ตอนที่ 5: คืนเข้าหอในกรงเล็บพยัคฆ์
ความเงียบสงัดภายในห้องหอยามวิกาลทิ้งตัวกดทับลงมาอย่างหนักหน่วง มันอึดอัดและชวนให้หายใจติดขัดเสียยิ่งกว่าม่านผ้าไหมแพรพรรณสีแดงสดนับสิบผืนที่ทิ้งตัวระย้าประดับประดาอยู่รอบกาย เสิ่นเยว่ยังคงนั่งตัวตรงอยู่บนขอบเตียงสลักลายัหงส์ ปล่อยให้ความเย็นะเืจากประโยคคำขู่ของบุรุษมัจจุราชที่นอนหันหลังให้ กัดกินความรู้สึกนึกคิดไปทีละน้อย
‘จวนอ๋องแห่งนี้ เมื่อก้าวเท้าเข้ามาแล้ว ก็จงอย่าได้หวังว่าจะได้ก้าวออกไปอีก ไม่ว่าจะในสภาพที่มีลมหายใจ หรือไร้ลมหายใจก็ตาม’
สุรเสียงเยียบเย็นนั้นยังคงดังก้องสะท้อนไปมาในโสตประสาท เปรียบดั่งคมกระบี่อาบยาพิษที่ถูกแขวนห้อยด้วยเส้นด้ายบางเฉียบเอาไว้เหนือกระหม่อมของนางตลอดเวลา
นางตระหนักรู้ได้เป็อย่างดีว่า บุรุษผู้กลิ่นอายสังหารที่นอนนิ่งสนิทอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ไม่ได้เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างแท้จริง สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นยังคงกวาดจับจ้องทุกการเคลื่อนไหว ทุกจังหวะการหดขยายของทรวงอก และทุกลมหายใจเข้าออกของนางอย่างไม่คลาดสายตา
เกมกระดานจิตวิทยาอันตรายได้เปิดฉากขึ้นแล้ว และนางจะไม่มีวันยอมก้มหัวโยนหมากทิ้งเพื่อขอยอมแพ้!
เสิ่นเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด พยายามข่มก้อนความตระหนกที่ตีรวนปั่นป่วนอยู่ในอก บังคับอัตราการเต้นของหัวใจให้ช้าลง เพื่อหล่อหลอมให้เหลือเพียงความสงบนิ่งเยือกเย็นฉาบเคลือบอยู่บนเปลือกนอก
สตรีในชุดมงคลค่อยๆ เอื้อมมือเรียวขาวผ่องขึ้นไปเบื้องบน ปลายนิ้วััและเริ่มปลดเปลื้องเครื่องประดับศีรษะที่หนักอึ้งและรุ่มร่ามออกทีละชิ้นอย่างเชื่องช้า
ท่วงท่าการขยับเขยื้อนนั้นลื่นไหลและสง่างามดุจอิสตรีสูงศักดิ์สายเืบริสุทธิ์ที่เคยได้รับการอบรมจริยวัตรมาอย่างเข้มงวด ไร้ซึ่งร่องรอยของความร้อนรนหรือความหวาดกลัวให้ปรากฏบนใบหน้าอันงดงามล่มเมืองแม้แต่น้อย
แสงจากเทียนมงคลสีแดงเล่มโตที่ลุกโชนอยู่มุมห้อง ส่องสะท้อนตกกระทบปิ่นปักผมและมงกุฎทองคำฝังพลอยให้เปล่งประกายวาววับ ก่อนที่โลหะล้ำค่าเ่าั้จะถูกวางเรียงลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมข้างเตียงอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย เสียงกระทบกันดังกริ๊กเบาๆ ท่ามกลางความเงียบ
จากนั้นนางจึงค่อยๆ ปลดสายสะเอวและอาภรณ์ชั้นนอกที่ปักร้อยด้วยลวดลายหงส์คู่ัออกอย่างแ่เบา ปล่อยให้ผืนผ้าไหมเนื้อหนาร่วงหล่นลงไปกองบนพื้น เผยให้เห็นเพียงชุดนอนตัวในสีแดงสดที่บางเบาและพลิ้วไหวแนบลู่ไปกับสัดส่วนโค้งเว้า
เมื่อบนเรือนร่างหลงเหลือเพียงชุดนอนตัวบาง เสิ่นเยว่ก็หยัดกายลุกขึ้นยืน สองเท้าเปลือยเปล่าก้าวเดินอย่างไร้สุรเสียงตรงไปยังโต๊ะน้ำชากลมที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง
นางรินน้ำชาสมุนไพรที่เย็นชืดลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ แล้วยกขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มรวดเดียวจนหมดจอก ปล่อยให้รสชาติขมฝาดเจือจางของใบชาชั้นเลิศไหลลงไปชะล้างความแห้งผากในลำคอ และช่วยเรียกสติสัมปชัญญะให้กลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง
ภายในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม่ไกลนัก สะท้อนเงาของสตรีชุดแดงผู้มีใบหน้าเรียบเฉย หากแต่เมื่อนางปรายตามองลึกลงไปในกระจกบานนั้น กลับปรากฏภาพสะท้อนของบุรุษร่างกำยำผู้นอนตะแคงอยู่บนตั่งไม้เนื้อแข็งอีกฟากฝั่งของห้อง
เขายังคงสวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองคำ แขนแกร่งข้างหนึ่งยกขึ้นหนุนรองศีรษะแทนหมอน ั์ตาสีนิลที่เคยทอประกายเย็นเยียบซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด
บัดนี้กำลังลืมตาตื่นและจ้องมองตรงมาที่แผ่นหลังของนางผ่านเงาสะท้อนในคันฉ่องอย่างไม่คิดจะหลบซ่อน ราวกับจงใจประกาศกร้าวให้รู้ตัวว่า ทุกการกระทำและทุกความลับของนาง ล้วนตกอยู่ในกรอบสายตาของเขาเสมอ
เขาไม่ได้แค่ลอบสังเกตการณ์ แต่เขากำลังชำแหละและวิเคราะห์นางอยู่
ความรู้สึกบางอย่างในใจของเซียวเหยียนกำลังหมุนวนและแปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบตึงดุจรูปสลักหิน เขาจดจ้องเรือนร่างบอบบางของคุณหนูสกุลเสิ่นในคันฉ่องด้วยแววตาที่ลึกล้ำยากจะคาดเดา
สตรีผู้นี้ ช่างผิดแผกและห่างไกลจากภาพลักษณ์ของ ‘เสิ่นเยว่’ ที่เครือข่ายสายลับของเขาเคยรวบรวมรายงานมาให้อย่างสิ้นเชิง
เสิ่นเยว่ในหน้ากระดาษและในความทรงจำอันเลือนรางของเขา คือสตรีร้ายกาจที่เอาแต่ใจ โง่เขลาเบาปัญญา หลงมัวเมามืดบอดในรสรักที่มีต่อองค์รัชทายาท และมักจะแสดงพฤติกรรมคลุ้มคลั่ง กรีดร้องโวยวายไร้เหตุผลออกมาให้ผู้คนได้เวทนาอยู่เสมอ
แต่สตรีที่หยัดยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในค่ำคืนนี้ กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบนิ่ง เยือกเย็น และเปล่งประกายความฉลาดเฉลียวที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันบอบบางน่าทะนุถนอม
แววตาที่กล้าสบประสานกับเขาอย่างไม่เกรงกลัวในคืนแรกที่ถูกจองจำในเรือนร้าง
แววตาที่กวาดมองหาช่องทางหลบหนีอย่างคนไม่ยอมแพ้
แววตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวในขณะรับราชโองการสมรส มันไม่ใช่แววตาของสตรีไร้สมองคนเดิมที่เขารู้จักแม้แต่น้อยนิด
นางกำลังซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้ภายใต้ใบหน้าอันงดงามนี้กันแน่ หรือทั้งหมดนี้ จะเป็เพียงอีกหนึ่งแผนการลวงโลก เป็เล่ห์กลตบตาบทใหม่ที่ตาเฒ่าเ้าเล่ห์อย่างเสนาบดีเสิ่นจงใจส่งบุตรสาวมาปั่นหัวเขาถึงในจวน
“เ้าไม่คิดจะทำหน้าที่ของพระชายาในคืนวสันต์ให้สมบูรณ์หรือ”
เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดุจเสียงครางของสัตว์ร้ายดังทำลายความเงียบงันในห้องหอลงอย่างกะทันหัน น้ำเสียงนั้นเจือแววหยอกล้อ หยามหยัน และท้าทายอยู่ในที
เสิ่นเยว่ชะงักมือที่กำลังจับหูกาเตรียมจะรินน้ำชาจอกที่สอง นางสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ก่อนจะวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะอย่างแ่เบาไร้สุรเสียง ร่างระหงหมุนกายกลับไปเผชิญหน้ากับมัจจุราชหนุ่มอย่างสง่าผ่าเผย ดวงตาหงส์สบเข้ากับั์ตาสีนิลคู่คมอย่างทระนง ไม่มีการหลบเลี่ยงหรือก้มหน้าหลบสายตาอย่างที่สตรีทั่วไปพึงกระทำเมื่อเผชิญหน้ากับบุรุษผู้ทรงอำนาจ
“หม่อมฉันเห็นท่านอ๋องล้มตัวลงพักผ่อนแล้ว จึงไม่กล้ากระทำการอันใดให้เป็การรบกวนเวลาอันมีค่าเพคะ”
นางเอื้อนเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งจังหวะตื่นตระหนกหรืออารมณ์ขุ่นมัวใดๆ มันเป็การตอบโต้ที่เรียบง่ายแต่แฝงความคมคาย ราวกับจะบอกใบ้ให้เขารับรู้เป็นัยว่า นางเองก็ล่วงรู้เช่นกันว่าเขากำลังจับตาดูนางอยู่ทุกฝีก้าว
เซียวเหยียนแค่นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอเบาๆ คลื่นความสนใจและความหวาดระแวงในดวงตาของเขาลุ่มลึกและมืดดำยิ่งขึ้นไปอีกหลายส่วน
“เช่นนั้นก็เดินมานี่”
เขาเอ่ยปากสั่งด้วยประโยคสั้นกระชับ คำสั่งนั้นปราศจากการตะคอกหรือขึ้นเสียง หากแต่แฝงเร้นไปด้วยกลิ่นอายแห่งอำนาจเผด็จการที่กดดันจนผู้ฟังไม่อาจหาญกล้าปฏิเสธได้
หัวใจของเสิ่นเยว่กระตุกวูบและหล่นร่วงลงไปกองที่ตาตุ่ม ความกังวลแล่นปราดขึ้นมาจับขั้วหัวใจอีกครั้ง เขาคิดจะลงมือทำสิ่งใด!
แม้จะพร่ำบอกและเตรียมใจตนเองเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าคืนเข้าหอร่วมกับอ๋องทมิฬย่อมไม่มีทางจบลงอย่างสงบสุขราวกับโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เมื่อประโยคคำสั่งคุกคามนั้นดังขึ้นในระยะประชิด สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ยังคงกรีดร้องเตือนให้นางระแวดระวังภัยสูงสุด
ถึงกระนั้น เสิ่นเยว่ก็ยังคงสามารถรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้อย่างมั่นคงดุจกำแพงน้ำแข็ง นางก้าวเท้าเดินตรงไปยังตั่งไม้ตัวแคบที่เขาใช้เป็ที่พักพิงด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่ง มั่นคง ราวกับพญาหงส์งามที่กำลังก้าวเดินอย่างหยิ่งผยอง แม้ปลายเท้าจะเย็นเฉียบ แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรง
เมื่อร่างบอบบางก้าวมาหยุดยืนอยู่ข้างตั่งนอน บุรุษร่างใหญ่ก็ขยับพลิกกายกลับมานอนหงาย ั์ตาสีนิลวาวโรจน์จ้องมองใบหน้านางเขม็ง คล้ายกำลังออกคำสั่งทางสายตาให้นางปฏิบัติตามความ้าของเขา
“นอนลง”
เป็คำสั่งสั้นๆ ที่ดุดัน ไร้ซึ่งความเยื่อใยหรือความอ่อนโยนใดๆ ที่สวามีพึงมีต่อภรรยาป้ายแดง
