หนิงเฟยหลงจดจ่ออยู่กับตำราหลอมโอสถถึงสี่ชั่วยามและนั่นก็ถึงช่วงเย็นแล้วท้องของมันประท้วงขึ้นมาร้องเสียงโครกคร้ากอย่างไม่ไว้หน้า หนิงเฟยหลงยิ้มแหย ๆ
“ในที่สุดก็พอจะเข้าใจได้บ้างแล้วมันยากจริง ๆ” หนิงเฟยหลงวางตำราที่ชั้นวางแล้วยืดตัวบิดขี้เกียจ จากนั้นก็เดินไปหาชายชรา“ผู้อาวุโส...”
“นี่อาหาร เจ้าเอาไปกินซะ”ชายชราชี้ไปถาดอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วก็หลับตาลงไม่สนใจอีก
หนิงเฟยหลงถึงกับจะพูดไม่ออก “นี่...”มันไม่กล่าวสิ่งใดต่อหยิบเอาถาดนั้นไปนั่งกินอย่างรวดเร็วความหิวโหยไม่ปราณีใครแม้แต่คุณชายผู้นี้ก็ตาม มันใช้สมองไปมากทำให้เหนื่อยล้าการได้กินอาหารอร่อยทำให้มันดีขึ้น และอาหารในถาดนี้ก็ไม่ทำให้มันผิดหวังถึงแม้หน้าตาจะดูธรรมดา แต่รสชาติกลับวิเศษ
ใช้เวลาไม่นานถาดนั้นก็สะอาดเอี่ยมอาหารที่เคยมีอยู่เต็มก็ได้หมดไปแล้วหนิงเฟยหลงนำถาดไปไว้ที่เดิม แล้วกล่าวขึ้น “ผู้อาวุโส...”
“ไปเถอะ ๆ อย่ากวนเวลาข้าพักผ่อน” กล่าวจบชายชราก็หลับต่อ
“ขอรับ”หนิงเฟยหลงไม่ได้สนใจเรื่องอื่นอีกในเมื่ออิ่มแล้วก็ถึงเวลาทำความเข้าใจการหลอมโอสถต่อ
ในช่วงดึกชายหนุ่มเที่ยวเข้าออกหอคัมภีร์บ่อยครั้งเพื่อออกไปฝึกฝนวิธีการควบคุมไฟ แล้วกลับเข้ามาอ่านตำราใหม่ ทำให้ชายชราแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน
“พอแล้ว ๆ เจ้าจะเข้าออกอะไรกันนักหนาถ้าเจ้าอยากจะฝึกก็เอาตำราออกไปด้วย!” ชายชราตะคอกอย่างไม่พอใจ
ชายหนุ่มอ้าปากค้าง อันที่จริงมันก็ตกใจ แต่ที่มันตกใจจริง ๆคือ การที่ชายชราให้มันนำตำราหลอมโอสถออกไปฝึกฝนด้านนอกหอคัมภีร์ได้! “เช่นนั้นก็เสร็จเราแล้ว !” ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มอันชั่วร้าย
มันรีบไปหยิบเอาตำราแล้วรีบออกไปฝึกฝนต่อ ที่หน้าผาอันสูงชันมองลงไปแล้วเห็นทะเลสาบที่ดูแล้วไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่เนื่องจากมันมองดูตอนกลางคืนจึงเห็นได้ไม่ชัดเจนไม่นานกลางดึกหมอกก็เริ่มลงจัดความเหน็บหนาวเข้ามาเยือนเป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝนปราณธาตุไฟเป็นอย่างมากแต่นั่นก็คือโอกาสเช่นเดียวกัน
วืด !
