เพียงพักหนึ่ง แฮ็มกะแป็งและหวันพร้อมทั้งอาเธอร์ก็เดินไปเจอบุ๋นที่โรงอาหาร หวันทำหน้าเสียดายที่ไม่ได้ไปเยี่ยมน้องแพทที่โรงพยาบาล เพราะที่นั่งในรถมีไม่พอ พอหวันเห็นบุ๋นเข้าก็ขอร้องว่า
“บุ๋นกลับบ้านก่อนไหม? พี่ไปเยี่ยมน้องแพทแทนเอง”
“ทำไมหรือพี่หวัน อาจารย์พิชัยไม่ให้ไปหรือ?” บุ๋นกินไปพูดไป
หวันสั่นหัวช้า ๆ “ที่นั่งไม่พอ นั่งกันห้าคนแล้วรวมคนขับ อาจารย์เยาวมาลย์ไปด้วย ให้พี่ไปแทนก็นะบุ๋น”
บุ๋นปฏิเสธ “ไม่เอา บุ๋นอยากไปดู"
หวันค้อนใส่ “เขาไม่ได้ไปดูเล่น ทีบางเรื่องก็ขี้เกียจนัก ไม่รู้นึกขยันอะไรวันนี้”
หวันรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่ไม่ได้ไปโรงพยาบาลเยี่ยมน้องแพท อันที่จริง หวันไม่ได้สนิทสนมกับน้องแพทเท่าไร เพียงแต่รู้ว่าเป็นลูกของอาจารย์นิรมลที่สอนวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจให้ที่ชั้นเรียน หากแต่ต้องการไปเป็นกำลังใจให้อาจารย์และจะได้รับรู้เรื่องราว เผื่อจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง
แฮ็มกะแป็งนึกถึงอาเธอร์ที่ไม่ได้ไปเยี่ยมน้องแพทที่โรงพยาบาลเหมือนกัน รู้สึกเป็นห่วงที่อาเธอร์ต้องอยู่ที่โรงเรียนรอพ่อมารับเพียงลำพัง จึงเอ่ยปากรบกวนหวันให้ช่วยเหลือ
เขามองหวันแล้วพูดขึ้นอย่างเกรงใจว่า “เรารบกวนหวันเรื่องนึงได้ไหม?”
“เรื่องอะไรหรือ? ว่ามาสิ” หวันถาม
“ถ้าหวันไม่รีบกลับบ้าน ฝากอยู่เป็นเพื่อนอาเธอร์จนกว่าพ่อของอาเธอร์จะมารับได้ไหม เรากลัวอาเธอร์ไม่มีเพื่อน ทุกทีเราจะอยู่คอยส่งอาเธอร์ แต่วันนี้เราจะไปโรงพยาบาลด้วย”
หวันรับคำทันที “เอาสิ เราไม่รีบกลับบ้านหรอก เดี๋ยวเราอยู่เป็นเพื่อนอาเธอร์เอง พอส่งอาเธอร์ให้คุณพ่อแล้วเราค่อยกลับ”
“ขอบใจหวันมากนะ พ่ออาเธอร์มารับตรงเวลา ห้าโมงเย็นทุกวัน” แฮ็มกะแป็งบอกด้วยความดีใจ ว่าแล้วก็ยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา “บุ๋น ได้เวลาแล้วล่ะ รีบไปเถอะ เดี๋ยวอาจารย์จะคอย”
บุ๋นพยักหน้ารับคำแล้วรีบยกจานไปเก็บที่วางจาน จากนั้นก็เดินไปกับแฮ็มกะแป็งที่โรงจอดรถ หวันถามอาเธอร์ที่นั่งมองแฮ็มกะแป็งเดินลับตาไป “อาเธอร์ หิวไหม กินขนมอะไรไหม?”
