[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 16 เหตุการณ์ไม่คาดฝัน!!!

    ห้องประชุมว่าราชการแห่งปราสาทเวโรน่า นครเวริส จักรวรรดิศวาติ"ดังนั้นกำหนดการณ์เดินทางไปยังสภาจักรวรรดิของท่านเจ้านคร จะมีกำหนดการณ์ในเช้าวันพรุ่งนี้ ท่านใดมีข้อสงสัยสามารถมาสอบถามข้าได้ทุกเมื่อ..."เมื่อสิ้นเสียงที่ปรึกษาอาวุโส ดวงตาของเอโทสก็เหลือบมองเหล่าขุนนางทั้งหลายภายในห้อง พวกเขาต่างสงบนิ่ง"เช่นนั้นก็ขอยุติวาระการประชุม ขอองค์เทวารักษาวาริสและศวาติ"ที่ปรึกษาวัยชราลูบเคราก่อนสวดภาวนา"ขอองค์เทวารักษาวาริสและศวาติ"ทุกคนในห้องกล่าว จากนั้นจึงลุกขึ้น ก้มตัวทำความเคารพต่อเจ้าครองนครอย่างอ่อนน้อม แล้วจากไปอย่างรวดเร็วเมื่อขุนนางทั้งหลายออกไปจนหมด เอโทสจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่"ฮืม! จบเรื่องในเมืองเสียทีนะครับท่านมาคัส เรื่องผ่านไปอย่างราบรื่นได้เป็นเพราะได้ท่านหลี่ช่วยแท้ๆ"error loaded
    "มิได้หรอกค่ะท่านนักปราชญ์"สาวกนิกายพยากรณ์แย้งอย่างถ้อมตน"ดีที่เราได้ท่านมาช่วยเรื่องยันต์ป้องกันพวกอสูร เหล่าทหารจึงสามารถคุมสถานการณ์ไว้ได้ ปัญหาจากชาวบ้านก็น้อยลงไปด้วย"มาคัส มาเทซาร์ ผู้ปกครองนครกล่าวต่อนักบวชหญิงที่ร่วมนั่งประชุมด้วย"ในนามของชาวเมือง ต้องขอบคุณท่านหลี่เป็นอย่างยิ่ง""ทั้งหมดเพราะแรงสนับสนุนจากท่านเจ้านครด้วยตังหากค่ะ"นักบวชหญิงเจ้าของเรือนผมยาวน้ำตาลแดงเอ่ย เจ้าเมืองสูงศักดิ์ยิ้มพึงพอใจเมื่อได้ฟัง หลังจากนั้นมาคัสหันมองไปยังที่ปรึกษาคนสนิท"เรื่องต่อจากนี้ไป...เอโทส ขอฝากนครเวริสไว้กับเจ้าด้วยนะ"เจ้าครองนครวัยกลางคนจับบ่าข้ารับใช้คนสนิท ในสายตาของนักบวชหลี่ เธอสัมผัสได้ถึงความจงรักภักดีและไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างชายทั้งสองที่มีต่อกันมาช้านาน"ข้าจะดูแลนครวาริสอย่างดี จนกว่าท่านกลับมาครับ"นักปราชญ์ชรามอบคำมั่น เจ้านครยิ้มก่อนจะหันมาทางนักบวชหญิงอีกครั้ง"ท่านหญิงหลี่ จากนี้ในการไปยังสภาจักรวรรดิถือเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าท่านหญิงจะเป็นลูกศิษย์และเป็นนักบวชคนสนิทของท่านหญิงเมย์ก็ตาม อย่างไรก็ต้องมีคนสงสัยในตัวท่านหญิง จึงอยากไหว้วานท่านตระเตรียมตัวให้พร้อม" มาคัสอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง"ข้าทราบแล้วค่ะ" นักบวชหญิงให้คำตอบอย่างรวดเร็ว"การจะออกหน้า ข้าต้องขอทราบเรื่องของท่านอย่างละเอียดอีกครั้ง"แรงกดดันที่มาคัสส่งผ่านคำพูด