มิติกระเพื่อม ! หนิงเฟยหลงได้มาปรากฏในมิติปริศนานี้แล้วมิติที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตไม่รู้จบ ที่นี่แหละเหมาะทำการฝึกฝนอย่างยิ่งแต่ก่อนอื่นมันต้องรีบจดบันทึกตำราแล้วนำไปคืนที่เดิมรวมถึงต้องหาตำรา วิชาอื่นๆที่สนใจมาคัดลอกไว้ด้วย นี่คือความลับอย่างหนึ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ และการฝึกฝนในสถานที่แห่งนี้จะทำให้มันเป็นอัจฉริยะได้โดยไม่นาน
หนึ่งปีของที่นี่จะเท่ากับหนึ่งวันของทวีปชิงเฉวียน การคัดลอกตำราอาจจะนานทว่าก็ไม่นานสำหรับการกลับคืนสู่หอคัมภีร์ยุทธ์หลวงอันที่จริงแล้วชายหนุ่มก็สงสัยในมิตินี้ไม่น้อยแต่ก็เลิกครุ่นคิดไปชั่วคราวอย่างน้อยที่นี่ก็มีประโยชน์ต่อมัน
การคัดลอกยังดำเนินต่อมาเรื่อย ๆจนกระทั่งตำราในหอนั้นแทบจะหมด เหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทว่าวิชาเหล่านั้นล้วนเป็นวิชาธรรมดา ชายหนุ่มจึงไม่ได้ให้ความสนใจอย่างน้อยในคืนนี้มันก็ทำสำเร็จอย่างที่ตนเองคิดไว้แล้ว ใบหน้ามันเบิกบานกว่าเดิมรอยยิ้มที่ชั่วร้ายเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่พึงพอใจ
วิชาที่ได้มาไม่ใช่น้อยเลย แต่มันก็แปลกใจที่ว่า ทั้งๆที่หอนี้ชื่อหอคัมภีร์ยุทธ์ มันก็สมควรจะมีวิชายุทธ์ที่เลิศล้ำสิแต่ทำไม.....ถึงได้หาไม่พบ
ชายหนุ่มเดินสำรวจไปทั่วหอก็เพียงพอให้ชายชราตื่นอีกครั้ง
“เด็กน้อย เจ้านี่ช่างวุ่นวายนัก! เบาลงหน่อย หากหาอะไรก็ให้ดูที่กระถางสำริดแล้วอย่าทำให้ข้ารำคาญอีก ไม่เช่นนั้นข้าจะโยนเจ้าออกไป !”ชายชราไม่ได้ใช้เสียงตะคอก แต่เสียงนี้กลับคำรามในหูของชายหนุ่มได้เช่นเคยกล่าวจบชายชราก็หลับไป
“ชายชราผู้นี้แปลกคนโดยแท้ !” หนิงเฟยหลงอดไม่ได้ที่จะขบคิดต่อ “ชายชรารู้ได้อย่างไร ?สิ่งใดที่ต้องการรู้หมด ตั้งแต่อาหาร ต่อมาก็ฝึกฝน หาตำรากระทั่งเรื่องที่เราต้องการรู้..” หนิงเฟยหลงหยุดคิดเล็กน้อย
“ถ้าหากเขารู้มากเช่นนี้หรือว่า !!”หนิงเฟยหลงนึกถึงเรื่องนี้เขาแทบจะบังคับตนเองให้ไม่สั่นสะท้านไม่ได้! “หรือเขาจะรู้ว่าเรามีมิติปริศนา !!!!” หากเป็นเช่นนั้นก็แย่แล้วสำหรับชายหนุ่มนี่เป็นสิ่งที่มันต้องปกปิดและสำคัญเป็นอย่างมากจะให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้!
หนิงเฟยหลงมองไปที่ชายชราอย่างหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าชายชราคล้ายจะหลับไปมันจึงละความสนใจ แล้วไปยังกระถางสำริดทันที กระถางสำริดไม่ได้โดดเด่นเท่าไหร่ มันไม่ใช่ของวิเศษมันเป็นเพียงกระถางโบราณที่อยู่มานานนับพันปี ตั้งแต่ยุคก่อตั้งราชวงศ์กระถางนั้นไม่มีลวดลายแต่สลักอักษรไว้ว่า ‘ปิดฟ้า’
“ปิดฟ้ารึ ? ปิดทำไม? ทำไมต้องปิดฟ้า ? หรือว่ามันมีความหมายใดอีก ?”หนิงเฟยหลงไม่ได้เจอสิ่งที่ต้องการเมื่อมาถึง จึงอดที่จะแปลกใจไม่ได้“หรือว่าชายชราจะหลอกเรา ?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น
“ในเมื่อฟ้ามันปิดฟ้าอยู่ เจ้าก็ไม่เจอกันแสงสว่าง ไยเจ้าไม่เปิดมันเล่า ?”เสียงชายชราดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง ชายหนุ่มอดที่จะขนลุกชูชันไม่ได้พลางเหลือบมองไปยังชายชรา ทว่าชายชรากลับนอนหลับสนิทอย่างมีความสุขอยู่
“!!!!” หนิงเฟยหลงเบิกตากว้าง ! แต่ก็ฝืนข่มจิตใจให้เป็นปกติดังเดิม
มันค่อย ๆคิดปริศนา “ทำไมไม่เปิดฟ้า ? เปิดฟ้า....”หนิงเฟยหลงหลับตาลงครุ่นคิด
“อ้อ ! ข้านึกออกแล้ว”ทันใดนั้นความคิดสุดโต่งก็ได้เข้ามาภายในหัวของชายหนุ่ม มันกระโจนขึ้นไปบนยอดหอ ใต้ยอดนั้นมันไม้แผ่นปิดกั้นไว้อยู่มันจึงเปิดออกก็พบกับแสงจันทราสาดส่องเข้ามา พร้อมกับเจอผ้าขาวหนึ่งแผ่นที่มีอักษรมากมายเขียนไว้
“มืดมิดสิ้นแสง โดดเดี่ยวท่ามกลางสายธารและผู้คน ยืนทะนงองอาจหลายหมื่นปีมีเพียงสวนท้อรอเป็นเพื่อน คีรีหมุนกลับวังเวง ยอดนั้นสถิตไว้...” มีเพียงเท่านี้ ?ผ้าขาวนั้นขาดแหว่งไปอยู่ส่วนหนึ่ง
“หืม? หายไป!” หนิงเฟยหลงแม้จะงงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดว่าการมาครั้งนี้จะทำให้มันรู้สึกตื่นเต้นได้เช่นนี้
การแก้ปริศนาของมันจะเริ่มขึ้นแล้ว !
