กลิ่นคาวเืลอยฟุ้งอยู่ในอากาศสภาพโดยรอบเปี่ยกชุ่มด้วยสายฝนที่โปรยตกลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ตรงหน้าของผมมีศพกองพะเนินอยู่มากกว่า100ศพและเหนือศพพวกนั้นดวงิญญาของพวกเขากำลังจ้องมองมาที่ผม
อ่า นี้คือความฝันสินะส่วนคนพวกนั้นถึงจะจำไม่ได้ทั่งหมดแต่คงเป็คนที่เราฆ่าไปตลอดเวลา5ปี
"พวกคุณเคียดแค้นฉันเหรอ?"
ดวงิญญาไม่พูดอะไรตอบกลับมายังจ้องมองมาที่ผมอยู่เช่นเดิมคงเพราะผมถามคำถามโง่ๆกระมัง ไม่มีทางที่จะไม่แค้นผมซึ่งเป็คนฆ่าพวกเขาอยู่แล้ว
"เชิญแค้นฉันเท่าที่้าเลยเพราะฉันเป็คนที่เหยียบย้ำพวกคุณเพื่อเอาชีวิตรอดแต่ฉันจะไม่แค้นกลับหรอกนะ"
ผมไม่มีสิทธิ์นั้นถึงก่อนตายพวกเขาส่วนใหญ่จะมีเจตนาร้ายต่อผมแต่นั้นก็เพราะพวกเขา้าเอาตัวรอดเช่นเดี่ยวกันเอาชีวิตรอดจากที่แห่งนั้น
ดวงิญญาดวงหนึ่งลอยมาหยุดตรงหน้าผมถึงจะไม่รู้ชื่อแต่ผมยังจำหน้าของเขาได้
ไม่มีทางลืมหรอก เพราะเขาคือชายคนแรกที่ผมฆ่า
"ตอนนี้นายมีความสุขรึเปล่า?"
ผมคิดว่าสิ่งที่เขาพูดตะเป็ถ่อยคำด่าทอ แต่เขากลับถามคำถามซึ่งทำให้ผมไม่ทันได้ตั้งตัวผมพยายามอ่านสีหน้าและแววตาของเขาแต่สิ่งที่เห็นมีเพียงความว่างเปล่าบนใบหน้าเท่านั้น
"...ผมคิดว่างั้น"
"เช่นนั้นก็ดี ใช้ชีวิตแทนส่วนของพวกเรา"
"พวกคุณไม่แค้นฉันเหรอ?
"ไม่"
คำตอบที่ไม่คาดคิดเริ่มทำให้ผมสับสนผมเป็คนฆ่าพวกเขาเป็เื่ปกติที่พวกเขาจะแค้นผมแต่เขากลับบอกว่าไม่เคียดแค้นอะไรผมเหรอ
สุดท้ายความฝันก็เป็เพียงความฝันงั้นสินะเพราะนี้มันชั่งไร้สาระ
"แต่พวกเขาแค้น"
เขาชี้ไปข้างหลังเมื่อหันหลังกลับไปก็พบกับศพของชายหญิงคู่หนึ่งิญญาของทั้งสองต่างจากดวงอื่นััได้ถึงความอาฆาตพยาบาทที่รุนแรง พวกมันพุ่งมาหาผมแล้วใช้มือจ้วงท้องของผมจนทะลุ
"เฮื้อก!"
