ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 94 ความแค้นของโหวงจู้

    ในยามสายที่แสงแดดแผดเผา สายลมพัดผ่านไปมาอย่างเชื่องช้าบนเนินเขา ชายสองคนในชุดคลุมสีดำสวมหมวกฟางนั่งบนหลังม้าแล้วปล่อยให้มันเดินไปตามทางเรื่อยๆ 


    ห้าวันแล้วหลังจากที่เทียนฉินและตาเฒ่าหม่าออกจากเมืองฝู่โจวมา พวกเขาขี่ม้าลัดเลาะไปตามทางเพื่อชมบรรยากาศที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน โดยหวังว่าจะโชคดีได้พบกับพวกลัทธิอีกาดำที่ออกมาปล้นคนสัญจรไปมา


    ด้านหน้าเขาเป็นหมู่บ้านไม้หลังคามุงจาก ซึ่งมีจำนวนเกือบสิบหลังคาเรือน จึงนับได้ว่าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่แถบนี้


    เทียนฉินและตาเฒ่าหม่าขี่ม้าเดินเข้าไปที่ทางเข้าหมู่บ้านอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาของหญิงชราและเด็กเล็กที่อยู่ด้านใน ไม่นานนักก็มีชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขาอย่างร้อนใจ


    "ไม่ทราบว่าคุณชายทั้งสองมีธุระอะไรกับหมู่บ้านแห่งนี้อย่างนั้นหรือ?"


    "ท่านอาวุโส! ข้าน้อยเทียนฉินไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนอะไรหรอก!"


    "เพียงแต่ว่าบังเอิญผ่านมาทางนี้ จึงอยากจะมาขอสอบถามอะไรบางอย่าง ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสจะสะดวกหรือไม่?"เทียนฉินเอ่ยไปอย่างนอบน้อม


    เมื่อชายชราได้ยินที่เทียนฉินกล่าวออกมา สีหน้าก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะทักทายและพาพวกเขาทั้งสองคนเข้ามาด้านใน ที่จริงพวกเขาไม่จำเป็นต้องเข้ามาแวะพักในหมู่บ้านแห่งนี้เลย แต่เทียนฉินคาดหวังว่าจะได้ข้อมูลบางอย่างของลัทธิอีกาดำจากที่แห่งนี้บ้าง


    "สมาชิกส่วนใหญ่ของหมู่บ้านของเราล้วนออกไปทำไร่ไถนากันหมด ตอนนี้พวกเจ้าเลยยังไม่ค่อยได้พบเจอใครนักหรอก!"


    เมื่อมาถึงลานหมู่บ้านชายชราที่เห็นเทียนฉินมองสำรวจไปรอบๆ ก็กล่าวถึงเรื่องราวของหมู่บ้านตนเองให้ฟัง ก่อนจะพากันไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ที่อยู่ด้านหน้าบ้านพักหลังหนึ่ง


    เทียนฉินที่ให้ตาเฒ่าหม่านำม้าไปผูกไว้ที่ใต้ต้นไม้เพื่อให้มันพักผ่อน ก่อนหันมาพยักหน้าให้ชายชราอย่างเข้าใจแล้วหันมองออกไปโดยรอบอีกครั้ง


    "พวกท่านอยู่กันอย่างนี้เคยโดนพวกโจรปลุกมาปล้นบ้างหรือเปล่า?"เทียนฉินเอ่ยถามออกมาอย่างลองเชิง ก่อนจะถอดหมวกฟางที่สวมอยู่เพื่อคลายร้อนและไม่ให้ชายชราระแวงเกินไปนัก


    "หมู่บ้านของเรามีอาชีพทำไร่ไถนา จะมีอะไรให้พวกโจรสนใจกันเล่า!"ชายชราหัวเราะออกมาอย่างสบายใจก่อนตอบออกไปอย่างถ่อมตัว เพราะอันที่จริงแล้วคนในหมู่บ้านนี้ก็ไม่มีทรัพย์สินมีค่าจริงๆ จะมีก็แต่ข้าวสารอาหารต่างๆเพื่อเก็บไว้เลี้ยงชีพเท่านั้น


    "แล้วไม่ทราบว่าท่านเคยได้ยินชื่อลัทธิอีกาดำบ้างมั้ย?"เทียนฉินที่เห็นชายชราไม่ระแวงตนเองแล้วจึงเอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้ทันที 


    ชายชราสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะรีบปรับเปลี่ยนมาเป็นปกติตามเดิม แต่ถึงจะเป็นแค่ชั่วพริบตาก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาไปได้


    "ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก! ข้าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไร"


    เทียนฉินที่เห็นชายชราอ้ำอึ้งก็เอ่ยปลอบใจออกมา เพราะถ้าหากเขาเดาไม่ผิด พวกคนของลัทธิอีกาดำต้องเคยแวะมาที่หมู่บ้านนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากปฎิกริยาของชายชราผู้นี้ที่ได้ยินเทียนฉินเอ่ยถึงลัทธิอีกาดำ ก็มีการตื่นกลัวอย่างสังเกตุได้