ทำให้หลี่นิ่งครู่หนึ่ง เธอประสานมือด้วยความประหม่า ก่อนให้คำตอบอย่างหนักแน่นกลับไป"ข้ายินดีเล่าทุกอย่างค่ะ ท่านเจ้านคร""เอโทส ช่วยเป็นพยานฟังพร้อมกับข้าด้วย""เข้าใจแล้วครับ"นักปราชญ์ร่างเล็กตอบเจ้านครผู้มีดวงตาเหมือนนกเหยี่ยวเพ่งมองนักบวชหญิงเล็กน้อย ก่อนเริ่มการสนทนา"ตั้งแต่ต้นท่านหลี่ได้รับคำสั่งจากท่านเมย์เพื่อไปแจ้งข่าวนิมิตกับผู้กล้าซือหลินใช่หรือไม่?""ใช่ค่ะ ท่านอาจารย์เมย์ส่งมอบนิมิตมาให้แก่ข้า เมื่อได้รับคำสั่งข้าจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านป่าเหมันต์ในทันทีค่ะ""ท่านเมย์ให้ท่านหญิงไปหมู่บ้านห่างไกลเพียงลำพังอย่างนั้นหรือ?"หญิงสาวนักบวชหลับตานึก ก่อนให้คำตอบตามตรง"ในเหตุการณ์ทั้งหมดมีข้าและเวทิน อยู่ด้วยกันเจ้าค่ะ""เวทิน นักบวชเด็กฝึกหัดคนนั้นน่ะหรือ? เขาเป็นใคร เกี่ยวข้องกันอย่างไร?"
    "เวทินเป็นลูกศิษย์ของข้าค่ะ"นักบวชหลี่กล่าวและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย"ข้าพบเขาในเมืองหลวงต้าจินขณะจาริกแสวงบุญ บิดามารดาของเขาเสียชีวิตเพราะผลจากสงครามกับหมู่มาร เขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เมื่อข้าเห็นโชคชะตาและความเหมาะสมในตัวเขา จึงตัดสินใจอุปถัมภ์ในฐานะลูกศิษย์ค่ะ"
    "ดูเป็นเด็กดีมีชาติตระกูล แต่ชีวิตช่างอาภัพโดยแท้"เอโทสบ่นอุบอิบหลังที่ฟังมาตลอด"เท่าที่ข้าเห็นท่าทีแล้ว เขาเป็นเด็กเฉลียวฉลาดเอาการ และเอาตัวรอดในช่วงสงครามนั้นมาได้ คงผ่านอะไรมาไม่น้อย..."
    "สงครามทำให้เราสูญเสียผู้คนมากมาย ชะตาชีวิตของเขาช่างน่าสงสารนัก"มาคัสพูดแทรกขึ้น"แต่ชะตาฟ้าก็เมตตา ลิขิตให้เด็กผู้นี้ได้พบกับท่านหลี่ ได้พบกับซือหลินหรือกับลูกสาวข้า ข้าคิดว่าเป็นเรื่องดีของเวทิน ที่ได้มีโอกาสช่วยบ้านเมืองและทดแทนผู้มีพระคุณ"
    "ลิขิตฟ้่าเทพเจ้ากำหนด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือวาสนาแต่ผลในท้ายที่สุด ทุกอย่างก็ขึ้นเพราะโชคชะตาและการกระทำ..."นักบวชหลี่เอ่ยพึมพำ"ถึงข้าจะฝึกฝนเขาเพียงใด ก็ยังเป็นเด็กอยู่...บางครั้งก็มีอารมณ์ร้อน ข้าคิดว่าเวทินยังมีความกลัวและโกรธแค้นพวกมารอยู่มาก หากการเดินทางกับท่านผู้กล้าทั้งสอง จะขัดเกลาเยียวยาหัวใจของเขาให้ดีขึ้นได้ จะเป็นประโยชน์อนันต์มากกว่าการติดตามตัวข้า..."
    นักบวชหญิงหวนนึกถึงเวทินและคณะซือหลิน เธอเหลียวมองวิวทิวทัศน์ภายนอกผ่านทางหน้าต่างห้อง "ตอนนี้เวลานี้...ทุกๆคนจะเป็นอย่างไรบ้างนะ..."
