บทที่56
วิธีการรักษา
ภายในใจที่แข็งกร้าวของแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงผู้ที่ได้ชื่อว่าวีรสตรีแห่งแผ่นดินกำลังเกิดความรู้สึกบางอย่างที่แปลกออกไปภายในใจของนางเปรียบได้ดั่งหินผาขนาดใหญ่ที่ไม่มีทางขยับเขยื้อน นี้กลับรู้สึกแปลกบางอย่างขึ้นมาบุรุษที่อยู่ด้านหน้า
ลู่หยางนำเอาเม็ดข้าวภายในมือของตนเองวางลงไปข้างๆถาดจากนั้นก็เริ่มทำการเล่าต่อ“ ถ้ามีวิธีการรักษาการบาดเจ็บของเจ้า ”
เขาทำการยืนยันคำพูดของตนเองออกไปในขณะนี้สตรีที่อยู่เบื้องหน้ากับดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างไม่ได้สนใจกับคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย
ไป๋เฟิ่งสติของนางยังคงหลุดไปกับการกระทำของบุรุษผู้นี้ที่จะทำเมื่อครู่
ลู่หยางตอนแรกจะเริ่มทำการเล่าแต่ตอนนี้เห็นนางแสดงใบหน้าเช่นนั้นเขาหยุดนิ่งดวงตากระพริบปริบๆจ้องมองสตรีที่นั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้าอย่างสงสัย
หลังจากนั้นก็ทำการยกมือของตนเองขึ้นมาลองโบกไปมาบริเวณด้านหน้าของนางแล้วก็ส่งเสียง“ ได้ยินหรือไม่? ”
ไป๋เฟิ่งดึงสติของตนเองกลับมาอย่างรวดเร็วนั่งดึงสติของตนเองกลับมาได้แล้วก็จ้องมองไปที่คนผู้นั้นอีกหนึ่งครั้งจากนั้นก็ย้ำถาม“ ว่าอย่างไรนะ? ”
“ เขาบอกว่าข้าพอจะมีวิธีการรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้า”
“ ทำอย่างไร? ” ไป๋เฟิ่งถามออกมาด้วยใบหน้าที่สุดแสนจะเย็นชา
“ ก่อนหน้านี้เจ้าได้รับบาดแผลนี้แต่ไม่มีผู้ใดจะสามารถรักษาบาดแผลของเจ้าได้มันเลยทำให้เจ้าจำเป็นจะต้องใช้ลมปราณของตนเองสยบพิษภายในร่างกายของตนเองเอาไว้เพื่อสามารถดำรงชีวิตได้ต่อไป”
“ ที่จริงแล้วข้าเองก็มีอาจารย์ร่ำเรียนศาสตร์การแพทย์มาแม้ว่าจะไม่มากนักแต่ก็มีวิชาติดตัวอาจารย์ของข้าสั่งสอนเป็นอย่างดีโดยเฉพาะเรื่องการถอนพิษ ”
“ วิธีถอนพิษที่แปลกประหลาดอย่างผิดที่อยู่ภายในร่างกายของเจ้าด้วย ”
“ โดยจริงๆแล้วพิษมันสามารถแบ่งแยกได้เป็นหลายประเภทแต่ละประเภทของเช่าถือว่าเป็นประเภทที่หาพบได้ยากมากที่สุดมันคือพิษที่เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายแล้วมันจะแทรกซึมและกระจายได้เร็ว ”
“ ถ้าทำการถอนพิษออกไปจากร่างกายแต่ว่าถ้าถอนไม่หมดเหลืออยู่เพียงแค่เล็กน้อยมันก็จะกลับคืนมาอีก”
“ ให้ตัวของค่าคาดเดาก่อนหน้านี้เจ้าเองก็คงจะมีแพทย์ที่ทำการใช้วิธีถอนพิษถอนพิษภายในร่างกายอยู่หลายครั้งแต่ว่ามันก็ทำให้อาการดีขึ้นระดับนึงไม่นานนะมันก็กลับคืนมาอีกใช่หรือไม่” ลู่หยางเรากลับบ้านรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในชีวิตของนางก่อนหน้านี้
