ตอนที่ 22 : ผลัดเปลี่ยนกระดูก
เสียงคำรามอันกึกก้องกัมปนาทสร้างแรงสั่นะเืไปทั่วทั้งโถงวิหารราวกับว่าวิหารแห่งนี้กำลังจะถล่มลงมา เกราะมือของหลานเทียนอันเป็ชิ้นส่วนที่บรรจุไปด้วยจิติญญาของหนึ่งในสัตว์อสูรจ้าวพิภพทั้งสี่เต่าเหมันต์กระดองน้ำเงิน
ณ โถงวิหารโบราณนี้ในบัดนี้จิติญญาของเต่าเหมันต์กระดองน้ำเงิน จากหลับใหลมานานก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นสัตว์อสูรที่ถูกยกย่องว่ามีพลังป้องกันอันน่าเกรงขามที่สุดของหนึ่งในสี่สัตว์เ้าพิภพในครั้งโบราณกาลมันนับเป็สิ่งมีชีวิตที่มีอายุขัยมาที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดในหมู่เ้าพิภพด้วยกันจะเป็รองก็มีเพียงราชันย์ผู้เยาว์วัยราชันย์แห่งเหล่าสัตว์อสูรที่เซียวหงไห่อาจารย์ของหลานเทียนใช้พลังมหาศาลสังหารมันลงจิติญญาของเต่าเหมันต์กระดองน้ำเงินบัดนี้มันได้ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เกราะมือลอยเคว้งขึ้นบนอากาศอยู่เบื้องหน้าหลานเทียนมันส่งเสียงปริแตกออกมาก่อนกระจายในอากาศ หากแต่ในเวลาต่อมาชิ้นส่วนแต่ละส่วนนั้นก็กระจัดกระจายไปทั่วทิศทางเหมือนว่าจะพุ่งไปอย่างไม่มีจุดหมายแต่ในเวลาต่อมาชิ้นส่วนทั้งแปดก็หยุดลงในตำแหน่งคล้ายกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งที่หลานเทียนเคยเห็นมันบนประตูปราณธาตุวารีกลุ่มดาวที่มีลักษณะเหมือนสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งวัตถุทั้งแปดก็เรียงตัวในรูปแบบเดียวกันก่อนจะปลดปล่อยหมอกสีฟ้าอ่อนออกมาและเมื่อชิ้นส่วนทั้งแปดหยุดนิ่งลงลำแสงก็พุ่งออกมาจากวัตถุเ่าั้และแสดงเค้าโครงลักษณะของเต่าขึ้นมาเป็กลุ่มดาวเต่าอย่างแจ่มชัดในเบื้องหน้า
“ช่างงดงามเหลือเกินนายท่าน”ลี่เหอกล่าวโดยไม่ละสายตาจากหมู่ดาวเบื้องหน้าทางหลานเทียนเองก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างเห็นด้วยกับนางไปเท่านั้น
กลุ่มดาวเต่าเบื้องหน้าที่ส่องแสงเรืองฉาบไล้ไปทั่วทุกซอกทุกมุมของโถงวิหารแม้จะส่งแสงออกมาสว่างจ้าแต่กลับไม่ให้ความรู้สึกระคายตาแต่อย่างใดทั้งยังให้ความรู้สึกเย็นสบายจากไอเย็นที่แผ่ออกมาจากกลุ่มดาวนี้ภาพเต่าตัวหนึ่งปรากฏทาบทับลงบนหมู่ดาวและเมื่อพบเห็นก็สามารถอนุมานได้ทันที่ว่านั่นคือภาพร่างของเต่าเหมันต์กระดองน้ำเงินเป็แน่แท้เงาร่างที่ทาบทับนั้นส่งแสงออกมาวูบหนึ่งดวงดาวที่ลอยเคว้งหมุนวนและพุ่งทะยานไปยังทิศทางที่หลานเทียนยืนอยู่ด้วยความเร็วยิ่งยวด