เสิ่นเยว่เม้มริมฝีปากอวบอิ่มเข้าหากันเล็กน้อย ภายในใจกำลังก่นด่าสาปแช่งความเอาแต่ใจของเขาไปถึงบรรพบุรุษแปดชั่วโคตร แต่ภายนอกกลับแสดงร่องรอยความขัดใจออกมาเพียงแค่การขมวดคิ้วบางๆ นางค่อยๆ ทรุดกายนั่งลงบนพื้นที่ว่างอันน้อยนิดข้างๆ เขาบนตั่งนอนแคบๆ นั้น
นางตัดสินใจเอนกายลงนอนตะแคงหันหลังให้เขาทันทีโดยอัตโนมัติ พยายามขยับตัวชิดริมขอบตั่งเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การกระทำนั้นแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งเพื่อสื่อสารให้เขารับรู้ว่า นางไม่ได้มีความเต็มใจจะร่วมเตียงกับเขาสักนิด
กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมที่ลอยอวลเข้มข้นขึ้นในระยะประชิด ปะปนกับกลิ่นอายความเย็นเยียบเฉพาะตัวของบุรุษเื้ั ทำเอาก้อนเนื้อในอกซ้ายของนางเต้นกระหน่ำรัวเร็วอย่างไม่อาจควบคุม นางรับรู้ได้ถึงไออุ่นร้อนผ่าวจากเรือนร่างสูงใหญ่ที่แผ่ซ่านเข้ามาใกล้ชิดแผ่นหลังของนางมากขึ้นเรื่อยๆ
ฉับพลันนั้นเอง
ท่อนแขนแกร่งที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อก็ตวัดพาดผ่านเอวคอดกิ่วของนางไปอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะออกแรงดึงรั้งร่างบอบบางให้ถลำลึกเข้าไปแนบชิดกับแผ่นอกกว้างที่แข็งแกร่งดุจกำแพงหินของเขา จนแผ่นหลังของนางบดเบียดสนิท ไร้ซึ่งช่องว่างให้อากาศลอดผ่านแม้แต่คืบเดียว!
เสิ่นเยว่สะดุ้งสุดตัว ดวงตาหงส์เบิกกว้าง ร่างกายแข็งทื่อเกร็งเขม็งขึ้นมาในฉับพลัน ราวกับมีกระแสไฟฟ้าสายใหญ่ฟาดผ่าลงมากลางกะโหลก แม้นางจะพยายามขืนตัวและดิ้นรนหนีจากพันธนาการ แต่การต่อต้านนั้นกลับสูญเปล่า ความแข็งแกร่งมหาศาลของบุรุษยอดนักรบผู้นี้ มีพละกำลังเหนือล้นเกินกว่าที่เรี่ยวแรงของสตรีบอบบางจะหาญสู้ต้านทานได้
“อย่าขยับ”
เสียงกระซิบแหบพร่าและดุดันดังชิดติดริมต้นคอขาวผ่อง ลมหายใจอุ่นจัดของเขาเป่ารดผิวเนื้ออ่อนบางบริเวณท้ายทอยจนเสิ่นเยว่เกิดอาการขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ปลายนิ้วมือสากที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งของเขากรีดไล้แ่เบาลงบนหน้าท้องแบนราบ ลูบผ่านเนื้อผ้าไหมตัวบางที่กั้นกลางเอาไว้เพียงชั้นเดียว
ัันั้นแฝงไว้ด้วยความคุกคามอันตราย ราวกับมัจจุราชกำลังตอกย้ำให้ตระหนักว่า นางได้ตกอยู่ในกรงเล็บของเขาโดยสมบูรณ์ และไม่มีทางดิ้นหลุดหนีพ้นจากเงื้อมมือของเขาได้อีกต่อไป
เสิ่นเยว่หลับตาลงแน่น กัดริมฝีปากจนััได้ถึงรสชาติคาวเืจางๆ ความรู้สึกหวาดกลัว สับสน ตื่นตระหนก และความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยพานพบ พุ่งเข้าปะทะปะปนกันจนแยกไม่ออก นางสูดหายใจลึก พยายามบังคับจังหวะการหอบหายใจของตนเองให้กลับมาเป็ปกติที่สุด ภายใต้พันธนาการอันรัดรึงราวกับงูหลามที่กำลังรัดเหยื่อ
ค่ำคืนเข้าหออันแสนอันตรายและบ้าคลั่งนี้…เพิ่งจะลั่นระฆังเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!