านานมาแล้ว ณจักรวาลที่พระมารดาพระบิดาทรงสร้างสรรพสิ่ง เผ่าทั้งหลายประกอบด้วย มนุษย์สัตวะเทวา คนธรรพ์ ปักษา นาคา อัปสรา จิ้งจอก มาร ยักษาและอสูรดำรงอยู่ร่วมกันในสี่สมุทรหกแปดดินแดน สรรพสิ่งทั้งหลายมีสภาพิญญาั้แ่ภูติไปจนถึงเทพเซียนล้วนค่อยๆพัฒนาััและธาตุขันธ์ไปตามระดับการบำเพ็ญเพียร ยกเว้นมนุษย์ซึ่งได้รับหกััห้าธาตุขันธ์ั้แ่เริ่มต้นบำเพ็ญเพียรเนื่องมาจากในครั้งที่พระบิดาทรงเข้าสู่นิโรธธรรมแล้วพระมารดาก็ทรงสร้างง้วนดินก้อนแรกและฝังเมล็ดพันธุ์ขันธ์ของพระบิดาไว้ในง้วนดินนั้นเพื่อการสร้างโลกธาตุทั้งหลายตามพลังงานของท่านสืบต่อไป โดยแต่งตั้งให้เทพทั้งหลายในาปกปักดูแลรักษาง้วนดินนั้นไว้ก่อนที่จะทรงเข้าสู่นิโรธสมาบัติรอเวลากำเนิดโลกใหม่อีกครั้งบรรพบุรุษของเผ่าทั้งหลายก็มาร่วมกันบริโภคง้วนดินเพื่อแลกเปลี่ยนพลังงานของพระมารดาพระบิดาครั้งนั้นหนึ่งในอาภัสราพรหมที่เป็บรรพบุรุษของชนเผ่ามนุษย์ได้บริโภคง้วนดินก้อนแรกเข้าไปจำนวนมากอาภัสรานั้นเมื่อมีความสุขในการเสวยผลของง้วนดินก็เกิดความปีติเพลิดเพลินในการบริโภคอยู่เป็เดือนเป็ปีพรหมโลกจนกระทั่งวันหนึ่งเมล็ดพันธุ์แห่งพระบิดาได้งอกออกมาและมีกลิ่นฟุ้งกระจายหอมหวานไปไกลทั่วโลกธาตุ จิ้งจอกาผู้มีหน้าที่ดูแลเฝ้าฟักก็กลับหลับใหลไม่ไยดีเป็เหตุให้อาภัสราพรหมบรรพบุรุษของมนุษย์เผลอเสวยผลผลิตที่ยังไม่ถึงคราวบริโภคเข้าไปเื่จึงร้อนไปทั่วโลกธาตุ ผู้ปกครอง์ในครั้งนั้นจึงได้ส่งชาวเผ่าจิ้งจอก์ไปอยู่ในดินแดนอันใกล้ชิดกับมนุษย์เพื่อเฝ้าแก้ไขข้อผิดพลาดของตน
วันเวลาผ่านไปหลายปีพรหมโลกนิสัยรักสนุกเพลิดเพลินของจิ้งจอกาตนนี้ก็ไม่ได้น้อยลงไปเลยการอยู่ในดินแดนที่ใกล้ชิดกับมนุษย์ยิ่งทำให้นางเพลิดเพลินกับการละเล่นของมนุษย์ผนวกกับนิสัยที่ไม่ค่อยเอาใครของนาง จึงไม่ค่อยข้องแวะกับเทพ์อื่นๆ มากนั้นเมื่อไม่มีสิ่งน่าเพลิดเพลินใดดึงดูดใจนางผู้นี้ทว่าเทพาก็ยังคงมีตบะที่แก่กล้ากว่าเทพในยุคสมัยหลังเนื่องมาจากในยุคที่พระมารดาพระบิดาได้ให้กำเนิดเทพาได้อาศัยการกำเนิดแบบโอปปาติกะจากสายปราณทั้งสองของท่านโดยตรงแต่แม้จะมีตบะแก่กล้า จนกล่าวได้ว่าเป็มหาภูติชั้นสูงและได้รับการนับถือจากเทพและภูติทั้งปวงเพียงแต่การบำเพ็ญสำเร็จวิสุทธิของนางกลับยังห่างไกลยิ่งนักทั้งชาวเผ่า์ไม่ค่อยได้พบเห็นนางจนมีเพียงภาพวาดอันงดงามให้คนกล่าวขานถึงเท่านั้น