    เธอพูด พลางภาวนาด้วยใจศรัทธาขอให้ทุกคนล้วนโชคดีและปลอดภัย...



    หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงนับจากออกมาจากถ้ำ เวทินก็พบแหล่งแร่อัญมณี ...จำนวนมหาศาล
    ตะวันขึ้นแล้วไม่นานนักบนเส้นขอบฟ้า แสงอาทิตย์อันอบอุ่นเปิดเผยทัศนียภาพผืนแผ่นดินสีขาวโพลน ภายใต้อาณาเขตพำนักของพญามังกรเฮอเหลียว สมคำเล่าลือว่างดงาม เป็นอภิมหาความอุดมสมบูรณ์ก็ไม่ฟังดูเกินจริง สภาพแวดล้อมบนหุบเขาน้ำแข็งมีต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมด้วยหิมะ สินแร่สีสันแปลกตาเมื่อต้องแสงก็ส่องสว่างระยิบระยับ
    ทว่ามีเพียงแร่กลุ่มเดียวในหลายหลากประดามี คือกลุ่มแร่อันได้ชื่อว่า...หัวใจแห่งซุยซาน
    เด็กชายนักบวชอาศัยการมองจากมุมสูง พยายามกวาดสายตา สังเกตไปทั่วทั้งเขตแดนแหล่งทรัพยากรสินแร่ ระหว่างที่หา ก็พลันรำลึกถึงคำพูดของเทพเจ้ามังกรแห่งต้าจิน

    ' อัญมณีซุยซานถือว่าเป็น สินแร่พิเศษที่มีเฉพาะที่แห่งนี้เท่านั้น ...'

    เด็กชายนึกเฉลียวใจ! มันแปลอีกความหมายหนึ่งได้ว่าหัวใจแห่งซุยซานคือแร่พิเศษ อัตลักษณ์เฉพาะที่มีเพียงในดินแดนอาณาเขตของท่านจ้าวมังกร และพวกมันจะมีความแตกต่างจากสินแร่อื่นๆ
    ด้วยคำชี้แนะประหนึ่งคำใบ้ ทำให้เวทินมองหาอย่างใจเย็น มากกว่าการวิ่งถลาไปหาท่ามกลางแหล่งอัญมณีมหาศาล
    และหลังจากที่ทำใจให้เย็นลง เวทินค่อยๆกวาดตามองไปรอบๆ ที่ละจุดอย่างละเอียด และเพียงไม่นานก็มีแสงหนึ่งสะท้อนเข้ามาในสายตาเขา!
    สีของแหล่งอัญมณีแห่งหนึ่งสะท้อนแสงอย่างแปลกประหลาดต่างจากรอบด้านมันมีสีดำและยังสะท้อนแสงสีของบรรยากาศรอบๆ หากไม่มองจ้องดีๆ ก็อาจจะหามันไม่พบเพราะคุณลักษณะพิเศษของมัน
    ไม่นานนักหลังจากเฝ้ามองอยู่ สัญชาตญาณของเวทินกระตุ้นบอกกับตัวเขาเองว่า เจ้าของแสงดังกล่าวก็คือหัวใจแห่งซุยซานที่อาจารย์มังกรเฮอเหลียวต้องการ ...
    ครั้นพบเป้าหมาย เวทินกระโดดลงไปเก็บสินแร่อัญมณีโดยหยิบไปกำมือใหญ่...
    ขณะนี้เมื่อมองชัยภูมิบนจุดตามแผนที่ สถานที่แห่งนี้ถูกเขียนไว้ในชื่อว่า บันไดสวรรค์ เวทินคาดเดาว่าชื่อนี้ถูกตั้งมาจากเนินผาทอดยาวจนเหมือนจรดกับผืนฟ้า
    เป็นสถานที่โล่งกว้าง เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บเย็นยะเยือก เสียงสายลมพัดผ่านดังหวีดหวิวปะทะร่างของเด็กชายอยู่ตลอดเวลา
    เวทินพ่นลมหายใจอย่างช้าๆ อากาศบนภูเขายิ่งสูงก็ยิ่งน้อยตาม...