“ม่ายย..หิวว.. ครับ พี่หวันนน..” อาเธอร์เรียกพี่หวันตามบุ๋น
หวันเองก็เรียกตัวเองเป็นพี่ ถือว่าอาเธอร์เป็นเหมือนน้องคนหนึ่ง
“พี่จะไปซื้อขนมปังไส้สังขยาให้นะ” ว่าแล้วก็เดินไปซื้อขนมมาให้อาเธอร์กิน
พอดีตาชิดค่อยๆ เดินคลำราวบันไดลงมาจากห้องพัก หวันจึงรีบเข้าไปช่วยพยุง
“ตาชิดเดินลงบันไดระวังหน่อยนะคะ”
“คุณหวันยังไม่กลับบ้านหรือครับ เย็นแล้วนะ” ตาชิดจำเสียงหวันได้ พูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง
อาเธอร์เดินเข้ามาหาหวันและตาชิด นั่งลงที่เก้าอี้ใกล้โต๊ะไม้ที่ตาชิดนั่งประจำ
“นั่นใครมาด้วยล่ะครับ?” ตาชิดถาม
“อา..เธอร์ คร้าบบ”
“อ๋อ คุณอาเธอร์ ยังไม่กลับบ้านกันหรือครับนี่?” ลุงชิดมองหาอาเธอร์ตามเสียง
“หนูอยู่รอคุณพ่อของอาเธอร์มารับค่ะ แฮ็มกะแป็งและบุ๋นไปเยี่ยมน้องแพทกับอาจารย์พิชัยแล้วค่ะ”
“น้องแพท ลูกอาจารย์ที่ติดอยู่ในห้องสมุดเมื่อวันเสาร์น่ะหรือครับ?” ตาชิดเสียงสั่น
“ใช่ค่ะ ตาชิด” หวันบอก
“เห็นว่าเข้าโรงพยาบาลใช่ไหมครับ เป็นอย่างไรบ้างไม่รู้?” ตาชิดแสดงสีหน้าเป็นห่วง
“แฮ็มกะแป็งกับบุ๋นไปเยี่ยมวันนี้ กลับมาคงเล่าให้ฟังค่ะ” หวันบอก “ตาชิดคะ เห็นว่าเกิดเรื่องเมื่อวันเสาร์ ตาชิดไม่ได้ยินเสียงน้องแพทเรียกหรือคะ?”
หวันนึกถึงเรื่องป้าทิพย์ตอนเป็นเด็กเล่นซ่อนหา ถูกขังอยู่ในห้องน้ำ แล้วได้ตาชิดเป็นผู้ช่วยออกมา
“วันเสาร์ผมไปธุระเมืองนนท์ กว่าจะกลับก็บ่ายวันอาทิตย์แล้ว ผมเลยไม่รู้เรื่อง เสียดายเหลือเกิน ทำไมต้องเกิดเรื่องกันวันนั้นด้วยนะ?”
ตาชิดนึกโมโหตัวเองที่ไม่อยู่ที่โรงเรียน มิเช่นนั้น คงได้ยินเสียงน้องแพทเรียกให้ช่วยแน่
“ตาชิด อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ เรื่องจะเกิดไม่มีใครล่วงรู้ได้ก่อน” หวันปลอบใจตาชิด “พอเกิดเรื่องน้องแพท หนูได้ยินเขาพูดกันถึงเรื่องที่มีวิญญาณเด็กมัธยมปลายสมัยก่อนสิงอยู่ที่หอคอยห้องสมุด เรื่องนี้ตาชิดรู้หรือเปล่าคะ?”
เจอหวันถามเข้าตรง ๆ ตาชิดถึงกับสะดุ้ง ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
ตาชิดพูดว่า “เขาเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดด้วยหรือคุณหวัน? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับน้องแพทติดอยู่ในห้องสมุดล่ะครับ ได้ยินพวกขายกับข้าวเขาคุยกันว่าเจอตัวน้องแพทตอนค่ำ ๆ แล้วไม่ใช่หรือครับ?”
