ตราประทับของผู้ฝึกตนนั้นสร้างขึ้นจากการหลอมรวมธาตุทั้งหมดในร่างเข้ากับอาวุธเวทย์ หากคิดจะสลายปราณธาตุออกไปนั้น ย่อมเป็นการทำลายตราประทับด้วย ดังนั้นหากผู้ที่มีระดับยอดยุทธ์ขึ้นไป เมื่อถูกยาสลายปราณธาตุจะทำให้ตราประทับที่สร้างขึ้นอย่างยากลำบากต้องสลายไปด้วย
เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายความพยายามหลายปีของผู้อื่น กองกำลังเจ็ดธาตุของมู่เชียนย่อมต้องเลือกสมาชิกจากผู้ฝึกตนระดับนักยุทธ์เท่านั้น โชคดีที่หลังจากพวกเขาครอบครองปราณธาตุเดี่ยวจะสามารถพัฒนาตนเองได้เร็ขึ้นว ทั้งนางยังวางแผนจะให้โอสถรวมปราณกับพวกเขา หลังกินโอสถรวมปราณเข้าไปทหารเหล่านี้ย่อมก้าวเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ได้ในชั่วอึดใจ
การจะเข้าเข้าสู่ยอดยุทธ์ของทหารนับพันนั้น ไม่เพียงต้องอาศัยโอสถรวมปราณ ทว่าเพื่อให้พวกเขาสร้างตราประทับยอดยุทธ์ ยังจำต้องมีอาวุธเวทย์จำนวนมากอีกด้วย หลังสำเร็จการหลอมโอสถขั้นห้าเรียบร้อย มู่เชียนยังวางแผนฝึกหลอมอาวุธให้พวกเขา
วิถีหลอมอาวุธนั้นนับเป็นความรู้ใหม่โดยแท้จริง ที่หมู่ตึกพฤกษาและแคว้นต้าหนานปราศจากผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ มู่เชียนจึงไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน แท้จริงแล้วทั่วแผ่นดินมีเพียงทวีปตะวันตกและทวีปใต้เท่านั้นที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมอาวุธ นี่เป็นเหตุหนึ่งให้ทวีปกลางแห่งนี้ขาดแคลนอาวุธเวทย์ระดับสูงนัก
ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ในทุกๆวันมีเรื่องให้มู่เชียนต้องทำมากมาย ทั้งฝึกวิชา ทั้งปรุงโอสถ นอกจากนั้นนางยังต้องคอยเจียดเวลามาดูแลผู้ป่วยตัวน้อยในกรงตัวนั้นอยู่เสมอ
มู่เชียนเรียกขานเจ้าผีซิวตัวน้อยนี้ว่า ‘จื่อฮั่ว’ จนถึงวันนี้มันยังคงไม่ยอมกินยา คงเพราะถูกทรมานมานับแต่จำความได้ จิตใจของเจ้าตัวเล็กจึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง มันมักจะแสดงท่าทางก้าวร้าวใส่ทุกคนที่เฉียดเข้ามาใกล้ เช่นนี้มู่เชียนจึงได้แต่รักษามันด้วยปราณอี้เจ๋อเท่านั้น ทุกครั้งขณะทำการรักษามันจะจ้องนางนิ่ง ก่อนจะนอนหลับไปท่ามกลางปราณสีทองอันอบอุ่น
มู่เชียนถือกรงของมันก้าวออกมาจากเมืองใบไม้ ย้อนกลับไปยังป่าโปร่งที่อยู่ใกล้ๆ ผ่านมาหลายวันอาการของมันหายดีแล้ว นางจึงคิดจะปล่อยมันไป
“แน่ใจหรือว่าจะปล่อยมันไป มันยังเล็กอาจเกิดอันตรายได้นะ” เสี่ยวจิ้งเอ่ยเตือน เขายังนึกเสียดายที่มู่เชียนไม่ยอมรับเจ้าตัวนี้ไว้เป็นสัตว์ในพันธะ
“สิ่งที่เราคิดว่าดี สำหรับผู้อื่นอาจเป็นทำร้าย… ข้าคิดว่าทุกชีวิตควรมีสิทธิ์เลือกทางเดิน ต่อให้อนาคตจะยากลำบากเช่นไร อย่างน้อยก็เคยได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองต้องการ…” มู่เชียนมองเจ้าตัวน้อยในกรงอย่างพิจารณาเป็นครั้งสุดท้าย