ทั่วทั้งสี่สมุทรหกแปดดินแดนโลกการบำเพ็ญปราณเริ่มต้นจากภูติไปสู่มหาภูติใช้เวลายาวนานถึงพันปีขึ้นไปในกรณีที่ไม่มีผู้ถ่ายทอดให้เพราะต้องสะสมปราณจากธรรมชาติ โลกของภูติและมหาภูติเองก็มีระดับปราณิญญา 36 ขั้นจึงสำเร็จเป็มหาภูติ แล้วจึงจะสามารถเลือกมรรคา แบ่งออกเป็ มรรคาเทพ และมรรคามารแต่ละมรรคาจะต้องเลือกสายพลังปราณย่อยแบ่งเป็สองสายคือ อิ๋น หรือปราณพระมารดาและ หยาง หรือปราณพระบิดาตามต้นกำเนิดสายพลังของตนแต่ก็ปรากฏมีไม่มากที่สามารถบำเพ็ญสำเร็จได้ทั้งสองสายไปพร้อมกันทั่วดินแดนก็นิยมให้เลือกบำเพ็ญเพียงสายเดียวเว้นแต่มนุษย์ที่บรรพบุรุษได้บริโภคผลไม้ศักดิ์สิทธิ์เข้าไปทำให้มนุษย์มีพลังแฝงของพระบิดาผสมอยู่จึงพบเห็นมนุษย์ที่บำเพ็ญสำเร็จมรรคาคู่ขึ้นมาบ้างแต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็เข้าสู่นิโรธธรรมกลับคืนธาตุธรรมกันหมดแล้วทั้งสิ้น
จากระดับภูติสู่ระดับเซียนแบ่งเป็สามชั้นหลัก ระดับล่าง 1-4 ระดับกลาง5-9ระดับสูง10-13จากนั้นก็จะเข้าสู่การทดสอบเพื่อเป็วิสุทธิเทพในมรรคาที่9นี่ก็คือเส้นทางของภูติและิญญาในจักรวาลนี้ แต่ก็ยังมีมนุษย์ส่วนหนึ่งที่บำเพ็ญจนสำเร็จเซียนได้ทั้งยังมีเส้นทางพิเศษซึ่งภูติจะบำเพ็ญหรือไม่บำเพ็ญก็ได้สำหรับผู้ที่ปรารถนาดินแดนของพุทธะแต่หากภูติจะบำเพ็ญจะต้องสำเร็จระดับมหาภูติไปแล้วเป็อย่างน้อยไม่เช่นนั้นจะต้องอาศัยกำลังของผู้มีกำลัง เซียนหรือองค์คุรุต่างๆ นำพาไป มรรคาพิเศษนี้ยังเป็ที่เร้นลับแม้ในโลกิญญาจะปรากฏให้เห็นก็แต่ผู้บำเพ็ญยูไล หรือสาวกของพุทธะยูไลอยู่บ้าง ส่วนผู้ที่สำเร็จระดับจักรพรรดิไปจนถึงระดับพระผู้สร้างยังไม่ปรากฏผู้ใดนอกจากพระบิดาพระมารดาที่บำเพ็ญไปถึงขั้นนี้
บนดินแดนเหล่านี้ก็ยังมีระบบการบำเพ็ญอื่นๆทว่าทั้งหมดล้วนรวมลงในมรรคา 9 ขั้นเมื่อสำเร็จจนถึงขั้น 8 ยังสามารถบำเพ็ญวิถีเร้นลับต่างๆที่นอกเหนือไปจากกล่าวมาข้างต้นนี้ ได้มากมายสุดจินตนาการถึง หนึ่งในวิชาสายสุวรรณทวีปของมนุษย์กล่าวเรียกถึงมรรคาที่ 9 ไว้ว่า “วิชชาโลกุตตระ”เวลาผ่านมาถึง2000ปีผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่สำเร็จมรรคาที่ 9 ก็คล้ายจะหายสาบสูญว่ากันว่ายังมีผู้เร้นตนอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เพียงแต่จะพบเจอได้คงต้องอาศัยวาสนานำพา…