รัตติกาลมืดมิดไร้ซึ่งแสงจันทร์ หิมะตกลงมาประปรายทว่าไม่มีทีท่าจะหยุด หลัวเจิ้งเหยียนควบม้ากลับจวนหลังจากซ้อมมือพอหอมปากหอมคอกับสหายคนสนิท ได้ออกแรงบ้างความรู้สึกไม่จำเป็ต่างๆ ก็พลอยหายไปด้วย จากเดิมที่ว่าจะสะสางงานต่อเปลี่ยนมาเร่งกลับจวนในยามดึกแทน
เรือนท้ายจวนมีเพียงแสงไฟประปรายตามทางเดิน ทั้งเรือนเงียบสนิทบ่งบอกว่าทุกคนเข้าสู่ห้วงนิทรากันไปแล้ว คนร่วมห้องของเขาก็คงไม่ต่างกัน
มันควรเป็เช่นนั้น ทว่าเมื่อเข้ามากลับไร้ซึ่งวี่แววของคนด้านใน ทั้งห้องเงียบกริบมีเพียงแสงจากโคมเล็กข้างเตียงที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยการใช้งาน
ดึกป่านนี้แล้วยังจะไปไหนอีก?
ขณะกำลังจะเดินออกไปเสียงความเคลื่อนไหวจากในห้องฉุดรั้งไม่ให้ก้าวเท้าต่อ หลัวเจิ้งเหยียนเก็บเสียงฝีเท้าเปลี่ยนทิศทางเดินไปตามเสียง ยิ่งเข้าใกล้กลิ่นหอมหวานก็ยิ่งชัดเจนขึ้น หลังฉากกั้นที่มีเพียงแสงสลัวจากเทียนไม่กี่เล่มปรากฏคนที่ตามหากำลังยกจอกสุราขึ้นจิบด้วยท่าทางสบายใจเหลือเกิน
“ดึกดื่นป่านนี้ไฉนเ้ายังมาแช่น้ำอีก?” อากาศใช่จะร้อนเสียที่ไหนกลับหนาวเย็นด้วยซ้ำ ประเดี๋ยวก็ไม่สบายเอาหรอก
คนถูกถามไม่ตอบในทันที เพียงยกสุราขึ้นจิบอย่างใจเย็นสายตาไม่วางต่อสิ่งใด ทิ้ง่ไปสักพักถึงยอมเปิดปากเอื้อนเอ่ย “ข้าเมื่อย”
คิ้วคมดุจใบดาบเลิกขึ้นทวนคำอีกครั้ง “เมื่อย?”
อันจื่อเทาไม่ได้ตอบกลับไปเพียงพยักหน้ารับแล้วกระดกสุราไปอีกจอก รสชาติหอมหวานทว่าเมื่อผ่านลำคอกลับแสบร้อนบาดคอพอๆ กับสุรารสแรงบางตัว
ได้ยินเช่นนั้นพาให้คนฟังนึกย้อนไปยังหลายวันที่ผ่านมา ั้แ่เกิดเื่บัดซบขึ้นกับครอบครัว อี้หย่งเพ่ยซานเป็ผู้จัดการทุกอย่างในเรือนแทนพี่สาวและมารดา ไม่ว่าจะเื่เล็กหรือใหญ่ล้วนเป็คนผู้นี้ทั้งสิ้น คิดมาถึงตรงนี้ความรู้สึกผิดแล่นผ่านเข้ามาในใจ ทั้งที่อีกคนทำเพื่อครอบครัวตนถึงขนาดนี้แต่ไฉนเื่เล็กน้อยแค่นี้กลับเอามาถือสาได้เล่า
หลัวเจิ้งเหยียนหนอหลัวเจิ้งเหยียนเ้าช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย
“นี่ หลัวเจิ้งเหยียน” เมื่อนามถูกเอื่อนเอ่ยเรียกให้เ้าของหลุดจากภวังค์ความคิด หลัวเจิ้งเหยียนขานรับขยับเข้าไปใกล้อีกก้าวเพื่อฟังอะไรก็ตามที่อีกคนจะกล่าวกับตนอย่างตั้งใจเต็มที่
“ว่าอย่างไร”
“เ้าว่า….” ดวงตาคู่งามจับจ้องลวดลายบนจอกสุราคล้ายกำลังหาที่วางสายตาด้วยเพราะไม่อยากเห็นสีหน้า หรืออะไรก็ตามที่อีกคนอาจแสดงออกมา เว้นระยะไปสักพักจึงกล่าวต่อให้จบประโยค “ข้าในตอนนี้เป็อย่างไร?”