    แต่เพราะเด็กชายตั้งสติมั่นคง เขาสามารถผ่านบริเวณนี้ไปได้ไม่ยากเย็นนัก เวทินหยิบกระบอกน้ำที่เตรียมมาขึ้นจิบเล็กน้อยแก้อาการหูอื้อกับอาการเวียนหัวที่อาจเกิดขึ้นได้
    ดวงตาพินิจมองแผนที่ต่ออีก ก่อนเลือกเดินไปพำนักตรงขอบผาแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากจุดที่พบสินแร่มากนัก
    ส่วนสำคัญจำต้องมาบริเวณสถานที่แห่งนี้ เพราะว่ามีวัตถุดิบอย่างที่สองอยู่ใกล้ๆ
    ...มันคือผลึกจอมโลหะ แร่เหล็กโบราณซึ่งมีความขึ้นชื่อในความเหนียวแน่นแกร่งกล้า เป็นที่ทราบดีว่าต้องใช้ความร้อนมหาศาลถึงจะพัฒนาอาวุธจากแร่นี้ได้ รวมทั้งกรรมวิธียุ่งยากซับซ้อนกว่าเหล็กเนื้อดีชนิดอื่น จึงมีความนิยมน้อยลงตามลำดับ
    ทว่าผู้รู้วิธีใช้อย่างเฮอเหลียว ย่อมสามารถดึงขีดความสามารถของสินแร่ชนิดนี้ออกมาใช้ได้ ...
    ...เวทินพบมันอยู่ไม่ไกลจากจุดพัก เขายิ้มออกมาทันที นับว่าทำเวลาดียิ่ง ไม่นานนักก็สามารถเก็บวัตถุดิบได้แล้วถึงสองอย่าง และในระหว่างเก็บนั่นเอง...
    กึก กึก!
    เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างๆตัวของเวทินด้วยความรวดเร็็ว นักบวชฝึกหัดหันไปยังต้นตอ เขาเตรียมชักดาบสั้นออกมา
    'ฮืม'
    กึก! สวบ สวบ
    ...เสียงเคลื่อนไหวพร้อมควันลมหายใจของมัน เสียงฝีเท้าของมันกำลังก้าวผ่านพื้นหิมะหนาเข้ามาใกล้!

    และสิ่งที่ปรากฏกายทำให้เวทินตะลึงงัน!!

    "ละ--ลมกรดเองเหรอ!?"เวทินตะโกนลั่นกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่คาดฝันว่าจะมาปรากฏกายตรงหน้า
    นักบวชรุ่นเยาว์ลดมือซึ่งกุมดาบสั้นลงมา เจ้าล่อตัวแสบพาหนะของซือหลิน บรรจงนวยนาดเดินเยื้องย่างก้าวเท้าเข้ามาใกล้เด็กชาย ซึ่งเจ้าตัวกำลังสับสนกับภาพตรงหน้า
    "เจ้ามาทำอะไรที่นี่เนี่ย? ได้ยังไงกัน?"
    "ฮื้ม ฮืม..."
    แผล่บ!
    สาก...เวทินคิดเมื่อถูกลิ้นเจ้าล่อเลียแก้มของตน ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ผลักไสอะไรเจ้าล่อที่เขากับเพตราช่วยเลี้ยงดูมาเองกับมือ
    error loaded
    "แอบตามมาล่ะซิ เจ้านี่นะ"เวทินนึก ในถ้ำไม่ได้มีสถานที่ล่ามเจ้าลมกรดไว้ บางทีเขาก็ไม่เจอมันเลย
    เช่นตอนที่หนีค้างค้าวผี บางทีเป็นไปได้ว่ามันคงแอบอยู่ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งการหลบเลี่ยงสิ่งอันตรายว่องไวระดับชั้นเอก
    ถือเป็นความสามารถพิเศษ ซึ่งเวทินเพิ่งทราบหลังจากคลุกคลีเลี้ยงดูมันมาสักพัก
    "เอาเถอะ มีเจ้าอยู่ก็รู้สึกอุ่นใจ เห็นเจ้าแล้วคิดถึงท่านซือหลินจังเลยนะ"
    เพราะใบหน้ากับหัวสีขาวโพลนเหมือนๆกัน เวทินเลยเผลอพูดเอาผู้กล้ากับล่อมาเปรียบเทียบ
    "ฮืม..."