“หนูก็ไม่ทราบว่ามันเกี่ยวกันหรือเปล่า? แล้วเคยมีเด็กนักเรียนตกตึกตายด้วยหรือคะ?” หวันถามอีกครั้ง
คราวนี้ตาชิดต้องตอบ “เรื่องเกิดเมื่อสามสิบปีก่อนแล้วล่ะครับคุณหวัน นักเรียนคนนั้นคงมีปัญหาครอบครัว ผมเห็นแกเรียนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น ตอนที่เขาโดดตึกตายตอนนั้นน่าจะอยู่ม. 6 แล้ว น่าเสียดายจริง ๆ เรียนหนังสือเก่งด้วย แต่ไม่เห็นคบใคร เดินอยู่คนเดียว กินข้าวคนเดียว วันๆ เลิกเรียนแล้วก็ขลุกอยูแต่ในห้องสมุด”
หวันฟังตาชิดด้วยความสนใจ แม้อาเธอร์ก็เริ่มฟังเข้าใจเรื่องบ้างแล้ว
หวันถาม “แล้วเขาโดดตึกตายยังไงคะ?”
“เขาขึ้นไปบนหอคอยห้องสมุด แล้วไม่ทราบนึกพิเรนยังไง ไปเปิดหน้าต่างที่ปิดตายนั่น แล้วไม่แน่ใจว่าพลั้งตกลงมาหรือตั้งใจโดดลงมา รุ่งเช้าผมเข้าไปเห็นเป็นคนแรก พาส่งโรงพยาบาลไม่ทัน”
“แล้วอาจารย์วิชชายังไม่ได้พักอยู่ที่โรงเรียนหรือคะ?” หวันถาม
ตาชิดเม้มปากนิ่งสักครู่ ขมวดคิ้วครุ่นคิด “ก็ตั้งแต่นั้นมา อาจารย์วิชชาเลยขอมาอยู่ประจำที่โรงเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้มีเรื่องเกิดขึ้นอีก”
“แล้วตอนที่เกิดเหตุ ไม่มีใครอยู่ในโรงเรียนหรือคะ?”
“ก็มีผมนี่แหละครับ อยู่ประจำที่โรงเรียน แต่ตอนเกิดเรื่อง ฝนตกหนัก ผมก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงพายุฝน เสียงฟ้าร้องกลบเสียงอื่น ๆ หมด เฮ้อ ผมยังรู้สึกผิดถึงทุกวันนี้เลย ไม่รู้อยู่เวรโรงเรียนยังไง เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ยังนอนไม่รู้เรื่องเลย”
ตาชิดถอนหายใจอีกครั้ง “ไอ้เรื่องฟ้าฝนนี่ช่างจองเวรกับผมเหลือเกิน ต่อมาอีกไม่กี่ปี มีอยู่อีกคืนหนึ่ง ผมได้ยินเสียงกุกกักที่หอคอยห้องสมุด ฟังดูเหมือนมีเสียงอะไรตะกุยตะกาย พอผมเปิดไฟไปเดินตรวจดู ก็เกิดฟ้าแลบขึ้นมา ผมตกใจ เงยหน้าขึ้นมอง แสงจ้ามาก ปาดวาบเข้ามาในตา แล้วตั้งแต่นั้นนัยน์ตาผมก็ค่อย ๆ บอดมืดลง”
“โอ๋ววว...” อาเธอร์ได้ยินตาชิดเล่า เห็นแววตาอ่อนโยนที่ส่งบอกความสงสารตาชิดออกมา “ตา...ชิดด...เก่งงง คร้าบบ ม่ายย..เป็น ไร...นะ..คร้าบบ”
“โถ คุณอาเธอร์อุตส่าห์ปลอบใจ สงสารคนแก่หรือครับ?” ตาชิดควานหามืออาเธอร์มาจับด้วยความเอ็นดู
“แล้วทำไมถึงลือกันว่ามีผีล่ะคะ? ผีนี้คือผีของเด็กนักเรียนคนนี้หรือคะ?”
“ก็ไม่รู้มีจริงหรือเปล่า? ผมก็ตาบอดแล้ว ไม่เคยเห็นสักที เคยแต่ได้ยินเขาเล่ากันว่า มีเงาอะไรคล้ายร่างนักเรียนชายตกลงมาจากหอคอยห้องสมุด” ตาชิดเล่า