อาจเพราะฤทธิ์สุราทำให้กลั่นออกมาเป็คำถามสิ้นคิดที่เคยอยากรู้แต่ไม่เคยกล้าถามสักครั้ง แต่ไหนแต่ไรรอบตัวมาเฟียอย่างเขาไม่อาจเชื่อใจใครได้อยู่แล้ว ชีวิตที่ผ่านมาอาบย้อมไปด้วยสีชาดจนเคยชินชาไปกับมันเหมือนเป็เื่ธรรมดาสามัญ
แล้วคนอื่นล่ะ? คนอื่นจะคิดยังไง? ถึงแม้หลังจากเหตุการณ์นั้นสิ่งที่เขาทำลงไปจะไม่มีใครพูดถึงอีกก็ตาม ทว่าเื่นี้ก็สะกิดใจอันจื่อเทาพอให้รำคาญอยู่เหมือนกัน คนที่เห็นเหตุการณ์นอกจากอัธพาลที่เหลือรอดก็มีหลัวเจิ้งเหยียนกับหลัวสุ่ยิ เ้าพระเอกน่าตายนั่นจากที่เสนอหน้ามาให้เห็นทุกวันหลังจากเหตุการณ์นั้นก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ส่วนเ้าคนน้องถึงจะยังปฏิบัติกับเขาเช่นเดิม แต่ในใจล่ะจะยังมองเขาเหมือนเดิมอยู่มั้ย?
อ่า…เขาคงจะดื่มมากไปจริงๆ ละนะถึงได้เอาเื่ไร้สาระพวกนี้มากวนใจ
หลัวเจิ้งเหยียนเมื่อได้ยินคำถามก็นิ่งไป ก่อนกายใหญ่จะทรุดลงนั่งข้างถังอาบน้ำท้าวแขนไปกับขอบถัง “ข้าเคยบอกแล้วนี่ว่าเ้าคือคนประหลาด ถึงตอนนี้ข้าก็ยังยืนยันคำเดิม เ้ามันคนประหลาด”
ไม่ว่าเปล่ามือใหญ่ยังเอื่อมไปเกลี่ยแก้มเนียนที่บัดนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อจากสุราและไอความร้อนจากน้ำ
“…….” ครานี้เป็เ้าของคำถามบ้างที่เงียบไป ยอมรับว่าคำตอบที่ได้รับต่างจากที่คิดโดยสิ้นเชิง คิ้วเรียวคู่งามขมวดมองอย่างไม่เข้าใจ แต่ไม่ได้สงสัยนานอีกคนก็ขยายความต่อ
“บางครั้งข้านึกสงสัย ว่าสิ่งใดทำเ้าเปลี่ยนแปลงไปในเวลาอันสั้นได้มากถึงเพียงนี้ ทั้งแววตาการกระทำ ทุกอย่างไม่คล้ายคนเดิมเลยสักนิด อย่างกับว่า……"
“เป็คนละคน?” ต่อประโยคที่เว้นไว้ให้จบคำ หลัวเจิ้งเหยียนพยักหน้ายืนยันในสิ่งที่อีกคนกล่าวมา ไม่ใช่แค่เขาหรอก ทุกคนที่เคยรู้จักกับอี้หย่งเพ่ยซานคงคิดเหมือนกันแต่ไม่มีใครพูดออกมาเท่านั้น
ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง อันจื่อเทากระดกสุราไปอีกจอกพลางมองเงาที่ตกกระทบกับผนังก่อนเค้นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “หึ ก็ไม่ผิด”
“หืม?” ไม่ใช่ไม่ได้ยิน หากแต่สิ่งที่อีกคนกล่าวมาไม่กระจ่างพอทำให้ต้องทวนถามคำขยายความเพิ่มอีก “ที่กล่าวมาหมายความว่าอย่างไร?”