ผมตื่นขึ้นมาบนเตียงของตัวเองร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ถึงจะรู้ว่าไม่มีแต่ก็อดมองไปในจุดที่ถูกจ้วงทะลุเมื่อกี้ไม่ได้ตามที่คาดตรงนั้นมีแต่แผลเป็เก่าๆไม่ได้โดนจ้วงจริงๆ
ผมมองไปที่นาฬิกาปลุกพบว่าเป็เวลาห้าทุ่มกว่ายังอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาตื่นนอนแต่ผมตัดสินใจลุกแต่งตัวแล้วออกไปเดินเล่นถ้ามีใครรู้ว่าเด็กม.ปลายมาเดินป่วนเปี่ยนคนเดียวกลางดึกคงโดนด่าแน่แต่ช่างมันสิ
ผมลงลิฟต์แล้วออกจากคอนโดเงียบๆอากาศค่อนข้างหนาวโชคดีที่ใส่เสื้อวอร์มมาด้วย
แต่ว่าจะเดินไปที่ไหนดีน่ะดันออกมาเพราะใจอยากแต่ไม่มีจุดหมายในใจซะได้บ้านฮิโตมิ? ใช้อะไรคิดเนี้ยป่านนี้เขาหลับกันหมดแล้วไปย่านคางุระซากะดีไหมนะ
"เดินตามใจอยากล่ะกัน"
แต่ว่าทำไมเราถึงฝันแบบนั้นกันน่ะ่นี้ก็ไม่น่ามีเหตุการณ์อะไรเป็พิเศษซะด้วยสิ
ระหว่างคิดผมก็นึกถึงคำพูดหนึ่งที่ได้ยินในฝัน
"ไม่แค้น...งั้นเหรอ"
เชื่อไม่ลงหรอกอีกอย่างมันก็เป็แค่ความฝันคิดมากไปก็ป่วยการ
บรื้นนนน!!!
หืมใครมันมาซิ่งมาไซค์กลางดึกแบบนี้น่ะหวังว่าจะไม่ใช่แก๊งมอไซค์นะแต่ถึงใช้เราก็ไม่มีอะไรให้ปล้นอยู่แล้ว
พอหันไปมองตามเสียงก็เห็นรถมอไซค์สีขาวอยู่แค่คันเดียวไม่ใช่แก๊งมอไซค์สินะค่อยยังชั่ว เดี๋ยวก่อนนะ เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ยทำไมถึงพุ่งมาทางนี้ล่ะ!
มอไซค์ขับพุ่งมาหาผมแบบไม่มีท่าทีว่าจะหยุดในจังหวะที่ผมมันใจว่ามันคิดจะชนผมแน่ๆแล้วเตรียมหลบมันก็เปิดไฟสูงใส่จนแยงตา
ถึงจะเสียจังหวะไปเล็กน้อยแต่ก็โชคดีที่หลบทันส่วนทางด้านมอไซค์ก็คริฟจอดโดยไร้ความเสียหาย
"เฮ้ย! ทำบ้าอะไรวะ!"
มันกะฆ่ากันชัดๆ เ้านี้มันเป็ใครกัน
พอมันปิดไฟรถลงผมก็มองร่างของมันอย่างชัดเจน
พูดได้แค่คำว่า ขาว เท่านั้นจริงๆทั้งกางเกงยีนส์ ทั้งแจ็คเก็ต ทั้งหมวกกันน็อคเป็สีขาวทั้งหมด
"แกเป็ใคร!"
มันไม่ตอบพุ่งเข้ามาหาผมปล่อยหมัดตรงที่รวดเร็วๆ ผมเบี่ยงหมัดคว้าข้อมือเอาไว้แล้วแทงนิ้วไปที่คอหอยแต่โดนปัดออกแล้วถีบกลับมาผมเลยต้องปล่อยข้อมือเพื่อถอยเว้นระยะห่าง
มันบุกต่อทันทีโดยไม่รีรอะโหมุนตัวเตะจากระยะห่าง3เมตร
ผมยกการ์ดขึ้นมากันศรีษะทันที แต่แรงกระแทกของลูกเตะแรงกว่าที่ผมคิดไว้มากแบบนี้จะเข้าใกล้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้
‘เทควันโดท่าเตะ1080°เรอะ!ไม่สิแรงแบบนี้ไม่ใช่แค่นั้นแน่อีกอย่างท่าตอนหมุนมันก็แปลกๆแต่ว่ารู้สึกเหมือนเคยเจออะไรแบบนี้เลยแหะ’
แต่ที่มั่นใจได้แน่ๆคือเ้านี้แข็งแกร่งแข็งแกร่งมากเลยด้วย
"เฮ้ยหรือว่าแกกับฉันจะเคยเจอกันมาก่อน?"
มันยังไม่ตอบเหมือนเดิมวิ่งเข้ามาโดยไม่ตั้งท่าแต่นั้นยิ่งทำให้กังวลใจคราวนี้ผมตั้งการ์ดทันทีแล้วทำให้แข็งกว่าเดิม
มันปล่อยหมัดขวาออกมาผมจึงเกร็งการ์ดซ้ายแต่หมัดของมันกลับพุ่งไปที่การ์ดขวา
‘ท่านี้มัน!’
การโจมตีต่อเนื่อง4ครั้งกระแทกใส่ร่างกายของผมอย่างจัง
"อ็อค!"
แรงกระแทกทำให้ผมกระเด็นไปข้างหลังเล็กน้อยโชคดีที่เกรงร่างกายทันจึงไม่ได้รับาเ็สาหัส
แต่การโจมตีที่เหมือนกับแส้ติดลูกตุ้มนั้นกับการเคลื่อนไหวที่เน้นการผ่อนกล้ามเนื้อแบบนั้นไม่ผิดแน่นี้คือศิลปะการต่อสู้ของหน่วยรบพิเศษสเปซนาซประจำอดีตสหภาพโซเวียต 'ซิสเตม่า'
หรือก็คือเ้าคนใต้หมวกกันน็อคนี้อาจจะเป็คนรัสเซีย
เดี๋ยวนะ… คนรัสเซีย ใช้ซิสเตม่าแต่งกายด้วยชุดสีขาว หรือว่า!
ใบหน้าของชายคนหนึ่งปรากฎในสมองถ้าเป็หมอนั้นละก็อาจเป็ไปได้เพราะไอ้คนรัสเซียที่ชอบทักทายเราด้วยวิธีแบบนี้มันก็มีแค่คนเดียว
ก่อนที่จะเอยปากถามอีกฝ่ายก็หายตัวไปจากทัศนวิสัยในพริบตา
จึก
ััอันคุ้นเคยมีปืนจ่ออยู่ที่หลังของผม
ไม่ผิดแน่ไอความเร็วเหนืุ์นี้
"ถ้าจะยิงก็ยิงสิไอ้เหี้xผมหงอกกำพร้าพ่อแม่เอ้ย!"
"อุ้ย! แรงนะนั้น"
เสียงนี้ถึงจะพูดในหมวกกันน็อคก็เถอะแต่ชัดเจนแล้วว่าเขาคือคนที่ผมคิด
"ก็เพราะใครกันล่ะไอเฮงซวยนี้หมีมันไม่สอนรึไงวะว่าไม่ควรทักทายชาวบ้านเขาด้วยการฆ่ากันน่ะโคลิค!"
ผมหันไปกระแทกซอกใส่อกของโคลิคแต่มันกลับรับได้ผมถอยห่างออกมาเล็กน้อยผ่อนกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายลงแล้วเข้าจู่โจมด้วยการโจมตีต่อเนื่อง6ครั้งพอโคลิคถอยห่างออกไปก็โจมตีต่อด้วยท่าเตะ1080°ที่ใช้เทคนิคผ่อนกล้ามเนื้อของซิสเตม่า
น่าเสียดายที่มันหลบและป้องกันได้ทั้งหมด
"ยังก๊อปปี้ได้สมบูรณ์แบบเหมือนเคยเลยน่ะน่าอิจฉาซะจริงพร์นั้นน่ะ"
"ส่วนแกก็ยังเป็ยอดมนุษย์เหมือนเคยการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนืุ์และพละกำลังที่ต่อยปูนซีเมนต์แตกละเอียดได้ของแกมันน่าอิจฉากว่าอีกน่ะ"
"นั้นสินะ หึหึนี้เปลี่ยนที่คุยกันเถอะ"
พวกคุณอาจสงสัยว่าไอบ้านี้มันเป็ใครผมจะแนะนำตัวแทนมันให้แล้วกันชื่อของมันคือ โคลิค อโคนิคทหารรับจ้างชาวรัสเซีย โค้ดเนม Snow Wolf อายุ22ปีเป็พวกมีฝีมือที่เลือกรับเฉพาะงานที่จ่ายงามเท่านั้น มีคติไม่ฆ่าเด็กแต่นอกนั้นถ้าจ่ายเงินไปมันก็ฆ่าเกลี้ยงโคลิคถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังเป็อันดับต้นๆของวงการเพราะเป็คนมากฝีมือหาตัวจับยากโดยเฉพาะความแม่นปืนผมรู้จักกับเขาเพราะเมื่อหนึ่งปีก่อนตาแก่เคยจ้างเขาให้มาทำงานด้วย3เดือน ตอนอยู่อิตาลี่เขาคือคนที่ผมสนิทด้วยที่สุด
โคลิคเป็พวกเหนืุ์ที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและมีพละกำลังมหาศาลเป็คนที่เหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟซุปเปอร์ฮีโร่
“รับนะ”
หมอนั้นเรียกผมจากข้างหลังแล้วโยนกระป๋องเครื่องดื่มมาให้แต่เดี๋ยวนะนี้มันเบียร์ไม่ใช่เรอะ!
“นายนี้เป็คนดีที่สังคมต้องชื่นชมเลยนะเนี้ยให้เบียร์เด็กอายุ17เนี้ยนะ”
“ดื่มๆไปเถอะพูดอย่างกับว่านายไม่เคยกินไปได้”
“นั้นมันไวน์ไม่ใช่เบียร์สักหน่อย อีกอย่างตอนนั้นมันไม่กินได้ที่ไหนเล่า”
“เื่มากว่ะ”
เขาคว้ากระป๋องเบียร์ในมือของผมไปแล้วยื่นโซดาให้มันก็ซื้อมาอยู่แล้วนี้หว่า
ตอนนี้พวกเราอยู่ริมแม่น้ำอารากาวะมันค่อนข้างเงียบสงบถือเป็ที่ที่ดีในการพูดคุยกันสำหรับคนแบบพวกเรา
“แล้วนายมาทำอะไรที่นี้ ทำงานเหรอ?”
“ประมาณนั้นน่าจะอยู่ที่นี้สักเดือนวันนี้เองก็พึ่งกลับจากการรับงานแล้วบังเอิญไปเจอนายนี้แหละนายเถอะดึกดื่นป่านนี้มาเดินอะไรคนเดียว”
ผมคิดอยู่สักพักว่าจะพูดดีไหมแต่ว่าถ้าเป็หมอนี้คงไม่เป็อะไรผมจึงตัดสินใจเล่าสิ่งที่ฝันให้เขาฟัง
โคลิคถือว่าเป็ผู้ฟังที่ดีเขาไม่พูดขัดตอนผมเล่าเลยหลั่งฟังเื่ที่ผมเล่าเขาก็พยักหน้าสองสามครั้ง
“่นี้นายมีความสุขดีสินะอาจจะมากกว่า่ที่มาที่นี้แรกๆ เกิดอะไรดีๆขึ้นรึเปล่า?”
อะไรดีๆเหรอ...เมื่อได้ยินคำถามใบหน้าของฮิโตมิก็ปรากฏออกมาเป็อันดับแรกถ้าพูดถึงเื่ที่ทำให้ผมมีความสุขก็คงจะเป็เื่ของผมกับเธอ่เวลาที่ผมใช้ร่วมกับเธอเป็่เวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตนั้นทำให้ผมพาลคิดไปถึงครั้งแรกที่เราสองคนเจอกันตอนนั้นบทสนทนาแรกที่พวกเราได้พูดกันมีแค่แนะนำตัวเท่านั้นเองทั้งที่เป็เพื่อนร่วมห้องที่นั่งข้างกันแต่เราไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยจนเลิกเรียนแล้วผมก็ไปบังเอิญเจอเธอที่โรงฝึกของครอบครัวเธอบรรยากาศในตอนนั้นค่อนข้างอึดอัดพอควร
แต่พอผ่านไปสองวันเธอก็เริ่มพูดคุยกับผมเธอบอกว่าหลังจากลองทดสอบดูก็ได้รู้ว่าผมต่างจากคนอื่นพอถามไปว่าต่างกันยังไงเธอก็ตอบอะไรที่ไม่เข้าใจอย่าง ‘เพราะฉันมองเห็นน่ะค่ะ’ จนถึงตอนนี้ผมก็ยั-
“เฮ้ย ได้ยินไหมเนี้ย!”
“อะ อืม!”
“ให้ตายสิเหม่ออะไรของนาย แถมยังยิ้มกรุ่มกริ่มอย่างกะคนมีความรักไปได้… เดี๋ยวนะหรือว่าที่่นี้นายมีความสุขจะเป็เพราะเื่นี้?”
โคลิคมองมาที่ผมด้วยท่าทีสงสัย
ไอเวรนี้มันเซนส์ดีไปไหนวะเนี้ยหรือว่าเราแสดงออกทางสีหน้ามากไปนะ
“…ถ้าใช้แล้วผิดเหรอ”
ผมตอบอย่างเขินอายนี้เป็ครั้งแรกที่พูดว่ามีความรักออกจากปากแถมอีกฝ่ายยังเป็เพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบปี
ท่าทีของโคลิคดูใเล็กน้อยผมรู้สึกถึงความผิดปกติเพราะท่าเป็ทุกทีเ้านี้คงหัวเราะท้องแข็งไปแล้ว
“เอาจริงดิ ใเลยนะเนี้ยที่คนแบบนายมีความรักน่ะ”
“หมายความว่าไง?”
“ก็ฉันนึกว่านายจะไม่กล้ามีความรักน่ะสิเมื่อดูจากท่าทีของนายในอดีตล่ะนะ ถ้าเป็เมื่อก่อนที่นายคอยรักษระยะห่างกับคนอื่นอยู่เสมอเพราะกลัวว่าเมื่อผูกพันธ์แล้วจะรับไม่ได้เมื่ออีกฝ่ายจากไปพอนายยอมรับว่ามีความรักก็เลยรู้สึกใ”
“งั้นเหรอ”
จริงอยู่ที่เมื่อก่อนผมจะคอยรักษาระยะห่างกับคนอื่นอยู่เสมอด้วยเหตุผลตามที่โคลิคได้พูดเอาไว้
นั้นสินะเื่มันเกิดหลังจากเขาเดินทางกลับรัสเซียไม่แปลกที่จะไม่รู้
‘แทนที่จะรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียใจสู้ใช้เวลาร่วมกับผู้อื่นเท่าที่ทำได้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังจะดีกว่า’ นั้นคือคำพูดสุดท้ายของตาแก่ก่อนที่ผมจะใช้หนี้เขาจนหมดแล้วเดินทางมาที่ญี่ปุ่น
“เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดนิดหน่อยน่ะ”
“คงเพราะคุณลุงวาดิมล่ะสิ”
ผมตอบเขาด้วยความเงียบไม่แปลกที่จะเดาได้เพราะตาแก่คือผู้มีพระคุณที่ดึงผมขึ้นมาจากจุดต่ำสุด
โคลิคกระดกเบียร์กระป๋องจนหมดแล้วโยนลงทั้งขยะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนไป10เมตรไม่ต้องมองก็รู้ว่าลงยังไงก็ไม่เคยพลาด
“แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็คนยังไงเหรอฉันชักอยากรู้แล้วสิว่าผู้หญิงที่ทำให้นายหลงรักได้เป็คนยังไง”
“นั้นสินะ เธอต่างจากพวกเราเป็แค่คนธรรมดาที่มือไม่เคยเปื้อนเื เด็กสาวจิตใจดีที่พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อื่นเสมอทำอาหารเก่ง แถมยังสวยสุดๆเลยด้วย ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้กับเธอหรือเห็นรอยยิ้มที่เธอส่งมาให้มักจะทำให้รู้สึกดีเธอเปรียบเสมือนคนที่นำความสงบมาให้กับหัวใจของฉันแบบที่ไม่ได้เป็มาตลอด5ปีเป็คนที่ฉันอยากจะยืนเคียงข้างไปตลอดชีวิต”
ผมสามารถสาธยายความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอได้มากกว่านี้แต่ก็คิดว่าเอาแต่พอดีดีกว่า
“จากที่ฟังมาเธอเหมือนผู้หญิงในอุดมคติเลยนะแน่ใจนะว่านายไม่ได้จินตนการขึ้นมาเอง?”
“จะบ้ารึไงเธอมีตัวตนอยู่จริงๆน่า”
“ก็นายพูดซะเหมือนหญิงในฝันเลยนี้หว่าแต่เอาเถอะนอกเื่มาเยอะแล้ว เรามาต่อเื่ความฝันของนายกันส่วนตัวนะฉันว่าที่นายฝันแบบนั้นเป็เพราะส่วนลึกในจิตใจนายกำลังรู้สึกผิดต่อคนพวกนั้น”
“รู้สึกผิดเหรอ?”
“ใช่รู้สึกผิดเพราะตอนนี้นายกำลังมีความสุขไง จิตใต้สำนึกของนายกำลังคิดว่าตัวเองกำลังมีความสุขทั้งๆที่พรากอนาคตของคนอื่นไปคล้ายกับความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตในอุบัติเหตุแต่ก็ไม่ใช่ อะไรประมาณนั้นแหละ”
ความรู้สึกผิดเหรอ แต่เรารู้สึกว่ามันจะไม่ใช่อะไรแบบนั้นเลยแหะเราเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
เฮ้อ สงสัยมันจะเป็แค่ฝันร้ายจริงๆล่ะมั้ง
พออยู่ในที่เงียบๆแล้วได้คุยอะไรแบบนี้ก็เริ่มรู้สึกง่วงแล้วแหะกลับไปนอนที่ห้องดีกว่ายังไงซะพรุ่งนี้ก็มีเรียน
“ฉันว่าฉันกลับแล้วดีกว่าเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมาแล้วไปส่งทีซิ”
“อะไรกันอยู่คุยกับฉันอีกหน่อยสิอีกตั้ง4ชั่วโมงกว่าเป้าหมายฉันจะมานะ”
“พรุ่งนี้ฉันมีเรียนน่ะ แล้วนี้นายไปเล็งหัวใครเขาอีกแล้วเหรอได้มัดจำมาเท่าไหร่ล่ะ”
“ประมาณ1ล้านดอลลาร์ เสร็จงานได้อีกครึ่ง”
“งานนี้เงินดีแหะ น่าอิจฉาชะมัด”
“ใช่และคราวนี้ฉันกะว่าจะทำสถิติใหม่ให้ตัวเองด้วยการลอบยิงในระยะ5.5กิโลเมตร”
5.5กิโลเมตรแค่การสอยเป้านิ่งในระยะนั้นก็โคตรยากแล้วน่ะแต่นี้จะใส่กับเป้าเคลื่อนที่เนี้ยนะถ้าคนอื่นพูดก็คงเป็เื่ไร้สาระแต่พอหมอนี้พูดมันกลับดูหน้าเชื่อถือขึ้นมาซะงั้น
เป็ชายที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ใดจริงๆ
“พยายามเข้าละกันแต่นายคงทำได้อยู่แล้วล่ะ เพราะว่านายเป็คน ‘พิเศษ’ ไงล่ะ เอ้าพาฉันไปส่งที่คอนโดได้แล้ว”
อากาศชักหนาวขึ้นเรื่อยแล้วแหะเพราะฤดุหนาวใกล้เข้ามาแล้วมั้ง
หลังจากที่ส่งฟัวร์โก้ที่คอนโดแล้วให้อุปกรณ์ติดต่อสื่อสารส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยโคลิคก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เขาเล็กไว้ให้เป็จุดซุ่มยิง ่เวลาคือตอนที่อีกฝ่ายลงมาจากเครื่องบิน
