอบเพื่อความมั่นใจ

            การทดสอบของสามตระกูลคือการส่งกองกำลังระดับเทพไปยังตระกูลอันดูวเดธเพื่อหยั่งเชิง

            จากนิสัยของกัสที่ทุกคนเข้าใจ เขาเป็นคนที่ไม่อาจอดทนต่อแรงกระตุ้นใดๆ หากมีการส่งกำลังระดับเทพเข้าไปในอาณาจักรเทพธิดา กัสควรจะเป็นคนแรกๆ ที่ออกมาเพื่อกำจัดศัตรู

            ด้วยกำลังที่แข็งแกร่งอย่างที่ไม่มีใครในระดับเทพสามารถต่อต้านได้ การส่งกัสออกมานับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด

            ทว่าผลลัพธ์ของการจู่โจมคือ การต่อสู้อันเดือดพล่านของกองกำลังระดับเทพของทั้งสองฝ่าย

            สนามรบถูกทำลายจนพินาศ เมืองสามแห่งกลายเป็นเศษซาก ประชาชนนับแสนถูกลูกหลงจนบาดเจ็บล้มตายอย่างสาหัส สร้างความโกรธแค้นชิงชังให้กับคนในอาณาจักรเทพธิดาเป็นอย่างมาก

            ร้อนไปถึงตระกูลอันดูวเดธที่ต้องออกมาปกป้องอาณาจักรของตน ตามมาด้วยตระกูลใหญ่น้อยในอาณาจักรเทพธิดาที่ออกมาสนับสนุนตระกูลอันดูวเดธเพื่อต่อต้านศัตรู

            การต่อสู้จึงเริ่มบานปลาย กลายเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่ กลายเป็นสงครามและความวุ่นวายที่สร้างความปั่นป่วนให้กับอาณาจักรเทพธิดาไปเกือบครึ่ง

            ในสถานการณ์เช่นนี้ตระกูลอันดูวเดธย่อมไม่อาจอยู่เฉยได้ กองกำลังมากมายจึงถูกส่งออกไป กองกำลังระดับเทพถูกส่งไปประจำที่ชายแดนเพื่อป้องกันการรุกล้ำดินแดนของศัตรู

            พร้อมกันนั้นก็มีการวางมาตรการตอบโต้ขั้นเด็ดขาด ด้วยการดักซุ่มโจมตีศัตรูจนสามารถฆ่าเทพของศัตรูได้ถึง 2 คนและทำให้เทพของศัตรูอีกหลายคนบาดเจ็บสาหัส

            ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้สงครามเต็มรูปแบบปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงจนเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เกินกว่าความต้องการของเทพเจ้าที่แท้จริงทั้งสาม

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่มีใครคิดที่จะหยุด แต่ยิ่งลงมือหนักขึ้นไปอีก เทพเจ้าที่แท้จริงทั้งสามก็มั่นใจแล้วว่าตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลอันดูวเดธกำลังเข้าใกล้จุดแตกดับแล้ว

            ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกัสได้รับการยืนยัน ทั้งสามตระกูลจึงไม่มีความคิดที่จะออมมืออีกต่อไป ทั้งยังดึงเอาตระกูลใหญ่น้อยเข้ามาร่วมสงครามอย่างจงใจเพื่อใช้เป็นทัพหน้าบุกโจมตีอาณาจักรเทพธิดา

            เมื่อตระกูลใหญ่น้อยถูกดึงเข้ามาร่วมสงคราม สงครามก็ขยายตัวขึ้นอย่างบ้าคลั่ง สถานการณ์ภายในอาณาจักรเทพธิดาจึงเริ่มตึงเครียด ตระกูลน้อยใหญ่เริ่มเกิดความหวาดกลัวจนขวัญกำลังใจถดถอย

            ความกระตือรือร้นก็เริ่มลดลง หลายตระกูลเริ่มมองหาทางออกให้กับตัวเอง ส่งผลให้การต่อต้านเริ่มอ่อนกำลังลง ทำให้กองกำลังของอาณาจักรเทพธิดาถูกยันจนถอยร่นกลับมาตลอดเวลา

            เพียงแค่ 3 เดือน แนวรบก็ถูกขยับติดต่อกันถึง 10 ครั้ง อาณาเขตของอาณาจักรเทพธิดาหดตัวลงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