มือขาวโคลงจอกสุราที่พึ่งรินใหม่ในมือ สายตาวางไว้กับหยาดใสที่กระทบปากจอกจนล้นออกมาตามการกระทำของผู้ถือมันไว้ “ข้าในตอนนี้นอกจากร่างกายแล้ว มีสิ่งใดที่เหมือนคนเดิมบ้างเล่า”
“……”
ไม่ใช่คำถามหากแต่เป็คำตอบ ั์ตาคู่งามละจากสุราในมือหันมองคนร่วมห้องที่ดูเหมือนจะชะงักไปกับสิ่งที่ได้ยิน ซึ่งนั่นก้ไม่ต่างจากที่คิดไว้เท่าไหร่
อันจื่อเทาเลือกที่จะเงียบให้อีกคนได้ใช้ความคิด แขนขาววางไว้กับขอบถังละเลียดลิ้มชิมรสของสุราคล้ายไม่สนใจต่อสิ่งใด หากแต่ในใจกลับมีความคาดหวังเล็กๆ สายหนึ่ง โดยที่เ้าตัวเองก็ไม่เข้าใจมันเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วตัวเขาเอง้าอะไรกันแน่
เมื่อไหร่กันนะที่ยอมให้คนอื่นก้าวเข้ามามีอิทธิพลในโลกห่วยๆ นี่ได้ ประมาทเกินไปแล้วให้ตายสิ เพราะใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อยมานานทำให้เผลอย่อนยานในหลายๆสิ่งจนเกือบลืมไปแล้วว่าแท้จริงตัวเองเป็ใคร อันจื่อเทาแกนี่มัน….ถดถ่อยไปมากจริงๆ
“ข้าเคยเคยคิดเล่นๆ ว่าเ้าอาจถูกิญญาร้ายยึดครองร่าง” เสียงที่เอ่ยขึ้นหลังเงียบอยู่นานรั้งให้อันจื่อเทาหันกลับมาสนใจอีกครั้ง หลัวเจิ้งเหยียนในยามนี้นิ่งเสียจนไม่สามารถเดาได้เลยว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
แต่ิญญาร้ายนี่นะ อ่า……
“ก็ไม่ผิดเสียเดียว” อันจื่อเทาในตอนนี้จะเรียกว่าิญญาร้ายก็ไม่ใช่จะิญญาเร่ร่อนก็ไม่เชิง ตัวตนของเขาในตอนนี้แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าอยู่ในสถานะไหนกันแน่ คงมีแต่เทพจันทราแล้วล่ะที่สามารถให้คำตอบแก่คำถามนี้ได้
“ไม่ใช่หรอก เ้าน่ะ……"ััข้างแก้มไม่ได้ทำให้อันจื่อเทาสนใจเท่ากับั์ตาคมที่มองสบตนอย่างไม่ลดละ สื่อผ่านความรู้สึกบางอย่างที่ชวนคันยุบยิบในอก หลัวเจิ้งเหยียนแย้มยิ้มสบมองดวงตาคู่งามกล่าวต่อ “เ้าจะใช่อี้หย่งเพ่ยซานหรือไม่ก็ตาม จะเป็ิญญาร้ายสวมร่างก็ช่าง แค่เป็เ้าในยามนี้ เป็เ้าที่ทำให้ใจข้าสั่นไหว ขอเพียงเป็เ้าข้าไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้น”
ประโยคนั้นคล้ายแผ่นเสียงที่ถูกรีเพลย์ซ้ำแล้วซ้ำอีกกรออยู่ข้างหูอันจื่อเทาจนไม่อาจละความสนใจจากใบหน้าหล่อเหลาของเ้าของประโยคได้ ดวงตาคมที่สบประสานกันั้แ่ต้นจนจบเต็มไปด้วยความจริงจังและหนักแน่นในทุกประโยค คล้ายค้อนอันใหญ่ที่สั่นคลอนกำแพงในใจของอันจื่อเทาจนเป็ช่องว่างพอให้อีกฝั่งสามารถมองทะลุเข้ามาได้