ไป๋เฟิ่งพยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างไม่คิดจะปกปิด“ ใช่แล้วก่อนหน้านี้มีการลองถอนพิษอยู่หลายครั้ง ”
“ อาการดีขึ้นในระดับนึงแต่ไม่นานนักก็กลับมาเป็นอีกตอนสุดท้ายแล้วหมอก็บอกว่ามันไม่สามารถถอนออกได้ ”
ลู่หยางส่ายใบหน้าของตนเองไปมาก่อนที่จะอธิบายให้กับนางเข้าใจ“มันไม่ใช่ว่าไม่สามารถถอนออกได้แต่ว่าการถอนมันออกจากร่างกายจำเป็นจะต้องถอนให้หมดพิษชนิดนี้มันมีการเพาะพันธุ์ภายในร่างกายเรียกได้ว่าถ้าเหลือผิดอยู่ภายในร่างกายแม้แต่หยดเดียวมันก็จะทำให้พวกนั้นแพร่กระจายขึ้นอีกครั้ง ”
“ แถมพิษชนิดใดที่เจ้าโดนไป มันไม่ได้มีความร้ายแรงเพียงแค่นี้เสียด้วยโดยพินิจนี้ตัวของมัน เป็นพิษชนิดที่ถือได้ว่าหายากโดยคุณสมบัติของมันคือการแพร่กระจายไปที่เส้นชีพจรและก็เส้นเลือดยากต่อการรักษา”
“ ถ้าไม่มีฝีมือหรือว่าไม่มีวิธีในการรักษาเฉพาะตัวแน่นอนว่าไม่สามารถทำการถอนพิษออกมาได้”
“ ถ้าเช่นนั้นเจ้ามีวิธีการถอนพิษ? ”
“ ถ้าไม่ได้มีแต่ว่ามันเป็นวิธีการถอนพิษของอาจารย์ข้าเองไม่ใช่ของข้าท่านอาจารย์สอนมาในครั้งนี้ก็ไม่เคยลองทำพบเจอเจ้าเป็นคนแรกอยากลองดูหรือไม่ ”ลู่หยางยิ้มนางถือว่าเป็นคนแรกที่เขาจะลองใช้วิธีนี้
“ ได้!!! ”ไป๋เฟิ่งนางทำการตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยถือได้ว่าเป็นคนที่เด็ดเดี่ยวเอาการ
ลู่หยางจึงทำการแจ้งรายละเอียดออกไปให้นางได้ทราบ“แต่จากที่มองดูแล้วบาดแผลของเจ้าได้รับมานานมากพอสมควรสามปีที่เจ้าใช้ลมปราณภายในร่างกายสะกดมันเอาไว้ ”
“ มันเลยทำให้ตอนนี้พิษภายในร่างกายของท่านแพร่กระจายไปเป็นจำนวนมากเลยส่วนภายในร่างกายอาจจะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการรักษา ”
สามปีในระยะเวลาสามปีที่นางคิดเอาไว้ภายในร่างกายโดยที่ใช้ลมปราณของตนเองสงบมันเอาไว้ถ้าจะทำให้พิษนั้นแพร่กระจายไปทั่วทั้งร่างกายมันเองก็คงจะไม่แปลกอันใด
ตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายของนางเรียกได้ว่าพิษแพร่กระจายออกไปแทบจะทุกส่วนถ้าจะรักษาก็ต้องใช้เวลา
ไป๋เฟิ่งได้ยินว่าเวลาที่ใช้ในการรักษาหลายเดือนย้อนตอบว่า“ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องรักษาแล้ว ”
ลู่หยางขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย“หมายความว่าอย่างไรเหตุใดถึงเปลี่ยนกะทันหันเช่นนี้ก่อนหน้านี้ยังมีท่าทางว่าไม่หวาดกลัวอยู่เลย”
“ หรือว่าเปลี่ยนใจเพราะว่าได้ยินว่าตนเองเป็นคนแรกในการรักษาเลยหวาดกลัวขึ้นมา?”