    "พอดีเลย ข้าฝากขนแร่ผลึกจอมโลหะกับอัญมณีทีนะ..."เวทินพูดพลางผูกวัตถุดิบทั้งสองไว้บนหลังของลมกรดอย่างบรรจง เมื่อผูกของเสร็จ เวทินจึงจูงเชือกลมกรดไปยังทิศตะวันออก
    "เดินทางกันต่อเถอะ ยังเหลือของให้หาอีกสองอย่าง"
    อาจเพราะเวทินมากับลมกรด เจ้าล่อได้กลิ่นสัตว์อันตรายและเดินเลี่ยงทางกันดาร ไม่นานนักทั้งคู่ก็มาถึงหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ตามแผนที่ มันคือถ้ำตะวันออกนั่นเอง...
    แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าถ้ำของเฮอเหลียว แต่ที่นี่ก็เป็นสถานที่กว้างโอ่โถงเช่นกัน
    "คงจะเป็นที่นี่ เอาล่ะ! ลมกรด อาจารย์เฮอเหลียวเตือนว่าเราต้องระวังให้มาก..."

    "ผู้ใดเดินทางมายังถ้ำสมบัติแดนตะวันออกแห่งภูเขาซุยซาน!?"

    เสียงคำรามดังขึ้นกึกก้อง เวทินสะดุ้งโหยงจนเกือบอุดหูและคว้าเชือกจูงลมกรดก่อนมันวิ่งเตลิด เวทินหันไปมองร่างซึ่งเอ่ยคำด้านบน...
    "รูปปั้นยักษ์เหรอ?"
    รูปปั้นยักษ์ตัวใหญ่ อสูรโกเลมเฝ้าถ้ำ ขยับร่างกายหลังจากยืนจังก้าเฝ้าหน้าถ้ำมาเนิ่นนาน มันโน้มร่างอันใหญ่โตกว่าเวทินนับสิบเท่าเข้ามาหาเด็กชายทันที
    "ถ้าไม่ตอบ ข้าจะเหยียบเจ้าให้เละเสียเลย!!"
    "ช้าก่อนท่านยักษา ข้ามาดี ข้ามาตามคำกล่าวของพญามังกรเฮอเหลียว ข้าต้องการแร่แก้วอัคคีกับทองคำบริสุทธิ์เท่านั้น"
    "ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก พญามังกรเฮอเหลียวจะเอาแร่ทั้งสองไปเพื่ออะไร ทำไมไม่มาเอง? ไปซะเด็กน้อย ประเดี๋ยวจะเหยียบให้ตาย!"
    ถึงแม้เวทินอุดหูก็ยังได้ยินชัดเจน เขาพูดพลางเอียงคอมองด้านบน"ทำไมท่านยักษ์จึงไม่เชื่อข้าล่ะ ข้าพูดความจริงนะ"
    "หากไม่ทำข้อตกลงกัน จะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไป ทุกอย่างเดิมพันอยู่กับข้อตกลง"
    "ข้อตกลงหรือ?"เวทินอุทาน ก่อนเจ้ายักษ์ใหญ่จะเข้ามาอธิบายต่อ
    "ผู้ที่จะเข้าไปที่นี่ต้องฝากหนึ่งชีวิตไว้ที่ข้า ในนั้นเจ้าจะได้รับบททดสอบจากเจ้าของสมบัติ หากเจ้าไม่ผ่านบททดสอบ ชีวิตที่ฝากไว้ในมือข้า ก็จะกลายเป็นของข้า!"คำพูดสองประการที่เฮอเหลียวเตือนย้อนกลับมาหาเขา เจ้าจะพบมันในถ้ำตะวันออก ณ ที่แห่งนี้จะต้องระวังให้มาก เวทินเอย เจ้าอาจจะเจอสิ่งมีชีวิตที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตัวเจ้าเอง และ ถ้ำแห่งนี้จะมอบแบบทดสอบสุดท้ายให้"ได้ ตกลงท่านยักษ์"หลังเวทินตรึกตรองถ้วนถี่ สูดลมหายใจลึกๆแล้วจึงเอ่ย "เจ้าจะฝากชีวิตใครไว้กับข้า จงขานนามออกมา...""ฝากด้วยนะ ลมกรด!"เวทินตะโกน เจ้าลมกรดมองเด็กชายอย่างสงสัย ก่อนที่จะถูกฝ่ามือรูปปั้นยักษ์ตะครุบไป จนมันกรีดร้องโหยหวนเสียงหลงครวญครางออกมา...