หลานเทียนนั้นทำได้เพียงยืนมองไม่อาจจะแม้แต่กระพริบตาภาพที่เห็นเป็เพียงแสงสีน้ำเงินพุ่งมายังเบื้องหน้าราวกับดาวตกแรงกระแทกเมื่อกระทบกับร่างนั้นราวกับค้อนั์หมื่นชั่งทุบลงตรงกลางอกเืสดกระอักออกจากปากคำโตถึงแม้ดวงดาวนั้นจะไม่ทะลุผ่านร่างให้หลานเทียนถึงกับชีวิตแต่แรงกระแทกแม้ชั่วพริบตานี้ก็ได้ทำลายกระดูกบริเวณหน้าอกของหลานเทียนไปอย่างไม่มีชิ้นดีความรู้สึกเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วร่างหากแต่ไม่มีเวลาให้คิดถึงความเ็ปอีกต่อไปเมื่อ ลำแสงอีกเส้นก็พุ่งทะยานตามมา
“นายท่าน”ลี่เหอกรีดร้องพร้อมทะยานพุ่งพรวดไปยังหลานเทียน
“อย่าเข้ามา” หลานเทียนออกคำสั่งกับนางเสียงเข้มด้วยพันธสัญญาที่ช่วยนางจากผนึกนั้นแม้ลี่เหอจะพยายามหรืออยากช่วยหลานเทียนมากเพียงใดนางก็ไม่อาจฝืนคำสั่งทำได้เพียงยืนดูหลานเทียนด้วยดวงตาที่เอ่อไปด้วยน้ำตาที่อาบลงรดสองแก้มบางของนางนางร้องไห้โอดครวญโดยไม่อาจทำสิ่งใดได้เลยกับความเ็ปของหลานเทียนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านางยังสามารถใช้พลังปราณของนางรักษาและระงับความเ็ปของหลานเทียน
สาเหตุที่หลานเทียนออกคำสั่งขัดขวางนาง เนื่องจากเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของหลานเทียนคล้ายกับครั้งเมื่อพบพานกับราชันย์สัตว์อสูร
“นี่เป็การทดสอบนอกจากเ้าจะมิมีผู้ใดทานทนรับมันไว้ได้แม้แต่ตัวเ้าเองข้าก็ไม่อาจรับประกันว่าจะรอดไปถึงดาวตกทั้งแปดได้”เสียงทรงพลังขุมหนึ่งสะท้อนก้องในหัวของหลานเทียนไม่อาจทราบได้ว่าเป็เสียงของชายหญิงเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็เสียงประหลาดที่คลุมเครือแต่ทรงพลังอย่างน่าประหลาด
เฉกเช่นเดิมไม่มีแม้เวลาให้หยุดพักหายใจดาวตกสีฟ้าครามทะยานด้วยความเร็วยิ่งยวดและในเวลาไม่กี่อึดใจต่อมา ดวงดาราทั้งแปดก็กลับกลายมาเป็หมู่ดาวที่ประทับลงบนร่างของหลานเทียนพร้อมด้วยกระดูกที่แตกละเอียดทั่วร่างแม้แต่ยืนก็ไม่อาจทำได้ไหว ทำได้เพียงนอนหมดสภาพอีกครั้ง
ดาวดวงแรกประทับตราลงกลางหน้าอกดวงที่สองและสามนั้นประทับไปยังแขนทั้งสองดวงที่สี่และห้านั้นประทับลงไปยังขาทั้งสอง ดวงที่หกและเจ็ดประทับไปยังจุดกลางหลังและดวงดาราสุดท้ายฉายแวววาบกระแทกไปยังกึ่งกลางหน้าผากเป็สิ่งที่ส่งให้หลานเทียนสิ้นสติไป