“ ไม่ใช่ตัวของข้าไม่มีเวลามากพอขนาดนั้นหรอกถ้ามีงานมากมายที่ต้องทำไม่มีเวลามาทิ้งกายอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายเดือนหรอก ”ไป๋เฟิ่งนางตอบกลับไปถึงเหตุผลที่ตนเองปฏิเสธการรักษา
ลู่หยางส่ายใบหน้าของตนเองไปมาบนหัวของนางมีแต่เรื่องงานราชการหรืออย่างไร
เห็นท่าทางอันเด็ดเดี่ยวของนางเช่นนั้นเขาจึงทำการพูดย้อนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“ ข้าตัวของเจ้าไม่ทำการรักษาอีกไม่ถึงเดือนยังไม่มีชีวิตอยู่แน่ ”
ไป๋เฟิ่งหันกลับไปอย่างรวดเร็วดวงตาของนางจ้องมองเขม็ง “ เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ”
“ ก็อย่างที่ข้าพูดออกไปนั่นแหละตามที่ข้าบอกเลยถ้าเจ้าไม่ทำการรักษากับข้าอย่าว่าแต่เวลา 3 เดือนเลยแม้แต่เวลาหนึ่งดือนเจ้าเองก็อาจจะไม่มีให้กับงานอีกแล้ว ”
“ ตัวของแม่นางคงจะได้ไปทัวร์ปรโลกก่อนอย่างแน่นอนตอนนี้พิษภายในร่างกายของท่านแพร่กระจายไปทั่วทั้งร่างกายอันที่จริงแล้วเมื่อราตรีที่ผ่านมาท่านควรจะตายไปแล้วเสียด้วยซ้ำอาการหนักหนาเช่นนั้นถ้าคิดว่าตัวของท่านเองก็น่าจะรู้ดีอยู่” ลู่หยางพูดด้วยใบหน้าเอื้อมระอากับความดื้อดึงของสตรีที่อยู่ด้านหน้า
ที่จริงแล้วราตรีที่ผ่านพ้นมานางควรจะตายไปแล้วเสียด้วยซ้ำเรียกได้ว่าตอนนั้นพิษภายในร่างกายออกที่รุนแรงพิษสุดถ้าไม่ได้ตัวของเขานางคงจะเรียบร้อยไปแล้ว
“ มันไม่มีทางเลือกให้ตัวของท่านมากนักหรอกนะ ถ้าท่านไม่รักษากับข้าตัวของท่านเองก็จะได้ไปเยี่ยมเยียนปรโลกในอีกไม่นานอย่างแน่นอน ”ลู่หยางยื่นคำขาดออกไป
“ อันที่จริงแล้วสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ลงข้าคิดว่าตัวของท่านเองก็น่าจะรู้ดีที่สุดลมปราณในร่างกายของท่านตอนนี้ยังสู้ข้าไม่ได้เลย”
ไป๋เฟิ่งตระหนกรู้ดีถึงคำพูดของบุรุษที่อยู่ด้านหน้านางรู้สึกว่าตนเองอ่อนแอลงมาสักพักแล้วอ่อนแอลงขนาดที่ว่าลมปราณไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเมื่อก่อน
ที่จริงแล้วถ้าเข้าสู่ช่วงอายุที่ลมปราณจะถดถอยก็ต้องเข้าสู่ช่วงวัยชราแต่ตอนนี้นางยังถือได้ว่าเป็นหญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดช่วงอายุเท่านี้ลมปานภายในร่างกายของนางไม่น่าจะถดถอย
ไป๋เฟิ่งนิ่งในหัวของนางรู้ได้ทันทีว่าตัวเองจะมาตายในสถานที่แห่งนี้ไม่ได้“ ก็ได้ข้ารักษา ”
ลู่หยางพยักหน้าและก็ส่งรอยยิ้มเล็กๆ
…
ผ่านไปประมาณหนึ่งวัน
อรุณแรกของวันในยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างส่องแสงสว่างไสวพุ่งเข้ามากระทบกับใบหน้าของหนิงหนิงที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนแคร่ไม้เปลือกตาทั้งสองข้างขยับเล็กน้อย ค่อยๆรู้สึกตัว