    "เฮ่อ!ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าอยากรู้เรื่องของลัทธิอีกาดำไปทำไม แต่ว่าชายชราคนนี้บอกได้เพียงว่าพวกมันมักจะผลุบๆโผล่ๆอยู่ใกล้ๆกับเมืองยั่วผางที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก!"ชายชราเอ่ยออกมาเสียงเบาราวกับว่ากลัวคนของลัทธิอีกาดำจะมาได้ยินเข้า


    แววตาของเทียนฉินเป็นประกายหลังจากที่ได้รู้ข่าวคราวของลัทธิอีกาดำ เขาคิดไม่ผิดเลยจริงๆที่ได้แวะมาหมู่บ้านนี้ เมื่อเทียนฉินสอบถามข้อสงสัยอีกสักพักก็ขอตัวกับชายชราไม่อยากอยู่รบกวนอะไรอีก ก่อนจะออกเดินทางจากหมู่บ้านนี้ไปทันที...


    ณ บ้านพักหลังหนึ่งในนิกายเมฆอนันต์


    "พี่จู้ๆ ท่านอยู่ด้านในรึไม่?"ทันทีที่โหวงจิ้งเดินทางมาถึงนิกาย เขาก็รีบมาที่บ้านพักของศิษย์หลักในนิกายอย่างเร่งรีบ 


    เสียงเคลื่อนไหวภายในบ้านพักทำให้โหวงจ้งยิ้มออกมาอย่างดีใจ และไม่นานก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเปิดประตูออกมาด้วยใบหน้าที่คล้ายคลึงกับโหวงจ้งยิ่งนัก


    "น้องจ้ง! เจ้าไม่ได้กลับไปเยี่ยมท่านพ่อหรอกหรือ?"


    "ทำไมถึงได้รีบกลับมาเร็วนักเล่า!"


    ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่าโหวงจู้ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของผู้นำตระกูลนั่นเอง เมื่อเห็นโหวงจ้งมาอยู่ที่นิกายก็เกิดความสงสัยขึ้นมา เพราะว่าน้องชายของเขาพึ่งจะกลับไปที่บ้านได้แค่สองวันเท่านั้นเอง อีกทั้งท่าทางของน้องชายเขาก็ลุกลี้ลุกลนผิดปกติยิ่งนัก


    "ที่ตระกูลของเราเกิดเรื่องใหญ่แล้วพี่จู้!"


    โหวงจ้งร้องไห้ออกมาพร้อมกับเล่าเรื่องราวให้พี่ชายของเขาฟังอย่างไม่ปิดบัง เริ่มตั้งแต่ที่เขาได้มีเรื่องกันบนถนนแต่กลับอ้างว่าเทียนฉินเป็นฝ่ายหาเรื่องเขาก่อน จากนั้นก็เรื่องที่เทียนฉินบุกมาฆ่าคนในตระกูลถึงที่บ้าน จนถึงตอนที่อาวุโสในตระกูลพาเขาหลบหนีออกมา


    เปรี้ยง!


    โหวงจู้ตบไปที่กำแพงบ้านอย่างโมโห หลังจากที่ได้รู้เรื่องราวจากปากของน้องชายเขา เพราะตั้งแต่ที่เขาจำความได้ยังไม่เคยมีใครกล้ามาเหยียดหยามตระกูลตนเองถึงขนาดนี้ พลางกล่าวถามออกมาด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้นอย่างที่สุด


    "มันเป็นผู้ใดกัน?"


    "แล้วท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง?"


    "เอ่อ! ตอนข้าหลบหนีออกมา มันประกาศว่าตนเองชื่อเทียนฉิน ส่วนอีกคนเป็นชายชราที่คอยติดตามมันอยู่ข้างๆ"


    "ส่วนมันเป็นใครมาจากไหนข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่คิดว่าไม่ใช่คนของเมืองฝู่ไห่อย่างแน่นอน เพราะข้าไม่คุ้นหน้าพวกมันเลยสักนิด!"


    โหวงจ้งตอบออกไปไม่เต็มเสียงนัก และเพราะว่าความที่มันไม่รู้จักกับเทียนฉินนี่เอง จึงกล้าไปหาเรื่องอย่างไม่เกรงกลัวอะไร เพราะคิดว่าคงเป็นพวกพ่อค้าที่มาทำการแลกเปลี่ยนในเมื่องฝู่ไห่เท่านั้นเอง


    "เจ้าคงจำหน้าของพวกมันได้ใช่มั้ย?"โหวงจู้เอ่ยถามทั้งที่ในใจอยากจะรีบกลับไปโดยเร็วที่สุด แต่ก็ยังพยายามหาหลักฐานเพื่อยืนยันตัวตนของเทียนฉินเสียก่อน


    "ข้าไม่มีวันลืมใบหน้าที่มันทำร้ายข้าได้หรอก!"โหวงจ้งเอ่ยออกมาอย่างเคียดแค้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่เทียนฉินทำกับมันและคนในตระกูล


    "ดีๆ! ข้ามีสหายที่มีความชำนาญในการวาดภาพอยู่ จะได้รู้เบาะแสว่าพวกมันเป็นใครและหลบหนีไปที่ใดกัน!"