    ในเวลาเดียวกัน...ถ้ำพญามังกรเฮอเหลียว"อัศวินหญิงเพตรา อยู่ที่นี่หรือเปล่า?"เสียงหนึ่งดังขึ้นหน้าปากทางเข้า"ท่านเฮอเหลียว?"เพตราเอ่ยเพราะทราบว่าเจ้าของเสียงคือพญามังกรผู้ยิ่งใหญ่เจ้าของถ้ำ เธอเผยตัวออกมาจากที่ซ่อน เหยียดแข้งขาคลายความเมื่อยล้าตามตัวเล็กน้อย"โอ้ แอบซ่อนตัวได้ดีมาก นับถือเจ้านัก"มังกรสีเทาออกปากชื่นชม
    "ท่านเฮอเหลียว เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?"
    "ข้าอยากให้เจ้ามาช่วยข้าหน่อยน่ะ"
    เพตราทำหน้าสับสนก่อนจะถาม"แต่ว่าหน้าถ้ำ..."
    "ข้าอยู่มานาน นับถึงครั้งสุดท้ายที่มีใครมาหา ตอนช่วงเวลานี้ก็เกือบนานอักโขอยู่ มาเถอะสาวน้อยคนดี!! มีเรื่องสำคัญกว่าเฝ้าหน้าถ้ำนะ!"เฮอเหลียวตบหลังดันนักรบหญิงจนเธอแทบตั้งตัวไม่ทัน
    "แล้วถ้าเวทินกลับมาล่ะคะ?"
    พญามังกรทำท่าเหมือนนึก ทำตาเหล่ไปทางอื่น ก่อนเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากเบาๆ"กว่าจะผ่านบททดสอบกับเดินทางก็เย็นๆนู่นแหละ ตามมาทางนี้เถอะ!"
    ก่อนจะได้พูดอะไรต่อ เพตราก็ถูกแรงพญามังกรพันปีดันหลังจนเธอมาถึงตรงห้องโรงถลุงเหล็ก
    ภาพที่อัศวินหญิงผมแดงพบคือชายชราร่างกายซูบและซีดผอมน่าตกใจกลัว! กับฟานที่กำลังนั่งเล่นบนร่างผอมแห้งแรงน้อยนั่น...
    "ซือหลิน ทำไมร่างกายเจ้าถึงเหี่ยวแห้งแบบนี้ !?"
    "อึก ถาม...อาจารย์...ดูเอาซิ!"ซือหลินพยายามเค้นแรงตอบ
    "เลือดถังเดียว อย่าอิดโรยเกิดเหตุไป ไม่ตายหรอกน่า"พญามังกรพูดอย่างยียวนเหมือนคนขี้แกล้ง เธอทำหน้าคล้ายจะหัวเราะ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าสงบ
    "ข้าได้สื่อกลางมาครบแล้ว ที่เหลือต้องไปเตรียมเอาหินทมิฬกับรอของทั้งสี่อย่างจากเวทินมาใช้ ต้องบริกรรมคาถากับเตรียมหลอมขึ้นรูปดาบ คงใช้เวลาอย่างปากข้าว่าไว้ครบเจ็ดวันพอดี นับจากตอนเจ้ามาพบข้า"
    เพตราขมวดคิ้วเล็กน้อย"ข้าพอจะช่วยอะไรท่านได้หรือเปล่าคะ?"เธอถาม
    "ฝากดูแลซือหลินกับแม่ลูกสาวจอมซนให้ที"อาจารย์มังกรตอบพลางมองถังใส่เลือดลูกศิษย์"ระหว่างบริกรรมคาถา ข้าไม่อยากให้ใครรบกวน...ฝากด้วยนะเออ"
    "เอ้ะ เดี๋ยวก่อนค่ะท่านมังกร!?"พูดไม่ทันไร ร่างมีเขาก็พลันหายไปอย่างฉับไวเหมือนตอนมา"ทำอะไรแต่ละอย่างดูสบายอารมณ์เสียจริง!"