ทว่ามันตื่นเต้นได้ครู่เดียวสีหน้าก็หม่นหมองลง“บัดซบเอ้ย !ใครกันตัดผ้าออกไปอีกส่วน!” มันมองดูผ้าขาวอย่างเสียดาย “มีเท่านี้ก็เท่านี้คงต้องขอคำชี้แนะจากชายชราเสียหน่อย”
หนิงเฟยหลงทะยานร่างลงสู่ชั้นหนึ่ง“ผู้อาวุโส ผู้เยาว์ขอ....”
“เฮ้อ! เจ้านี่กวนข้าไปเลิกจริง ๆเด็กน้อยเรื่องนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ได้ เจ้าไปเสียเถอะ !”กล่าวจบหนิงเฟยหลงก็บินลอยออกจากหอคัมภีร์ยุทธ์ทันที
“เหวอ !!” ปัก ! “ไม่บอกก็ไม่บอกเซ่จะโยนข้าออกมาทำไมกัน !” ชายหนุ่มรู้สึกโมโหเล็กน้อยลุกขึ้นปัดชุดเสร็จก็เดินลงเขาไป
อย่างน้อยการมาครั้งนี้ก็ไม่เสียเที่ยวได้เคล็ดวิชากลับไปมากมายถึงแม้จะไม่ได้เป็นวิชาระดับปฐพี แต่ก็นับว่ามีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปและยิ่งได้รับตำราหลอมโอสถมาก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ รอยยิ้มจาง ๆปรากฏบนใบหน้าตลอดทาง
ลมเย็น ๆพัดโชย ล่องเรือข้ามทะเลสาบแม้จะรู้สึกอ้างว้างอยู่บ้าง แต่ก็ทำให้มันรู้สึกถึงความสงบ ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆปล่อยจิตสัมผัสไปกับธรรมชาติ วารีไหลลื่นไม่มีสะดุด คลื่นอุทกเกลียวน้อยกระทบไปมาสายลมอ่อนพัดผ่านหน้า ใบไม้ปลิวไสวลู่ตามลม แสงดวงดาวแลดวงเดือนสาดส่องความอ่อนโยนสายหนึ่งก็ผุดขึ้น ผู้คนแลสัตว์น้อยใหญ่ต่างอิ่มเอมไปกับรัตติกาล
ไม่รู้เมื่อใดที่ชายหนุ่มเผลอหลับไปเรือน้อยก็ได้ข้ามมาถึงเขตส่วนในแล้ว ชายหนุ่มค่อย ๆเยื้องกายออกหันกลับมาขอบคุณผู้นำพา แล้วรีบเร่งกลับที่พักไป เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งชั่วยามจึงจะเช้ามันตั้งใจจะพักผ่อนให้เต็มที่
ชายหนุ่มเดินมาถึงลานหน้าตึกพักก็พบกับเงาร่างสองสายที่แต่เดิมซุ่มอยู่โผล่ออกมา
“ในที่สุดเจ้าก็มาได้เสียที”เป็นเสียงบุรุษน้ำเสียงหนักแน่น แต่เสียงนี้ช่างคุ้นหูนัก
ทั้งสองคนแผ่ลมปราณสุดสะพรึงออกมาอากาศเกิดลมกระโชก แต่ละก้าวของทั้งสี่คนทำให้ ชายหนุ่มรู้สึกหนักอึ้ง !
‘พวกท่านเป็นใครกัน ?’ จะให้ถามไปเช่นนี้?เป็นไปไม่ได้ ทั้งสองคงไม่บ้าที่จะตอบ “พวกท่านต้องการสิ่งใด ?”นี่สิถึงจะได้คำตอบ ชายหนุ่มทำใจดีสู้เสือกล่าวออกไป ชายหนุ่มรู้สึกมึนหัวไม่น้อยเกรงว่าจะกล่าวผิดไปจึงต้องทบทวนให้ดี
ในขณะนี้แรงกายแม้จะมีอยู่แต่ก็ไม่มากมันไม่นอนมาเกือบตลอดคืน จะมีเรี่ยวแรงที่ไหนกันต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์จะห้ามความง่วงได้อย่างนั้นหรือ ?จึงไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะกังวลและรัศมีลมปราณที่แผ่ซ่านออกมาของทั้งสี่ล้วนแล้วแต่เหนือล้ำกว่ามันทั้งนั้นบ่งบอกได้ถึงความเป็นแก่นแท้แห่งพลัง !