            การสูญเสียนี้เป็นอะไรที่สาหัสมากสำหรับอาณาจักรเทพธิดาและตระกูลใหญ่น้อยทั้งหมด

            ยิ่งสูญเสีย ความเชื่อมั่นของตระกูลใหญ่น้อยที่มีต่อตระกูลอันดูวเดธก็เริ่มลดลง ส่งผลให้การตอบสนองต่อคำสั่งแปรเปลี่ยนเป็นเชื่องช้า บางตระกูลเริ่มหาทางถอยให้กับตัวเอง แต่ก็มีอีกหลายตระกูลที่ตัดสินใจหลบหนีจากไปโดยไม่ลังเล

            ผลลัพธ์ของการหลบหนีของตระกูลใหญ่น้อยกลุ่มหนึ่ง ส่งผลให้ผู้คนที่สูญสิ้นศรัทธาจากไปอีกมากและให้ความเร็วในการขยับแนวรบเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

            หนึ่งเดือนต่อจากนั้น แนวรบขยับติดต่อกันเกือบ 10 ครั้ง อาณาเขตของอาณาจักรเทพธิดาหดตัวลงจนเหลืออาณาเขตเพียงครึ่งเดียว ประชากรสูญหายไปเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งเกิดจากการหลบหนี อีกส่วนตกตายไปในสงคราม

            ยิ่งความสูญเสียเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ จำนวนศัตรูก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ส่งผลให้ความสูญเสียยิ่งมาก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

            ผิดจากตระกูลอันดูวเดธที่ยิ่งมาก็ยิ่งสงบนิ่งเยือกเย็น ยิ่งต่อต้านก็ยิ่งมั่นคง แต่เพราะจำนวนคนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ยากที่จะรักษาแนวรบเอาไว้ได้อย่างมั่นคงเหมือนตอนที่สงครามเพิ่มจะเริ่ม

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ความมั่นคงภายในตระกูลอันดูวเดธก็มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นไม่มีหยุด

            สงครามนำมาซึ่งความสูญเสีย แต่ในเวลาเดียวกันสงครามก็เป็นสถานที่ฝึกฝนที่ดีที่สุดด้วยเช่นกัน ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง กองกำลังของตระกูลอันดูวเดธจึงเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนบรรลุถึงจุดสูงสุดของระดับเตรียมอย่างรวดเร็ว

            เทพรุ่นใหม่ปรากฏตัวขึ้นในสงครามอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ในสนามรบแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา

            ตระกูลใหญ่น้อยที่จากไปก็ค่อยๆ ลดลง เนื่องจากจำนวนของตระกูลที่เหลืออยู่ในอาณาจักรเทพธิดามีไม่ถึงครึ่งแล้ว

            ในตอนนี้นอกจากตระกูลใกล้ชิดที่มีสถานะเป็น ‘เครือญาติ’ ของตระกูลอันดูวเดธแล้ว ก็มีตระกูลอีกไม่มากนักที่ยังยืนหยัดไปพร้อมกับตระกูลอันดูวเดธ

            แต่ถึงจะเหลือตระกูลที่ยังเป็นมิตรไม่มากนัก ทว่าทุกตระกูลล้วนแต่สามัคคีกันเป็นอย่างยิ่งทำให้แนวรบของอาณาจักรเทพธิดาแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ

            จนกระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งปีนับจากสงครามเปิดฉาก แนวรบก็มาหยุดลงที่ ‘กำแพงโบราณ’ ของอาณาจักรเทพธิดา ซึ่งเป็นแนวรบที่แข็งแกร่งที่สุดในอดีต

            ถึงตอนนี้อาณาเขตของอาณาจักรเทพธิดาก็เหลืออาณาเขตไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น สถานการณ์ภายในอาณาจักรกลับกลายเป็นมั่นคงยิ่งกว่าเดิม

            แนวรบนั้นคล้ายกับถูกหยุดไว้ที่กำแพงโบราณโดยสมบูรณ์ ทำให้ศัตรูไม่อาจทะลวงผ่านมาได้นานนับเดือน ทั้งยังไม่มีร่องรอยว่าจะถูกทำลายลงได้โดยง่าย

            ในช่วงเวลานั้นเทพเจ้าที่แท้จริงทั้งหมดที่เฝ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

            เทพมังกรที่เฝ้ามองจากวิหารแห่งดวงดาวถึงกับยิ้มออกมาด้วยความชื่นชม

            “ไม่เลว! เป็นความคิดที่กล้าหาญจริงๆ ยืมมือศัตรูมาขัดเกลากองกำลังของตน ทั้งยังสามารถกำจัดพันธมิตรที่มีใจโลเลทิ้งไปได้อีก!! น่าประทับใจจริงๆ นางหนู!!”