ดวงเดือนเคลื่อนคล้อยอยู่ภายนอกจนแสงตะวันขับไล่ความมืดมนแห่งอนธการและความหนาวเหน็บระยะเวลากว่าหนึ่งวันเต็ม สติของหลานเทียนกลับคืนมาขณะที่หลับตาอยู่นั้นก็สำรวจร่างกายของตนทีละส่วนกระดูกที่แหลกเป็ผุยผงของหลานเทียนถูกสมานกลายเป็กระดูกใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมทั่วทั้งร่างความรู้สึกเ็ปตลอดทั้งร่างกลับหายเป็ปลิดทิ้ง รู้สึกได้ทันทีถึงมวลกระดูกนั้นจะเบาขึ้นแต่แข็งแกร่งกว่าเดิมมากเป็หลายเท่าตัวพลังปราณที่เคยติดอยู่ที่ขั้นนภาขั้นต่ำก็ทะยานขึ้นสู่นภาขั้นกลางอย่างราบรื่นโดยไม่มีติดขัดใด
เมื่อสำรวจร่างกายเรียบร้อยแล้วความอัศจรรย์ทั้งหลายเกินกว่าที่หลานเทียนจินตนาการไปมากจึงลองสำรวจในห้วงนิรันดร์ประตูปราณธาตุวารีส่องแสงหมู่ดาวเต่าออกมาท่ามกลางหมู่ดาวอื่น ๆ ส่วนเกราะมือนั้นหาได้มีร่องรอยหลงเหลือแม้แต่น้อย
“แล้วมันอยู่ที่ใหนกันเกราะมือของข้า”หลานเทียนเพียงแค่นึกเท่านั้นปรากฏแสงสีน้ำเงินขึ้นที่รอบมือทั้งสองประทับด้วยสัญลักษณ์กลุ่มดาวเต่าที่สองหลังมือและปรากฏเกราะมือสีน้ำเงินเข้ม เมื่อสำรวจอย่างละเอียดแล้วร่องรอยสึกหรอต่าง ๆไม่มีหลงเหลือให้เห็นนอกจากจะดูเหมือนใหม่แล้ว ยังรู้สึกเข้ากับมือมากขึ้นยิ่งไปกว่านั้นเกราะมือแต่เดิมที่ครอบคลุมถึงราวศอกทั้งสองตอนนี้มันคืบคลานไปทั่วทั้งแขนคล้ายกับชุดเกราะของอัศวิน
เมื่อหลานเทียนทดลองเคลื่อนไหวจึงพบสิ่งประหาดใจอีกอย่างเนื่องจากหลานเทียนรู้สึกเกราะเป็อันหนึ่งอันเดียวกันกับตัวของเขาราวกับเป็แขนของตนเอง
“ไม่นึกเลยว่าสิ่งสุดท้ายที่ข้าทิ้งไว้ผู้เป็นายของมันจะเยาว์วัยยิ่งคงเป็ชะตาฟ้าที่ข้าไม่อาจเลี่ยงผู้สืบทอดเจตน์แห่งข้าผู้ล่วงลับอย่างน้อยจิตสุดท้ายของข้าก็วางใจได้เสียที จากนี้ไปเ้าจงตามหาสิ่งตกทอดอีกสามชิ้นมันยังคงอยู่บนมหาทวีปนี้ข้ารู้สึกถึงมันได้และมันก็รู้สึกถึงเ้าได้เช่นกันรวบรวมมันให้ครบก่อนที่จะถึงวันนั้นมหาภัยพิบัติได้ก่อตัวขึ้นแล้วเวลาเหลือไม่มากเท่าที่ข้าคิดเ้าเด็กน้อยเ้าไม่สมควรพบพานราชันตนนั้นเลย เห้อ” สุ้มเสียงกังวาลดังขึ้นภายในจิตของหลานเทียนและเขาสามารถรับรู้ได้ทันทีว่านั่นคือเสียงจากเสี้ยวหนึ่งของจิติญญาที่หลงเหลืออยู่ภายในเกราะมือจิติญญาสุดท้ายแห่งเต่าเหมันต์อย่างแน่นอน
“ท่านาุโท่านหมายความว่า..”หลานเทียนกล่าวถามไม่ทันจบประโยคดีเสียงสัตว์เ้าพิภพกังวาลขึ้นตัดบทไปทันที
“ราชันตนนั้นเป็สิ่งมีชีวิตที่พวกข้าทั้งสี่สรรค์สร้างมันขึ้นมันสมควรใช้เวลานานกว่านี้เพื่อพ้นจากการเป็ทารกช่างน่าสังเวชมันเป็ตัวตนหนึ่งในห้าที่คอยค้ำจุนมหาทวีปข้าอยากเล่าทุกสิ่งให้เ้าฟังเหลือเกินหากแต่ จิติญญานี้ช่างอ่อนแอไร้ความสามารถมันกำลังจะเสื่อมสลายตามหาอีกสามส่วนจิติญญาที่ตกค้างเช่นข้าจะบอกเล่าแก่เ้าเอง”สิ้นสุ้มเสียงอันกังวานนั้นหลานเทียนที่พยายามเรียกหาก็ไม่ได้รับการตอบรับใดอีกเลย