    "อาจารย์ข้า...ก็แบบนี้แหละ"ซือหลินพยายามพูด"ต้อง...ขอโทษที่รบกวน...เจ้าด้วยนะเพต"
    เพตราอุ้มฟานมานั่งบนตักตนเองแทนแล้วจึงกล่าว"ไม่เป็นไรหรอก เจ้าพักก่อนเถอะ! ข้าทำตามหน้าที่ ยังไงก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด"
    "เจ้าเป็นคนดีมากเลยนะ"
    "อะไรเล่า น่าขนลุก จู่ๆก็พูดอะไรขึ้นมาเนี่ย? เสียเลือดมากจนหลอนไปงั้นเหรอ?"เพตราหน้าแดงระเรื่อขึ้นทันที
    "ข้าพูดจริงๆนะ..."ผู้กล้าวัยกลางคนยังคงพยายามบอกความในใจของตน"ไม่มีเจ้า... ข้าคงแย่ไปแล้ว... ขอบใจเจ้ามากนะ"
    "กะ...กินข้าวได้แล้วน่า"
    error loaded"อ้อแอ้!"ฟานร้องอีกครั้ง เธอปีนกลับไปอยู่บนตักของพ่อ เมื่อเห็นดังนั้นเพตราจึงตัดสินใจป้อนกับข้าวให้ทั้งสอง
    "ค่อยๆทานนะทั้งสองคนเลย..."หญิงสาวยิ้มรับสถานการณ์"เรื่องที่ข้าพอช่วยได้น่ะ เล็กน้อยจะตายไป"
    "ดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำขนาดนี้ ภรรยาเก่าข้ายังไม่เคยทำให้เลย เจ้าเป็นคนดีกว่าที่เจ้าคิดนะ อย่าดูถูกตัวเองนักเลย"
    "พอที ขนลุก! ยะ---อย่ามาพูดเล่น เดี๋ยวก็ไม่ป้อนให้ทานหรอก!"
    ซือหลินสะดุ้งโหยงในทันที"อภัยให้ข้าด้วยท่านหญิง!"
    "จากนี้ต่อไปเจ้าจะพึ่งพาข้ามากกว่านี้ก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจหรอก..." น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
    "เพต..."ผู้กล้าวัยกลางคนหันมอง ดวงตาของทั้งสองประสานกัน บังเกิดความรู้สึกแปลกระหว่างคนทั้งคู่...
    ชั่วขณะเดียวกันในระหว่างที่ทุกคนอยู่ในโรงถลุงเหล็ก ณ บริเวณหน้าปากถ้ำ ร่างของอิสตรีลึกลับในชุดคลุมสีดำ ซ่อนใบหน้าของตนด้วยผ้าคลุมสีเดียวกับชุด ยืนลับๆล่อๆ อยู่ด้านหน้าของถ้ำ....
    เธอแอบเหลียวมองเข้าไปยังภายในถ้ำ ก่อนจะพยายามเดินเข้าไป แต่ก็เดินกลับออกมาอยู่ที่ด้านหน้าเหมือนเดิม
    "ฟาน...อยู่ที่นี่หรือเปล่านะ?... คนคนนั้นด้วย...ยังปลอดภัยดีหรือเปล่านะ?" หญิงสาวพูดพลางขยับแว่นของตนซ่า ซ่า...ลมหนาวพัดเสียงกิ่งไม้ลู่ลม พัดพาหมอกหิมะบดบังทัศนียภาพ เมื่อหมอกจางลง ร่างของหญิงสาวก็หายไปจากบริเวณที่เคยยืนอยู่ หลงเหลือเพียงรอยเท้า ซึ่งไม่นานคงถูกหิมะกลบร่องรอยจนไม่มีใครอาจล่วงรู้ถึงการมาของหล่อน


    พาสนี้รวมตัวละครหลายคน และปริศนาทิ้งไว้ให้ค้างคา รอชมตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้นะครับ //ไรท์เบนนี่
    error loaded