สองตาสบผสานส่งผ่านความรู้สึกหลากหลาย ทว่าสิ่งที่แจ่มชัดเหมือนกันคือความรู้เลือนลางหากแต่ชัดเจนในใจทั้งสองฝ่าย ความห่างของใบหน้ากระชั้นขึ้นเรื่อยๆกระทั่งแนบประสาน กลิ่นดอกมู่หลันคละคลุ้งในปากรสชาติของมันแผ่ซ่านมาตามเรียวลิ้นที่เกี่ยวพันกัน หลัวเจิ้งเหยียนรับรู้ได้ถึงสุรานั้นแม้ไม่ได้ดื่มมันด้วยตนเอง
น้ำในถังคลายความร้อนตรงกันข้ามกับร่างกายของคนทั้งสองที่สูงขึ้น วงแขนแกร่งโอบรัดช้อนร่างเปลือยเปล่าขึ้นมาในอ้อมแขน ขณะเดียวกันริมฝีปากก็ค่อยๆ ผละห่างให้ได้พักหายใจสักพักก่อนแนบเข้าหากันอีกหน
สองขาแกร่งก้าวเดินไปยังเตียงริมฝีปากยังแนบชิดไม่คลายออกจวบจนแผ่นหลังเปล่าเปลือยััถึงความนุ่มของฝูกพร้อมกับร่างใหญ่ตามลงมาทาบทับจึงยอมละริมฝีปากออก
“ได้โปรด อยู่ข้างกายข้า” น้ำเสียงฉายชัดถึงการอ้อนวอน ั์ตาคมประกายเว้าวอนขอคำตอบ อันจื่อเทาสบตานิ่งไม่ละไปไหนในใจทวนคำขอของอีกฝ่ายซ้ำๆแต่ไม่ว่าจะชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียยังไง สุดท้ายแล้วทุกสิ่งก็ไม่อาจคำนวนได้อย่างใจคิดอยู่ดี
"หากมีความสามารถ ก็จงทำให้ข้าไปจากเ้าไม่ได้เสียสิ"
คำตอบที่ได้เกินคาดสมกับเป็คนผู้นี้จริงเชียว ถูกใจน่าค้นหาไปหมดทุกสิ่ง หลัวเจิ้งเหยียนแย้มยิ้มพริ้มพรายสายตาเปิดเปลื่อยถึงทุกความรู้สึกไม่คิดปกปิด"ย่อมได้ เ้าเตรียมตัวเตรียมใจรับข้าได้เลย!"
กล่าวจบก็กดจุมพิตลงยังหน้าผากเนียนเสมือนเป็ตราประทับของสัญญาระหว่างคนทั้งสอง
"ได้สิเ้าหนู"ร่างไร้อาภรณ์ขยับเปลี่ยนเป็นอนตะแคงข้างพร้อมกับดันร่างใหญ่ที่ทาบทับให้เปลี่ยนมาเคียงกาย หลัวเจิ้งเหยียนคล้อยตามไม่ได้ขืนตัว มือใหญ่คว้าผ้านวมมาคลุมร่างเปลือยไม่ให้ความหนาวเย็นบาดผิวของคนในอ้อมแขนให้ระคายได้
"เ้าอายุน้อยกว่าข้านะ"คนที่ได้สมญานามใหม่ว่าเ้าหนูเอ่ยแย้ง ขณะเดียวกันมือใหญ่ก็จัดการม้วนร่างไร้อาภรณ์จนไร้ซึ่งช่องโหว่ไม่ให้ความเย็นรอบกายผ่านเข้าไปได้ จากนั้นล้มตัวลงนอนข้างกันโอบกอดเอาไว้อีกชั้น
"ร่างเดิมข้าเยอะกว่าเ้าเป็รอบ"อันจื่อเทาผู้กลายเป็แหนมไปแล้วเงยหน้าชี้แจ้งถึงตัวตนที่แท้จริงของตน
"เป็เช่นนี้เอง"หลัวเจิ้งเหยียนพยักหน้าเข้าใจยกขาก่ายขึ้นมาบนก้อนผ้านวม "แล้วนามของเ้า?"
"อันจื่อเทา"
.
.
.
.
**************