“สิ่งมีชีวิตที่มีอายุกว่าหมื่นปีกลับเป็เพียงทารกในสายตาของสัตว์เ้าพิภพ ช่างน่าประหวั่นเสียนี่กระไรตัวตนในยุคโบราณเช่นนี้ยังมีอีกถึงสามตน”หลานเทียนครุ่นคิดอยู่กับตนเองจนกระทั่งได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นมา
“นายท่านท่านเป็อย่างไรบ้าง”ลี่เหอส่งกระแสจิตถามหลานเทียน
“ข้าสบายดีรู้สึกสบายดีกว่าทุกครั้งด้วยซ้ำ”หลานเทียนกล่าวพลางลืมตาขึ้น
“นายท่าน”ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นพลางเช็ดน้ำตาที่แก้มแดง ๆ ของนางอย่างเบามือ
“ครั้งต่อไปห้ามสั่งห้ามข้าช่วยท่านเด็ดขาด”ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นในตอนต้นแต่ท้ายประโยคยังคงระคนไปด้วยเสียงสะอื้นอยู่บ้าง
“อื้ม ข้าเข้าใจแล้ว” หลานเทียนกล่าวพลางยันตัวลุกขึ้นยืนพร้อมส่งยิ้มให้แก่ลี่เหอ
“เช่นนั้นก็ดี”ลี่เหอกล่าวตอบด้วยสีหน้าร่าเริงขึ้นมา
“เอาล่ะเหลือเวลาไม่มากก่อนที่ข้าจะต้องเดินทางไปยังงานประลองข้าว่าเรากลับกันเถอะ”หลานเทียนกล่าว
เวลาพ้นผ่านไปราวครึ่งค่อนวันหลังเดินทางออกจากวิหารโบราณจึงหยุดพักที่ริมลำธารหนึ่งกลางป่า
“ลี่เหอภูติวิถีของเ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสัตว์เ้าพิภพบ้าง”หลานเทียนนั่งลงบนหญ้าพิงต้นไม้ใหญ่อย่างสบายก่อนกล่าวถามนาง
“สัตว์เ้าพิภพงั้นหรือนายท่านเื่นี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักมันเป็สิ่งที่เก่าแก่เหลือเกินแม้แต่ความทรงจำของภูติวารีตนแรกของมหาทวีปนี้ก็รู้อะไรเกี่ยวกับมันไม่มากนักหากแต่ในเหมืองโบราณตลอดไปจนวิหารแล้วนั้นกลับมีการบันทึกของภูติวารีหากแต่ไม่ใช่ภูติวารีของที่นี่อย่างแน่นอนถึงแม้ข้าจะรับรู้เื่ราวบางอย่างจากภูติวิถีที่พวกเขาเ่าั้ทิ้งไว้ในบรรยากาศได้บางส่วน อีกทั้งเก่าแก่กว่าภูติตนแรกเสียอีกเป็ไปได้ว่าเหล่าภูติที่สร้างวิหารและมิติลับนั้นอาจจะมาจากที่อื่นซึ่งข้าไม่รู้ได้แน่ชัด”นางกล่าวพลางขมวดคิ้วทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา สีหน้าของนางยามนี้ก็ดูสง่าไม่น้อย
