“ฮ่าๆๆ ดูท่าจะเป็ของดีไม่น้อยเลย หลานสาวของปู่ใหญ่ถึงได้ตื่นเต้นเช่นนี้ ใช่ตำราอีกหรือไม่?” หลินลี่หยางถามอย่างสนใจ
“คราวนี้เป็สูตรทำน้ำยาชนิดหนึ่งเ้าค่ะ” เด็กหญิงส่ายหัวเล็กน้อยทำท่าทางโอ้อวดเต็มที่
“เรียกว่า น้ำยามรกตใช้สำหรับเติมผสมไปกับแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำที่ใช้รดพืชพรรณจะช่วยให้พืชพรรณเติบโตได้อย่างแข็งแรงและยังช่วยฟื้นฟูดินให้มีพลังปราณเพิ่มขึ้นด้วยเ้าค่ะ”
หลินลี่หยางเบิกตาโต เสียอาการไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“เด็กน้อยเ้าไม่ได้ล้อปู่เล่นใช่หรือไม่”
“ไม่ได้ล้อเล่นอย่างแน่นอนเ้าค่ะ อีกอย่างข้าก็ทดลองปรุงตามสูตรนี้สำเร็จแล้วด้วย”
“เด็กดีๆ ปู่ขอบใจเ้ามาก”
“แต่ว่า…” หลินหนิงชินแสร้งทำหน้าเศร้า ก้มศีรษะจนชิดอก มือทั้งสองข้างก็บีบกันไปมา
“ท่านปู่บรรพบุรุษกำชับไม่ให้ข้าเผยสูตรนี้ออกไปเ้าค่ะ มีสมุนไพรหลักชนิดหนึ่งที่ข้าไม่สามารถนำออกจากจี้มิติมาให้ผู้อื่นพบเห็นได้” เด็กหญิงทำเสียงอ่อน
“เ้าไม่ต้องกังวลไป ปู่ไม่ดึงดันบังคับเอาความลับของเ้าหรอก ท่านปู่บรรพบุรุษกำชับไว้เช่นนี้ย่อมมีเหตุผลอยู่แล้ว”
หลินลี่หยางเชื่ออย่างหมดใจเื่ท่านปู่บรรพบุรุษที่หลินหนิงชินกล่าวถึง จี้มิติเก็บของนั่นก็เป็หลักฐานได้เป็อย่างดี ยุคนี้จะหาอาวุธเวทประเภทมิติเก็บของเช่นนี้ไม่ง่ายเลย ที่ตัวเขาก็มีแหวนมิติเพียง 1 วงที่เป็มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมาหลายรุ่น
ยิ่งกับหลานสาวตัวน้อยคนนี้ยิ่งแล้ว ความสามารถและความคิดอ่านของนางทำให้เขาเต็มใจที่จะรับฟัง และเชื่อมั่นในตัวนางอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ
ในที่สุดน้ำยามรกตก็ถูกเตรียมจัดส่งไปยังพื้นที่เพาะปลูกในหมู่บ้านทั้ง 8 แห่งของตระกูลหลิน พร้อมวิธีการใช้อย่างเคร่งครัด
“เติมน้ำยามรกตนี้ 1 ถ้วยชา เดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น หากเป็บ่อน้ำขนาดใหญ่ก็เติมได้ไม่เกิน 2 ถ้วยชา ห้ามเกินกว่านี้โดยเด็ดขาด”
นางไม่้าให้น้ำในบ่อมีพลังปราณจากน้ำยามรกตนี้มากเกินไป ค่อยๆฟื้นฟูปรับสภาพผืนดินไปทีละเล็กละน้อยอย่างสม่ำเสมอ จะเป็การดีกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพน้ำไปโดยฉับพลัน จึงได้วางแผนกำหนดปริมาณที่จะเติมน้ำยามรกตอย่างเคร่งครัด แต่ละหมู่บ้านจะได้รับน้ำยามรกตที่เพียงพอให้ใช้สำหรับ 1 ปี ส่วนที่เหลืออีกหลายถังยังคงเก็บไว้ที่ตระกูลหลิน