นิ้วมือเล็กๆเริ่มขยับอย่างช้าๆก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะลืมเปิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ถ้าดวงตาทั้งสองเปิดขึ้นมานางใช้ดวงตาของตนเองกวาดไปมองบริเวณรอบๆอย่างรวดเร็ว
ต้องใช้ดวงตาของตนเองสำรวจดูบริเวณรอบร่างกายในตอนนี้หนิงหนิงนึกย้อนกลับไปถึงภาพเหตุการณ์ที่เลือนลางก่อนหน้านี้ “ ท่านแม่.. ”
นางคงจำกลิ่นได้คุ้นเคยได้ก่อนหน้านี้ภาพเหตุการณ์ภายในสมรภูมิที่วุ่นวาย นางแทบจะจำภาพอันใดไม่ได้เลยมีแต่เสียงการต่อสู้เสียงดาบและกระบี่นางทำได้เพียงอย่างเดียวนั่นคือนางอยู่ภายในอ้อมแขนของสตรีผู้หนึ่งที่มีกลิ่นไอคล้ายๆกับมารดาของนาง
เสียงอันแผ่วเบาของเด็กหญิงดังแว่วออกไปลู่หยางที่กำลังเตรียมยาสมุนไพรอยู่บริเวณด้านนอกหูดีเป็นอย่างมากได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังมาจากห้องนั้นภายในใจบังเกิดความดีใจละทิ้งทุกอย่างที่ตนเองกำลังกระทำพุ่งทะยานเข้าไปหาบุตรสาวอย่างรวดเร็ว
ประตูห้องที่ถูกปิดเอาไว้มันถูกตอนเปิดเข้าไป ลู่หยางก้าวเข้ามาภายในห้องมองเห็นบุตรสาวของตนเองรู้สึกตัวมุมปากทั้งสองข้างของเขาปรากฏรอยยิ้ม ร่างของเขาพุ่งกระโจนเข้าไปหานางอย่างรวดเร็ว
ลู่หยางส่งเสียงร้องเรียกบุตรสาวของตนเอง“ หนิงหนิง!!! ”
“ ท่านพ่อ.. ” นางเห็นผู้เป็นบิดาของตนเองยืนอยู่ข้างเตียงใบหน้าของนางซีดเซียวเกินกว่าที่จะแสดงความรู้สึกปิติดีใจออกมา
ลู่หยางทำการจับคำชีพจรปรากฏว่าตอนนี้ชีพจรปกติดูเหมือนว่าเราจะฟื้นคืนสติขึ้นมาหลังจากที่ผิดของบาดแผลนั้นค่อยๆทุเลาเบาบางลง
“ ท่านแม่ละเจ้าคะ.. ” หนิงหนิงเอ่ย
ลู่หยางพี่กำลังตรวจดูร่างกายของบุตรสาวเขาหยุดชะงักไปในทันทีอยู่ทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันใบหน้าปรากฏความสงสัย “ ท่านแม่? ”
“ ข้าจำได้ว่าท่านแม่มาช่วยข้า? ”
ลู่หยางเอียงคอด้วยความฉงนจากนั้นเขาก็ค่อยๆปรายสายตาของตนเองไปบริเวณประตูห้องปรากฏร่างของไป๋เฟิ่งที่ก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยความประหลาดใจนางทำการเดินเข้ามาเพื่อหวังจะมาดูอาการของเด็กน้อยผู้นี้เท่านั้น
แต่เมื่อนางปรากฏกายอยู่บริเวณนั้นก็กลายเป็นเป้าสายตาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจสองพ่อลูกทำการจ้องมองไปที่ไป๋เฟิ่งเป็นตาเดียว
ไป๋เฟิ่งเป็นเป้าสายตาแสดงใบหน้าเย็นชาของตนเองแต่ว่าภายในใจนั้นก็ลนลานอยู่ไม่ใช่น้อย
จบบท