“เท่าที่ข้าสามารถถ่ายทอดให้ท่านได้เื่ราวที่จารึกบนผนังถ้ำกล่าวไว้ว่า เต่าเหมันต์กระดองน้ำเงินนั้นมีพรรคพวกอีกสามตนเป็อินทรีย์วายุแห่งทิศใต้ราชสีห์เพลิงแห่งทิศตะวันออก และ นาคาปฐีแห่งทิศตะวันตก ทั้งสี่ร่วมกันสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่รวบรวมอัตลักษณ์ของพวกเขาเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็ราชันของโลกใบนี้และเพื่อปกป้องมหาทวีปจากบางสิ่งที่แข็งแกร่งยิ่งยวดทั้งยังชั่วร้ายที่พร้อมจะกลืนกินมหาทวีปพลังของสิ่งนั้นเพียงพอที่จะพิชิตทุกเผ่าพันธุ์ข้าไม่อาจพรรณนาความน่ากลัวของมันออกมาในภาษาของมนุษย์ได้ดีไปกว่าคำว่า ปีศาจ และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือพวกมันมีจำนวนไม่น้อยไปกว่ามนุษย์อย่างแน่นอนข้าไม่รู้ถึงรูปลักษณ์และพลังของพวกมันเนื่องจากบันทึกไม่ได้สมบูรณ์นักและจุดที่ให้ความสำคัญมากที่สุดของจารึกคือมหาภัยพิบัติและแน่นอนว่าย่อมเป็คลื่นความชั่วร้ายที่พร้อมจะถาโถมทำลายล้างมหาทวีปอย่างแน่นอนจารึกมีเพียงเท่านี้ที่ข้าสามารถถ่ายทอดให้ท่านได้”หลานเทียนเสียวสันหลังวูบเพียงแค่นึกถึงสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายและยังแข็งแกร่งจนทำให้ลี่เหอสีหน้าซีดเผือดได้ย่อมเป็สิ่งที่เขาไม่อาจจินตนาการ
“ในห้วงนิรันดร์ข้าได้ยินเสียงสัตว์เ้าพิภพ เต่าเหมันต์นั้นได้กล่าวกับข้า ได้ใจความว่าข้าไม่สมควรพบราชันสัตว์อสูร และมันไม่ควรที่จะถูกสังหารทั้งยังกล่าวอีกว่าบนมหาทวีปนี้มีสิ่งที่ค้ำจุนเพื่อความสมดุลของโลกโดยมีราชันย์สัตว์อสูรเป็หนึ่งในห้าสิ่ง สุดท้ายก่อนที่เสียงนั้นจะหายไปยังกล่าวอีกว่าข้าจำเป็ต้องหาสิ่งตกทอดอีกสามสิ่งให้พบเพื่อทำให้ทุกสิ่งกลับสู่สมดุล”หลานเทียนกล่าวจบลี่เหอที่นั่งฟังอยู่ก็ทำสีหน้าราวกับเข้าใจบางสิ่งขึ้นมา
“มรดกตกทอดชิ้นส่วนของเหล่าเ้าพิภพอีกสามส่วนย่อมอยู่ในแต่ละทวีปอย่างแน่นอนเพียงแต่ท่านจะสามารถหามันเจอได้ก่อนวันโลกาวินาศนั้นมาถึงได้หรือไม่เห็นทีเราจำเป็ต้องค้นหาให้พบทั้งสี่ข้าเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเมื่อท่านวัตถุทั้งสี่แล้วพลังที่ท่านจะได้นั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใดและแน่นอนนายท่านนี่สมควรเป็หนทางเดียวที่ท่านจะได้สิ่งที่้าทั้งหมดการก้าวเข้าสู่ห้วงสูงสุดของโลกใบนี้ ระดับปราณที่เหนือกว่าปฐมราชันย์ปราณกึ่งเทวะ พลังระดับนั้นหากท่านแล้วการรักษาอาจารย์ของท่านล้วนง่ายดายราวกับการหายใจการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศของทวีปหนึ่งสามารถทำได้เพียงพลิกฝ่ามือเป็จุดสูงสุดของโลกใบนี้อย่างแท้จริง”ลี่เหอกล่าวอย่างดีใจราวกับพลังนั้นที่หลานเทียนจะได้จะเป็ของนางเองหลานเทียนที่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“อืมข้ามีเื่หนึ่งที่สงสัยอยู่เกี่ยวกับตัวตนของเ้าและพลังของเ้าสมควรเป็รองมนุษย์เพียงหยิบมือเหตุใดจึงมีผู้ที่ผนึกเ้าไว้ได้โดยที่เ้าไม่อาจจะขัดขืนถึงแม้ตอนนั้นเ้าจะไร้ซึ่งสติควบคุมตัวแต่มันสมควรเป็สิ่งที่ไม่ง่ายดายเช่นนั้นข้าคาดว่าคนผู้นั้นสมควรพบพานได้ในการเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ข้าขอให้เ้าซ่อนตัวให้มิดชิดเพราะการปลดปล่อยเ้าออกมาย่อมต้องเป็ความผิดที่ไม่อาจอภัยอย่างแน่นอนเ้ากับข้าย่อมต้องทิ้งชีวิตไว้ยามที่เผชิญหน้ากับคนผู้นั้นอย่างแน่นอน”หลานเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม
“คนผู้นั้นข้าย่อมจดจำกลิ่นอายได้อย่างแม่นยำหากข้าััถึงอีกครั้งย่อมรู้แน่นอนว่าคือใคร”ลี่เหอกล่าวพลางส่งแววตาเคียดแค้นที่แม้แต่หลานเทียนเองในยามนี้ก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อยก่อนผ่านไปเพียงอึดใจนางจึงกลับมาเป็ปกติ
“อ่อ นายท่านสิ่งที่บันทึกกล่าวถึงห้าสิ่งที่ค้ำจุนมหาทวีปนี้เป็ไปได้หรือไม่ว่า อีกสี่สิ่งนอกเหนือจากราชันสัตว์อสูรจะเป็จักรพรรดิทั้งสี่ที่ปกครองทวีปทั้งสี่ทิศ”ลี่เหอกล่าวถามพร้อมสีหน้าฉงนอย่างน่ารัก
“อืมอาจจะเป็ไปได้ข้าจะลองกล่าวถามต่อองค์จักรพรรดิหลังจากจบงานประลองยุทธรุ่นเยาว์และเห็นทีข้าจำเป็ต้องชนะงานประลองนั้นไม่ว่าจะแลกอะไรก็ตาม”หลานเทียนกล่าวพลางเหม่อมองไปทางทิศของเมืองหลวง
“เื่นี้ข้าคิดว่าสมควรเป็ท่านที่ชนะอย่างแน่นอนในรุ่นราวคราวเดียวกับท่านในยามนี้ผู้ที่จะต่อกรกับท่านได้จริงผู้ที่จะต้องทำให้ท่านทุ่มทุกสิ่งเข้าต่อกรหามีไม่สิ่งสำคัญคือท่านไม่ควรแสดงเคล็ดวิชาภูติวายุ และเกราะมือที่เปลี่ยนไปของท่านเราไม่รู้ได้แน่ชัดว่ามนุษย์มีผู้ทราบถึงเื่สัตว์เ้าพิภพลึกล้ำเพียงใด”ลี่เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่านคลาย
“เป็เช่นนั้นข้าก็ไม่กังวลเราเร่งเดินทางกลับกันเถอะ”หลานเทียนยันตัวลุกขึ้นและห้อทะยานออกไปยังทิศทางของเมืองหลวงทันที
การเดินทางเป็ไปอย่างราบรื่นไม่มีแม้แต่สัตว์อสูรแม้แต่ตัวเดียวที่มาขวางทางไว้ทั้งยังเดินทางงกลับได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมเกือบเท่าตัวบรรยากาศรอบข้างจากป่าหนาทึบค่อยแปรเปลี่ยนเป็พื้นที่เกษตรกรรมเริ่มพบเห็นผู้คนประปรายจึงลดความเร็วลงและลดระดับปราณไปอยู่ในระดับนภาขั้นต่ำเท่านั้น