    โหวงจู้รีบพาน้องชายของมันไปหาสหายคนนั้นทันที เมื่อได้ภาพเหมือนที่ต้องการแล้วพวกมันสองคนจึงรีบเดินทางกลับไปที่ตระกูลอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งขอแรงสหายที่มันรู้จักให้ช่วยกันตามหาเบาะแสในเมืองใกล้เคียงอีกแรงหนึ่งด้วย


    ผ่านไปสี่วันทั้งสองคนก็กลับมาถึงเมืองฝู่ไห่ ทันทีที่เห็นเศษซากของคฤหาสน์ภายในตระกูล ก็ถึงกับตกตะลึงพูดไม่ออก พลันคิดไปว่าตระกูลของพวกมันคงจบสิ้นแล้วเป็นแน่ โหวงจ้งที่เห็นภาพตรงหน้า ก็ล้มตัวลงร้องไห้ฟูมฟายออกมาอย่างไม่อายใคร ส่วนโหวงจู้สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ก่อนตะโกนออกมาเสียงดังลั่นด้วยความโกรธแค้นอย่างไม่อาจจะกล้ำกลืนได้อีกต่อไป


    "เทียนฉิน! ข้าจะฆ่าเจ้า!!"


    ณ ชายป่าที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองยั่วผางนัก 


    เทียนฉินกับตาเฒ่าหม่าได้แอบซุ่มอยู่ตรงนี้หลายวันแล้ว และเทียนฉินได้สอนทักษะการปกปิดกลิ่นอายให้ตาเฒ่าหม่าเพื่อจะไว้ใช้หลบซ่อนตัวได้อย่างดี โดยไม่รู้เลยว่าที่เมืองฝู่ไห่ที่เขาจากมานั้น ตอนนี้กำลังวุ่นวายจากการที่โหวงจู้ตามหาเขาไปทั่วเมือง


    จนกระทั่งถึงเวลากลางคืน แสงของดวงจันทร์สาดส่องลงมาให้มองเห็นเพียงเงารางๆของกันและกัน จู่ๆเสียงความเคลื่อนไหวของคนหลายคนก็แว่วให้ได้ยินอย่างชัดเจน เทียนฉินหันมาดูตาเฒ่าหม่าก็เห็นเขาพยักหน้าให้เป็นการบ่งบอกว่ารู้ตัวแล้ว


    จากนั้นเขาจึงแผ่กระแสจิตออกไปตรวจสอบโดยรอบอย่างเร่งด่วนเพื่อตรวจหาที่มาของคนกลุ่มนั้น ไม่นานกระแสจิตของเขาก็จับสัมผัสได้ถึงคนห้าคนกำลังนั่งปรึกษาอะไรกันอยู่ แต่ละคนล้วนใส่ชุดสีดำปกปิดหน้าตามิดชิด พลันเสี้ยวจิตวิญญาณที่ถูกจักรพรรดิฮงกวงฝังไว้ในจิตใต้สำนึกก็เกิดการกระตุ้นบางอย่างขึ้นมา ทำให้เขามั่นใจได้ทันทีว่าคนกลุ่มนี้คือพวกลัทธิอีกาดำอย่างแน่นอน


    เมื่อสังเกตุโดยรอบจนมั่นใจได้แล้วว่าไม่มีใครติดตามมาอีก เทียนฉินจึงหันไปส่งสัญญาณกับตาเฒ่าหม่าก่อนจะค่อยๆย่องเข้าไปหาพวกมันอย่างเงียบเชียบ


    จนเมื่อพวกเขาได้เข้ามาในระยะที่สามารถมองเห็นตัวพวกมันได้ชัดเจนแล้ว เทียนฉินจึงชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วแล้วชี้ไปทางคนที่นั่งอยู่ทางซ้าย ราวกับบอกเป็นนัยว่าให้ตาเฒ่าหม่าจัดการสองคนนั้น


    เมื่อตกลงกันจนเข้าใจดีแล้วเทียนฉินก็ไม่รั้งรออะไรอีกใช้ท่าร่างมังกรเคลื่อนจันทราพุ่งเข้าหาคนที่อยู่ใกล้สุดทันที


    "คมเขี้ยวมังกร!"


    คลื่นดาบผสานเพลิงอัคนีถูกปลดปล่อยออกมาจากดาบเพลิงสุริยาอย่างรวดเร็ว ชายชุดดำ

    ที่อยู่ใกล้สุดไม่ทันระวังตัวโดนแรงของคมดาบนั้นตัดศรีษะกระเด็นหลุดลอยไปไร้ทิศทาง 



    จบตอนที่ 94