สองสามวันต่อมาหลินหนิงชินผู้ที่เที่ยวเดินเตร็ดเตร่อยู่ภายในจวนตระกูลหลินก็ได้พบกับท่านปู่รองหลินโจวิ่ "โดยบังเอิญ"
“มีผู้ใดกลั่นแกล้งบรรพบุรุษตัวน้อยของปู่รองกันล่ะนี่ เหตุใดถึงได้ทำหน้าบูดเบี้ยวราวปลาตายเช่นนั้น” หลินโจวิ่หยอกเย้าหลานสาวตัวน้อย
“ท่านปู่รอง ไม่มีผู้ใดรังแกข้าหรอกเ้าค่ะ ข้าแค่กำลังคิดว่าน้ำยามรกตใช้เติมในบ่อน้ำแล้วจะช่วยฟื้นฟูดินให้ผลิตพลังปราณได้มากขึ้น ข้าสงสัยว่าหากนำน้ำที่ผสมไว้แล้วรดไปบนผืนดินธรรมดา จะทำให้ดินกลับกลายเป็ผืนดินพลังปราณได้หรือไม่เท่านั้นเอง ข้าอยากไปทดลองทำดู ก็ไม่มีใครยอมให้ข้าไปสวนสมุนไพรหรือเข้าใกล้บ่อน้ำเลย พวกเขากลัวว่าข้าจะตัวเปรอะเปื้อน หรือตกบ่อน้ำไป”
“--------”
หลินโจวิ่ชะงักอ้าปากค้างอยู่ในท่านั้นอยู่นาน หลินหนิงชินไม่ได้ใส่ใจ เดินกลับไปเรือนตัวเองอย่างเงียบเชียบปล่อยให้ปู่รองของนางยืนตัวแข็งค้างอยู่ตรงนั้น
ใช่แล้วนางจงใจ "บังเอิญ" เดินมาพบกับท่านปู่รอง หลินโจวิ่เป็รองผู้นำตระกูลที่มีหัวการค้า และยังดูแลการค้าข้าวปราณเป็หลัก หากสามารถทำดินธรรมดาให้กลายเป็ผืนดินพลังปราณนั่นหมายความว่า ปริมาณการเพาะปลูกข้าวปราณและสมุนไพรปราณก็ย่อมมีมากขึ้น โอกาสทำเงินและทำการค้าได้เพิ่มเช่นนี้ หลินโจวิ่ย่อมไม่พลาด นางเพียงแค่กระตุ้นเตือน เล็กๆน้อยๆไปเช่นนี้ ท่านปู่รองของนางย่อมจัดการเื่ราวต่อไปได้เอง
……….
‘แก้ไขเื่การเพิ่มผลผลิตได้แล้ว การค้าของหอโอสถก็ราบรื่น หมดเื่แล้วสินะ วันเวลาดีๆชีวิตอันแสนสุขสบายของข้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆแล้ว’ หลินหนิงชินหัวเราะยินดีอยู่ในใจ
ั้แ่นั้นมาเด็กหญิงผู้วาดฝันถึงวันคืนอันแสนสุขสบายภายหน้า ก็เที่ยวตระเวนออกหาซื้อขนม อาหารอร่อย เดินเล่นเที่ยวเตร่โดยมีพี่ชายรองหลินซ่งอวี้ตามอารักขาอย่างแข็งขัน ด้วย "ค่าจ้าง" เป็อาหารรสเลิศทุกวี่วัน
ชั้นเรียนเพาะปลูกสมุนไพร บัดนี้ยกระดับมาเป็ชั้นเรียนหลอมโอสถ หลินหนิงชินปล่อยให้พวกเขาทดลองหลอมโอสถด้วยตัวเองตามคำแนะนำจากตำรา นางไม่้าชี้แนะนำทางพวกเขามากนักในระยะแรกๆนี้ เพื่อให้พวกเขามีประสบการณ์ส่วนตัว รู้จักล้มเหลว รู้จักอดทนนั่นเป็รากฐานของผู้หลอมโอสถที่ดี
ผู้นำตระกูลหลินลี่หยางบัดนี้ก้าวเข้าสู่ระดับ “ผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงสุด” เป็ที่เรียบร้อยจากการศึกษาเพิ่มเติมจากตำราและการฝึกฝนหลอมโอสถ “ดังขุนเขา”และ “วาโยศักดิ์สิทธิ์”
ท่านปู่ห้าหลินกังเยว่อาจารย์ฝึกยุทธ์ประจำตระกูลหลิน เดิมทีเป็ผู้มีพร์อยู่แล้ว ยิ่งได้รับข้าวปราณและน้ำทิพย์ที่ผสมลงในบ่อน้ำกินมาโดยตลอดหลายเดือน จึงรวบรวมลมปราณเพิ่มระดับฝึกฝนได้สำเร็จถึงขอบเขต “นักรบขั้นสูงสุด”เช่นกัน
หลินจงเว่ยและพี่น้องหม่าทั้ง 5 คน ต่างก็ก้าวหน้าขึ้นเข้าสู่ขอบเขต “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด” เท่ากันทุกคน ผู้ที่ยกระดับการฝึกฝนได้รวดเร็วที่สุดย่อมเป็หลินซ่งสวินซึ่งบัดนี้อายุ 18 ปี
ระดับการฝึกฝนของเขานำหน้าผู้เป็บิดาไปแล้วเข้าสู่ขอบเขต “นักรบขั้นต้น” ได้รับคำชมเชยจากผู้าุโสกุลหลินทุกคน ถือเป็ผู้ฝึกปราณที่มีพร์สูงทัดเทียมกับหลินกังเยว่่ในครั้งวัยเยาว์
หลินซ่งอวี้บุตรชายคนรองขอบเขต “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง” ก้าวหน้ากว่าเดิมมา 1 ขั้น ด้วยอายุ 15 ปีถือว่าพร์อยู่ในระดับดี แต่พี่ชายรองผู้นี้ใส่ใจการฝึกยุทธ์เพียงแค่มีไว้"อารักขา"น้องสาวตัวน้อยเท่านั้น ไม่มีแรงจูงใจอันยิ่งใหญ่เช่นพี่ชาย จึงก้าวหน้าช้าไปเล็กน้อย
ฟางลี่ชินมารดาของหลินหนิงชินยังอยู่ที่ขอบเขต “ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้น” ดังเดิม เื่นี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้หลินหนิงชินไม่น้อย
“ท่านแม่ เหตุใดท่านไม่ฝึกฝนยกระดับตนเองสักหน่อยล่ะเ้าคะ”
“แม่ต้องทำงานเย็บปัก หากนิ้วมือแม่หยาบด้านแล้วจะจับเข็มได้ถนัดเช่นไร”
“อย่างไรก็ต้องมีวิชาไว้ป้องกันตัวไม่ใช่หรือเ้าคะ”
“มีพ่อเ้า และพี่ชายเ้าอีก 2 คนดูแลพวกเราอยู่แล้วมิใช่หรือ แม่เองก็ไม่สนใจจะออกนอกจวนอยู่แล้ว จะมีอันตรายได้อย่างไรกันเล่า”
หลินหนิงชิน “---------” โรคี้เีของข้าคงไม่ได้ติดต่อไปถึงท่านแม่ใช่หรือไม่?
โดยรวมแล้วผู้คนในตระกูลหลินทั้งหมด ทั้งแซ่หลินและแซ่อื่นที่มาเข้าร่วมทำงานทั้งที่เป็องครักษ์หรือทำงานในร้านค้าต่างๆ รวมแล้วมีราว ๆ 600 ชีวิต ต่างก็มีความก้าวหน้าด้านการฝึกฝนโดยทั่วกัน มากบ้างน้อยบ้างตามความสามารถของแต่ละคน
……….
ใน่เช้าวันที่อากาศสดใส หลินหนิงชินนั่งมองดูเหล่าศิษย์ที่กำลังฝึกฝนการหลอมโอสถอยู่ มีหลายคนมีแววว่าจะสามารถหลอมสำเร็จ ต่อจากนี้อีกไม่นานสกุลหลินจะผลิตนักหลอมโอสถรุ่นใหม่ขึ้นมาได้อย่างแน่นอนแล้ว
“อาหนิง ท่านปู่สามให้มาเรียกเ้าไปพบน่ะ” หลินซ่งอวี้เดินมาหาน้องสาว ลูบผมบนศีรษะนางเบาๆ
“พี่รองรู้หรือไม่เ้าคะ ว่าท่านปู่มีเื่อันใด”
“ดูเหมือนจะมีแขกนะ ข้าก็ไม่มั่นใจ แต่ท่านปู่สามให้เ้าไปพบที่โถงหลักรับรองแขก ผู้นำตระกูลกับผู้าุโคนอื่นๆ ก็ไปด้วยเช่นกัน”
“ทราบแล้วเ้าค่ะพี่รอง เดี๋ยวข้าไปเอง พี่รองไปทำธุระของพี่ต่อเถิดเ้าค่ะ”