            เทพเจ้าสมุทรที่เฝ้ารอสัญญาขอความช่วยเหลือจากตระกูลอันดูวเดธมาโดยตลอดก็ถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความชอบใจ

            “ยัยหนูคนนั้น!! ช่างอุกอาจนัก! ใจกล้าเกินสตรีไปแล้ว ฮะๆๆ นับว่าบุตรีไม่ด้อยกว่าบิดาจริงๆ!!”

            ขณะที่เทพมังกรและเทพเจ้าสมุทรต่างชื่นชมท่านหญิงไอโกะที่ตัดสินใจได้อย่างกล้าหาญ เทพเจ้าทั้งสามที่เป็นผู้นำของสงครามในครั้งนี้กลับรู้สึกคล้ายกับถูกตบหน้าอย่างแรง

            ใบหน้าของเทพเจ้านวโลหะเปลี่ยนเป็นดำมืด ความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ในใจของมันแทบจะระเบิดออกมาเป็นไฟ

            “มันเกินไปแล้ว! มันเกินไปแล้ว!! ท่านคิดจริงๆ หรือว่าข้าไม่กล้าลงมือ! ท่านคิดแบบนั้นจริงๆ รึ!! ดี! เช่นนั้นข้าจะทำให้ท่านต้องเสียใจที่ทำแบบนี้กับข้า!!!”

            เทพเจ้านวโลหะตะโกนออกมาด้วยความเดือดดาลถึงขีดสุด ผิดกับเทพเจ้าเนตรสุริยันที่ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

            ขณะที่เทพจักรกลนิรันดร์ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเพราะมันไม่รู้สึกว่าการถูกใช้ประโยชน์เป็นเรื่องที่เสียหายอะไร ในเมื่อผลลัพธ์ของสงครามยังคงเป็นไปตามทิศทางที่พวกมันปรารถนา

            มีเพียงเทพเจ้านวโลหะเท่านั้นที่ไม่อาจอดทนต่อความรู้สึกอัปยศในครั้งนี้ได้ มันจึงตัดสินใจลงมือโดยไม่สนใจแผนการที่วางไว้อีก

            เทพเจ้าเนตรสุริยันแม้จะอยากคัดค้าน แต่มันก็มีลางสังหรณ์ว่าหากปล่อยให้สงครามยืดเยื้อต่อไปอาจจะไม่เป็นผลดี เทพเจ้าเนตรสุริยันจึงไม่ปฏิเสธ

            ส่วนเทพจักรกลนิรันดร์นั้น มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะปฏิเสธเพราะในความคิดของมัน แผนการทั้งหมดดำเนินไปอย่างราบรื่น พวกมันจะลงมือช้ากว่านี้หรือเร็วกว่านี้ก็ไม่มีความแตกต่าง

            สิ่งเดียวที่เทพจักรกลนิรันดร์ยังไม่เข้าใจก็คือ เจตนาของเจ้าของกระแสพลังที่น่ากลัวนั้นคืออะไร เหตุใดจึงหยุดตนไม่ให้ลงมือกับท่านหญิงไอโกะ แล้วทำไมถึงได้ยอมให้ตนเองร่วมมือกับเทพเจ้านวโลหะและลงมือกับอาณาจักรเทพธิดา

            จนถึงตอนนี้เทพจักรกลนิรันดร์ก็ยังไม่ทราบว่าใครคือเจ้าของกระแสพลังที่น่ากลัวนั้น ทำให้มันต้องระมัดระวังในทุกย่างก้าว ทุกแผนการที่ดำเนินไปล้วนแต่ผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียดเสมอ

            เช่นเดียวกับยามนี้ที่มันเห็นว่าสถานการณ์ดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม ชัยชนะรอคอยอยู่เบื้องหน้า มันจึงไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้สงครามยืดเยื้อต่อไป

            เพราะสำหรับมัน ยิ่งชัยชนะตัดสินได้เร็วเพียงใด ความไม่แน่นอนในแผนการก็จะลดลงเท่านั้น

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน