ตอนที่ 57 ล่วงรู้ความลับ
ซ่งหยางเจ๋อเดินผ่านกลุ่มคนที่กำลังร่วมรักกันอย่างเร่าร้อนเหล่านั้นไปอย่างไม่แยแสอาจเป็นเพราะผู้คนต่างมึนเมาไปกับภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นมาจึงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีแขกภายในงานที่ยังมีสติครบถ้วนดี
ทุกคราที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงโสมมเหล่านี้เขามักจะดื่มยาแก้เมาและยับยั้งอาการกำหนัดในร่างกายเอาไว้ก่อนล่วงหน้าด้วยรู้ว่าคนเหล่านี้ใช้สุรายาสูบและเรือนร่างของสตรีในการมอมเมาพวกขุนนางเหล่านั้น
แค่ที่ทำอยู่เขาก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะบ้าอยู่แล้วหากจะให้เขาเข้าร่วมเรื่องโสมมพวกนี้ เขาทำไม่ลงจริงๆ
ยามนี้สิ่งที่เขาสงสัยก็คือมู่หลงเจียงต๋านผู้นี้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่...
ซ่งหยางเจ๋อเดินเข้าไปหลบซ่อนภายในห้องรับรองแห่งหนึ่งเพื่อหลีกหนีความโสมมและผู้คนที่กระทำตัวไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้น เขาคิดที่จะนอนพักสายตาสักประเดี๋ยวแต่นึกไม่ถึงเลยว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่นานเขากลับได้ยินเสียงชายหญิงที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ห้องติดกัน
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงหลังใหญ่แล้วเดินเก็บฝีเท้าไปยังฉากกั้นระหว่างห้องก่อนจะส่งปลายนิ้วเข้าปากและแตะน้ำลายลงบนกระดาษผืนบางตรงหน้าเพื่อสอดส่องห้องข้างเคียง
ภาพที่ปรากฏสู่สายตาก็คือชายวัยกลางคนที่อยู่ในสภาพเปลือกเปล่ากำลังบรรเลงบทเพลงรักที่เร่าร้อนตอบสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดในกายสตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นั้น
ชายหนุ่มคิดที่จะเบือนหน้าหนีไปไม่มองแต่คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินประโยคที่น่าตกใจบางอย่าง “อ๊ะๆ ท่านจะขับไล่ซางฉีด้วยวิธีนั้นจริงๆ รึ”
“ทำไม เจ้าเป็นห่วงมันรึ”ฝ่ามือแกร่งกุมลำคออ่อนนุ่มของหญิงสาวให้หันกลับมาสบตากับเขาก่อนจะส่งปลายลิ้นเข้าไปตวัดพัวพันอย่างดุดันด้วยฤทธิ์แรงหึงหวง
มู่หลงเจียงต๋านเคลื่อนไหวตอบรับการโจ้นจ้วงของชายผู้นี้พร้อมส่งเสียงร้องครวญครางอย่างไร้ยางอายแล้วเอ่ยยั่วยวนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานราวกับกำลังหยอกล้อคู่รักของตัวเองอยู่ก็มิปาน
“ข้าชอบเวลาที่ท่านหึงยิ่งนักอ๊ะ” หญิงสาวกัดฟันด้วยความเสียวซ่านกับบทเพลงรักที่เร่าร้อนและรุนแรงตรงหน้าก่อนจะตวัดท่อนขาเรียวพลิกตัวกดอีกฝ่ายไว้ใต้แรงและเริ่มเป็นฝ่ายควบคุมเสียงเอง
ฝ่ามือคู่งามกดลงบนหน้าท้องแบนราบของชายตรงหน้าอย่างยั่วเย้าพร้อมเอ่ยปลอบประโลมไปว่า “อย่าหึงไปเลยเจ้าก็รู้ว่าในใจข้ามีเจ้าเพียงผู้เดียว ข้าก็แค่...ไม่รู้สิเขาเป็นศิษย์รักของบิดาข้า เป็นสหายร่วมเรียนของข้าอีกทั้งยามที่อยู่ชายแดนเขาก็ดูแลบิดาของข้าเป็นอย่างดีถึงอย่างไรข้าก็ไม่อยากให้เขามีจุดจบที่ไม่ดี เจ้าไม่ทำร้ายเขาไม่ได้รึ...”
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนพลางบดเบียดสะโพกอ่อนนุ่มเข้ากับความเป็นชายที่แข็งขึงใต้ร่างอย่างเย้ายวนทว่านั่นกลับเป็นการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง
มู่หลงเจียงต๋านกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อนางถูกชายหนุ่มพลิกตัวให้นอนแนบลงบนฟูกนอนและสอดใส่เข้ามาทางด้านหลังอย่างไม่ปรานีเมื่ออยู่ใต้ร่างของชายผู้นี้หญิงสาวกลับยินยอมให้ด้วยความเต็มใจ
ชายวัยกลางคนผู้นั้นกระแทกกระทั้นร่างอรชรสมส่วนใต้ร่างอย่างไม่บันยะบันยังพร้อมกันนั้นก็ถอดเสื้อที่น่ารำคาญของตัวเองออกเผยให้เห็นรอยสักตัวอักษรต่างแคว้นสีดำดุดันที่กลางหลัง
ซ่งหยางเจ๋อเบิกตากว้างมองดูตัวอักษรต่างแคว้นตรงหน้าด้วยความตกใจยามนี้เขาเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้คร่าวๆ แล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วอัครเสนาบดีผู้นี้เป็นคนต่างแคว้นนี่เอง!
มิน่าเล่าเขาถึงได้ทำเรื่องที่ไม่เป็นผลดีต่อแคว้นซีหลิงมอมเมาขุนนางใจคดเหล่านั้นรวมถึงหลอกล่อท่านหญิงต่างแคว้นผู้นี้เพื่อที่จะทำลายแคว้นซีหลิง
คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะเดินเก็บฝีเท้าออกห่างจากหน้าต่างบานนั้นในหัวก็พลันครุ่นคิดถึงคำพูดของชายหญิงเมื่อสักครู่
ดูเหมือนว่าภายใต้การทุจริตนี้จะแอบแฝงไปด้วยแผนการที่ชั่วร้ายกว่านั้นเสียแล้วเขาควรจะทูลฝ่าบาทหรือรอให้แผนการนี้ดำเนินไปจนถึงขีดสุด แล้วค่อยเปิดโปงให้คนเหล่านี้ดิ้นไม่หลุดแทน
ด้วยความร้อนใจซ่งหยางเจ๋อจึงไม่ทันระวังชนเข้ากับรูปปั้นไม้ก่อนเกิดเสียงดังขึ้นมา
“นั่นใคร!” เสียงของมู่หลงเจียงต๋านดังขึ้นอย่างเย็นชาเมื่อเห็นเงาไหววูบจากห้องด้านข้าง นางก็พลันส่งสายตาให้บุรุษที่อยู่ใต้ร่าง ก่อนที่เขาจะรีบพลิ้วกายออกไป
ซ่งหยางเจ๋อลอบด่าตัวเองในใจที่เผลอทิ้งร่องรอยเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะถูกพบตัวก็พลันมีร่างอวบอิ่มของสตรีวัยกลางคนดึงเขาไปที่เตียงก่อนจะขึ้นมาคร่อมร่างของเขาเอาไว้แล้วแสร้งทำเป็นขยับกายอย่างเร่าร้อน ชายหนุ่มรู้ได้ในทันทีว่าสตรีผู้นี้ตั้งใจจะช่วยเขาจึงร่วมแสดงละครกับนาง
เมื่อยามที่ประตูเปิดออกก็พบกับร่างที่กำลังบรรเลงเพลงรักกันอยู่ดวงตาคมปลาบของชายผู้นั้นกวาดสายตามองดูรอบห้องอย่างละเอียดเมื่อเห็นว่าคนทั้งสองยังคงร่วมรักกันโดยไม่รู้สึกตัวอะไร ชายผู้นั้นจึงเดินออกไป
ยามนี้ข้างห้องไร้ซึ่งเสียงการเคลื่อนไหวใดคาดว่าชายหญิงสองคนนั้นคงจากไปเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ก็พลันถอนหายใจออกมาพร้อมกันและเลิกแสดงละครตรงหน้านี้ในทันที
ซ่งหยางเจ๋อลุกขึ้นมาและเอ่ยขอบคุณสตรีตรงหน้าเบาๆ“ขอบคุณฮูหยินยิ่งนัก”
“ไม่ต้องเกรงใจข้าอยากจะช่วยท่านด้วยใจจริง” ฮูหยินชิวหยุดชะงักไปสักพักและเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่แน่วแน่ไม่เปลี่ยนใจอีกครั้งว่า“ข้าอยากจะร่วมมือกันท่าน”
“หมายความว่าเยี่ยงไร” ซ๋งหยางเจ๋อแสร้งทำเป็นเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใดข้าจะช่วยท่านเองขอเพียงท่านสัญญาว่าข้าและบุตรสาวจะปลอดภัย” ฮูหยินชิวเอ่ยด้วยความมุ่งมั่นนางตัดสินใจที่จะไม่เชื่อฟังชายที่ทำร้ายจิตใจนางอยู่ร่ำไปผู้นี้อีกแล้ว
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาได้แสดงให้นางเห็นแล้วว่าชีวิตของนางไร้ค่ามากเพียงไรเขาใช้ร่างปรนนิบัติสหายของตัวเองอย่างไม่ละอายแล้วยังนอกใจนางไปหาสตรีต่ำช้าอีกคน!
ความเจ็บที่ได้รับมันเพียงพอที่จะให้นางปล่อยมือจากเขายามนี้นางไม่ปรารถนาจะให้บุตรสาวของตนเกี่ยวข้องกับราชสำนักแห่งนี้อีกในเมื่อเขาทำระยำต่ำช้ากับนางได้ ย่อมก็ทำกับบุตรสาวของตัวเองได้เช่นกัน
“หากฮูหยินอยากช่วยข้าจริงๆเช่นนั้นเพียงแค่นำข่าวที่สำคัญของท่านอัครเสนาบดีมาบอกข้าก็พอที่เหลือข้าจะเป็นคนจัดการเองส่วนข้าก็จะช่วยท่านและสตรีคนอื่นจากงานเลี้ยงน่ารังเกียจนี้ด้วยเช่นกัน หากมีผู้ใดไม่เต็มใจก็ให้พวกนางมาแสดงละครกับข้าเถิด แต่ถ้าหลบเลี่ยงไม่ได้ ข้าจะแนะนำวิธีให้เอง”
“ตกลงตามนั้น ขอบใจเจ้ามากข้ารู้ดีว่าควรทำเช่นไร” ฮูหยินชิวสบสายตากับดวงตาสีนิลตรงหน้าอย่างรู้ความ
ฉับพลันนั้นซ่งหยางเจ๋อก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสุภาพ “จริงสิ ฮูหยินชิว คำถามของข้าอาจเสียมารยาทไปสักหน่อยขอฮูหยินโปรดอภัย”
เมื่อด้ยินอย่างนี้แล้วฮูหยินชิวก็ส่ายศีรษะเล็กน้อยและเอ่ยว่า “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสียมารยาทอะไรหรอกเรื่องราวที่ผ่านมามันหนักหนาเกินทนจนข้าไม่ใส่ใจอะไรแล้วล่ะ เจ้าถามมาสิ”
“ข้าอยากรู้ว่าท่านอัครเสนาบดีมีรอยสักที่กลางหลังหรือไม่”ซ่งหยางเจ๋อเอ่ยถามสิ่งที่ด้วยเองสงสัยออกไป
ฮูหยินชิวขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “ไม่มี”
“ท่านแน่ใจรึเขาไม่ได้ใช้ผิวหนังปลอมตบตาท่านใช่หรือไม่” ซ่งหยางเจ๋อยังคงไม่ปล่อยข้อสงสัยนี้ไป
“ไม่มีทางข้าเคยปรนนิบัติเขาอาบน้ำอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังสัมผัสผิวนั้นด้วยตัวเองไม่มีทางจะเป็นของปลอมไปได้” ฮูหยินชิวยังคงยืยันตามเดิม
ซ่งหยางเจ๋อครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้งว่า “ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้สายมีของท่านมีสิ่งใดที่แปลกไปไม่เหมือนเดิมหรือไม่ขอฮูหยินลองคิดดูให้ละเอียดเถิด”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ฮูหยินชิวก็รับรู้ได้แล้วว่าจะต้องมีสิ่งใดที่ผิดปกติก่อนขึ้นกับสามีของนางอย่างแน่นอนนางครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่สักพัก แล้วจึงเอ่ยทุกอย่างที่รู้ออกมา “ดูเหมือนว่า...เขาจะแข็งแรงขึ้น”
“แข็งแรงขึ้น?” ซ่งหยางเจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาเพิ่งเข้ามาอยู่ในราชสำนักย่อมไม่รู้อยู่แล้วว่าเมื่อก่อนใครเป็นเช่นไรบ้าง
“อืมเมื่อก่อนสามีของข้าแม้จะดูแข็งแรงดี ทว่าเขามีอาการไอเรื้อรังที่แก้ไม่หายแต่ระยะหลังมานี้ข้าไม่เห็นเขาไออีกเลยมิหนำซ้ำเขายังเก็บตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาหรือแม้แต่อนุคนโปรดพวกเราแทบจะไม่เจอหน้าเขาเลยนอกจากตอนที่เขาพาพวกเรามาในงานเลี้ยง...” พอพูดมาถึงประโยคหลัง เสียงของฮูหยินชิวก็แฝงไปด้วยความเจ็บช้ำ
นางกล้ำกลืนความอัปยศนี้ลงไปก่อนจะนึกถึงข้อสังเกตอีกอย่างขึ้นมาได้ “ดูเหมือนว่าเขาจะออกกำลังกายด้วยเมื่อก่อนร่างกายเขาไม่ได้แน่นตึงขนาดนี้แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าไม่ทันระวังแตะโดนตัวเขาเข้า ร่างกายของเขาแข็งแกร่งเหมือนคนที่ฝึกยุทธ์ก็มิปาน...”
เมื่อได้ยินอย่างนี้แล้วซ่งหยางเจ๋อก็มั่นใจในข้อสงสัยของตัวเองทันทีและเอ่ยว่า “ฮูหยินชิว ท่านทำใจดีๆ ไว้ ข้าคิดว่าชายผู้นี้ไม่ใช่สามีตัวจริงของท่าน”
“หมายความว่าอย่างไร!? หากเขาไม่ใช่สามีของข้า แล้วเขาเป็นใครกัน!” ฮูหยินชิวไม่ลังเลเลยที่จะเชื่อชายหนุ่มตรงหน้าเพราะการกระทำของสามีผู้นี้ดูไม่เหมือนสามีคนเก่าของนางเลย
“มิน่าเล่าเขาถึงได้กระทำการชั่วช้ากับพวกเราถึงเพียงนี้!” ฮูหยินชิวเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นอย่างแรงกล้า
ซ่งหยางเจ๋อมองดูความแค้นในแววตาของสตรีตรงหน้าและเอ่ยออกมาว่า“ฮูหยินใจเย็นก่อน ข้าไม่แน่ใจว่าเขาเป็นใครแต่ว่าเขาจะต้องคิดไม่ดีกับแคว้นซีหลิงของพวกเราแน่นอนว่ากันว่าคนนอกด่านต่างก็มีรอยสักด้วยกันทั้งนั้นหากเป็นเช่นนี้จริงข้าคงต้องขอให้ท่านจับตาดูเขาไม่ให้ละสายตา”
“ข้าเข้าใจแล้วในเมื่อเขาไม่ใช่สามีของข้า ข้าก็ไม่จำเป็นจะต้องเกรงใจ แต่ว่านะใต้เท้าซ่งท่านช่วยตามหาสามีให้ข้าได้หรือไม่ ข้าอยากรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า…”
“ฮูหยินไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ” ซ๋งหยางเจ๋อพยักหน้าตอบรับสตรีตรงหน้าอย่างหนักแน่น
ทั้งคู่พูดคุยแผนการกันอยู่สักพักก่อนจะจากกันซ๋งหยางเจ๋อกลับคืนสู่ท่าทางของขุนนางที่ทำตัวเสเพลเดินโอบร่างอวบอิ่มของฮูหยินชิวออกมาด้วยความมึนเมาก่อนจะให้บ่าวรับใช้เข้ามาพยุงร่างขึ้นไปบนรถม้า ปากก็พร่ำเพ้อถึงกล่องเงินในอ้อมแขนไม่ขาดสายแสดงบทบาทขุนนางโลภมากได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่เผยพิรุธใดออกมาทั้งสิ้น
หลังจากที่มาถึงเรือนแล้วเขาก็ขับไล่บ่าวรับใช้ออกไปด้วยความรำคาญใจ เมื่อคล้อยหลังคนกลุ่มนั้นไปแล้วดวงตาสีนิลสงบนิ่งก็พลันลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วทำการพลิ้วกายหลบหนีเวรยามภายในจวนแล้วตามหาม้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังสุสานหลวงเพียงลำพัง
ยามนี้สถานการณ์ไปไกลกว่าที่เขาจะควบคุมได้แล้วหากเขาต้องการจะโค่นล้มกลุ่มอำนาจนี้จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากชายที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและไม่แยแสต่อผลประโยชน์ใดผู้นั้น
เขาจำเป็นต้องร่วมมือกับองค์รัชทายาท!
.
.
.