ในเวลาปกติก่อนที่จะปฏิบัติภารกิจเขาจะจินตนาการถึงขั้นตอนทุกอย่างในภารกิจจนถึง่ที่รับเงินจากนายจ้างในกรณีที่นายจ้างเบี้ยวค่าจ้าง
แต่ตอนนี้ในหัวของเขาวนเวียนไปดูดคำพูดหนึ่งของฟัวร์โก้มันไม่ใช่คำพูดที่แปลกอะไร
‘เพราะนายคือคนพิเศษ’
เขาอยากจะคืนคำๆนั้นคืนให้กับฟัวร์โก้มากกว่าสำหรับเขาแล้วพละกำลังและความเร็วเหนืุ์เทียบกับสิ่งที่ฟัวร์โก้ทำครั้งหนึ่งในอดีตไม่ได้เลยสักนิด
เขานึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์หนึ่งในตอนนั้นคนในแก๊งที่ไม่ชอบหมอนั้นได้เล็งจะทำให้เขาอับอายพวกนั้นหาข้อมูลและรู้ว่าฟัวร์โก้เป็คนกลัวแมงมุมแบบสุดขีดพวกมันได้หลอกล่อให้เขาเข้าไปในห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่มืดสนิทโดยที่ฟัวร์โก้ไม่รู้เลยว่าห้องนั้นเต็มไปด้วยแมงมุมมีพิษนานาชนิดทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่จำนวนมากกว่า100ตัวเมื่อไฟถูกเปิดฟัวร์โก้ไม่ได้กรีดร้องแต่อย่างใด แต่กลับยืนอยู่เฉยๆทั้งอย่างนั้นและจากการตรวจสอบในภายหลังก็ได้รู้ว่าเขาสติหลุดไปแล้วทั้งที่ยืนอยู่
สิ่งที่น่าใคือหลังจากนั้น เพราะไม่นานหลังฟัวร์โก้สติหลุดเปลวเพลิงขนาดใหญ่ก็ถูกปล่อยออกมาจากร่างกายของฟัวร์โก้ทำให้ห้องนั้นถูกเผาไหม้จนไม่เหลือชิ้นดีคลิปวิดิโอนั้นถูกบันทึกได้จากกล้องวงจรปิดที่ถูกติดอยู่ในห้องก่อนที่มันจะถูกเผาไหม้จนหลอมละลายหลังจากนั้นฟัวร์โก้ก็ถูกหามส่งเข้าโรงบาล แต่ไม่ใช่เพราะได้รับาแไฟไหม้รุนแรงตรงกันข้ามเขาไม่มีแผลไฟลวกบนร่างกายเลยด้วยซ้ำ เขาถูกหามส่งเพราะหัวใจหยุดเต้นและหลังจากตื่นขึ้นมาก็พบว่าเขาจำเหตุการ์หลังจากเข้าไปในห้องไม่ได้เลยสักอย่าง
หลังเหตุการณ์นั้นคลิปที่บันทึกเอาไว้ก็ถูกลบทันทีและทุกคนที่รู้เื่นี้ก็ตัดสินใจว่าจะปิดเื่เป็ความลับ
แต่โคลิคเก็บสำรองวิดิโอเอาไว้ที่ตัวเองหนึ่งคลิปเขาดูมันหลายต่อหลายครั้งเพื่อพิสูจน์ว่าเปลวไฟพวกนั้นมันเกิดขึ้นมาจากอะไรแต่ก็ได้ข้อสรุปเหมือนเดิมทุกครั้งคือมันออกมาจากร่างของฟัวร์โก้อย่างแน่นอน
แล้วเขาก็ชุกคิดขึ้นมาได้ขนาดคนที่มีพละกำลังและความเร็วเหนืุ์อย่างเขายังมีจริงแล้วทำไมคนที่ปล่อยไฟจากร่างกายจะมีไม่ได้ล่ะ
‘คนที่พิเศษมันนายต่างหาก’
โคลิคเอาเื่นี้ออกจากหัวแล้วตั้งสมาธิกับภารกิจตรงหน้า