ประเมืองที่คุ้นเคยเริ่มให้เห็นอยู่ไกลๆ พร้อมกับทหารที่ถือคบเพลิงลาดตระเวนในยามนี้ เป็สัญญาณที่บอกได้ว่ารัตติกาลกำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่ชั่วโมงดวงตะวันไขแสงสุดท้ายฉาบทั่วทั้งท้องฟ้าเป็สีแดงสดหมู่เมฆเคลื่อนคล้อยหลบหลีกปล่อยให้เห็นดวงจันทร์เสี้ยวที่ลอยเคว้งสีจางกำแพงสูงลิ่วสีขาวอยู่ในครรลองห่างไปเพียงไม่กี่ร้อยก้าว กองทหารราวหนึ่งร้อยคนเดินกันขวักไขว่อยู่หน้าประตูเมืองตรวจสอบผู้ผ่านทางไปมาอย่างขันแข็ง
“เ้าเป็ใครเด็กน้อยเย็นย่ำเยี่ยงนี้พ่อแม่เ้าไปอยู่ใหนเดินทางมาจากใหนกันล่ะ”ทหารยามผู้หนึ่งเห็นหลานเทียนที่ยืนต่อแถวเข้าเมืองกวักมือเรียกหลานเทียน
“ข้าเดินทางคนเดียว มาจากเมืองหมาป่าตะวันออก”ทหารยามก้มลงมองหลานเทียนพลางแสยะยิ้ม
“อ่อ ที่แท้ก็พวกบ้านนอก เห้อแล้วเอกสารเข้าเมืองล่ะ มีไหม แล้วเ้ามาทำอะไรแถวนี้มืด ๆ ค่ำ ๆ…”หลานเทียนยืนนิ่งอย่างสงบถึงแม้จะรู้สึกลำคาญกับสิ่งที่ทหารยามกล่าวอยู่บ้าง
“นายท่านพวกนี้น่าลำคาญยิ่งเราไม่มีทางอื่นเข้าเมืองแล้วหรือ”ลี่เหอส่งกระแสจิตจากห้วงนิรันดร์ออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“มีอยู่ทางที่ทำให้เราเข้าไปได้เร็วขึ้นลี่เหอ”หลานเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายไม่แพ้นาง
“นายท่านข้าไม่มีเอกสารแต่ข้ามีบัตรรับรองจากผู้หนึ่งใช้ได้หรือไม่”หลานเทียนกล่าวพลางเอาตราัมาไว้ในมือก่อนจะยื่นไป
“โท่บ้านนอกอย่างแกใครจะรับรองกันวะใหนดู..”กล่าวไม่ทันจบประโยคทหารยามที่เห็นตราัหน้าซีดเผือดเป็ไก่ต้มก่อนจะเป็ลมล้มพับไปทหารอีกหลายคนที่เข้ามาดูอาการเมื่อเห็นตาักับตาก็มีสภาพไม่ต่างกัน
“โอ้ นายน้อยเชิญขอรับเหตุใดท่านจึงไม่บอกพวกข้าว่าท่านจะมาข้าจะได้นำรถม้านำท่านไปยังพระราชวัง”นายทหารผู้หนึ่งที่ดูเป็หัวหน้าของเหล่าทหารยามกล่าวพลางก้มหัวคำนับและผายมือให้หลานเทียนเดินเข้าเมืองอย่างว่าง่าย
“ไม่จำเป็ต้องมีรถม้าขอบใจเ้ามาก”หลานเทียนกล่าวพลางเดินผ่านไปอย่างง่ายดาย
“นายน้อยช่างประเสริฐโปรดอย่าถือโทษโกรธเหล่าทหารชั้นเลวพวกนี้เลยข้าจะสั่งสอนมันให้ดีกว่านี้เอง”นายกองกล่าวโดยไม่ยกหัวขึ้นมาทำท่าก้มโค้งศีรษะอยู่อย่างนั้น
“หาได้เป็ปัญหากับข้าไม่พวกท่านล้วนทำตามหน้าที่เท่านั้น”หลานเทียนกล่าวพลางเดินต่อไปยังเขตพระราชฐานส่วนกลางเหล่าทหารยามทั้งกองต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอกส่วนทหารที่เป็ลมล้มพับไปยังคงนอนกองอยู่เช่นเดิม