ร่างที่เคยขมุกขมัวยามนี้ถูกนางใช้น้ำนางทำความสะอาดอย่างดี ตลอดร่างของมันมีขนสีม่วงอ่อนสวยงามมีเพียงขนบริเวณเล็กๆตรงปลายหูเท่านั้นที่มีสีดำ ‘จื่อฮั่ว’ ราวกับล่วงรู้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่มันได้รับอิสระ ดวงตาสีชมพูจ้องมายังมู่เชียนอย่างรอคอย
“นับจากนี้ชีวิตของเจ้าอยู่ในมือของตนเองแล้ว ดูแลตัวเองให้ดีนะ” เมื่อประกายรับรู้วาบขึ้นในดวงตาคู่น้อย มู่เชียนก็ยิ้มบาง ก่อนจะเปิดประตูกรงออกในที่สุด
สายลมแห่งอิสระภาพพัดโชยเข้ามาในกรงเป็นครั้งแรก พริบตานั้น ผีซิวตัวน้อยก็วูบร่างมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้านางในชั่วพริบตา ความเร็วอันน่าเหลือเชื่อของมัน แม้แต่เสี่ยวจิ้งที่บรรลุราชาอสูรแล้ว ยังต้องตกตะลึง
จื่อฮั่วจ้องมองหน้าหญิงสาวอีกครู่ใหญ่ ราวกับต้องการประทับร่างของนางเอาไว้ ก่อนที่ร่างเล็กจะหายวับไปในทันที
“นี่ล่ะผีซิว…. สายพันธุ์ที่แสนบอบบางทว่าว่องไวที่สุดในใต้หล้า” ลวี่ซานถงเอ่ย “ด้วยความสามารถด้านการเคลื่อนไหวและหลบซ่อน นับจากนี้คงไม่มีผู้ใดจับมันได้อีก”
“อืมมม…. เราคงไม่ต้องห่วงมันอีกแล้ว” มู่เชียนพลิกมือทำลายกรงขังไปในพริบตา ก่อนจะมุ่งหน้ากลับเผ่าเยี่ยนถู
“ท่านองครักษ์ ไม่มีเรื่องธุระอื่นที่ต้องจัดการแล้วหรือ?” ซูม่านเอ่ยถามอย่างสุภาพ นางเหลือบมองร่างสูงที่ยืนพิงกำแพง ห่างจากนางประมาณสามจ้างด้วยแววตาเบื่อหน่าย ….
ถูกชายผู้นี้คอยวนเวียนติดตามราวกับวิญญาณร้ายมาตลอดสัปดาห์ ไม่ว่าผู้ใดย่อมต้องทนไม่ไหวเช่นเดียวกัน !
หู่อู่ไม่ตอบคำถาม…. เขาไม่มีหน้าที่ที่ต้องอธิบายการกระทำใดๆ ตราบเท่าที่เขายังปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากองค์ราชา นั่นคือคอยปกป้องและช่วยเหลือมู่เชียน ….
ในเมื่อเขารู้สึกว่าสตรีแคว้นอิงนางนี้ มีบางอย่างปกปิดไว้ เขาย่อมต้องสืบหาออกมาให้ได้ มิเช่นนั้นเขาไม่อาจวางใจปล่อยให้นางอยู่ข้างกายนายหญิงเด็ดขาด
เมื่อเห็นร่างของนายสาวเดินมาแต่ไกล หู่อู่ก็พุ่งวาบมาอยู่ข้างกายนางอย่างรวดเร็ว ผู้เป็นนายพยักหน้าสั่งให้ซูม่านไปเชิญตัวผู้นำเผ่าเยี่ยนถูมา ซึ่งเมื่อถงเชาทราบว่านายหญิงมู่เรียกหาก็รีบมาตามคำสั่งทันที
“เรื่องที่ข้าคิดสร้างแคว้น คิดว่าศิษย์พี่ฉวนคงกล่าวกับท่านแล้ว” มู่เชียนเอ่ยปากก็พุ่งเข้าประเด็นหลักทันที
“เผ่าเยี่ยนถูยินดีปฏิบัติตามที่นายหญิงเห็นควร” ถงเชาโค้งศีรษะรับ ทั้งที่มีสีหน้าไม่สบายใจ เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ยากเพียงใด แต่ในเมื่อเป็นความต้องการของผู้เป็นนาย เขาจึงมิได้ขัดขืน….ซึ่งจุดนี้มู่เชียนรู้สึกพอใจมาก
การจะให้คนผู้หนึ่งปฏิบัติตามคำสั่งท่านด้วยความเชื่อมั่นนั้นยาก แต่การที่ให้พวกเขายินยอมปฏิบัติตามทั้งที่ไม่เชื่อมั่นนั้น กลับยากยิ่งกว่า !!…. และถงเชาผู้นี้ก็สอบผ่าน
“ข้าจะมอบหมายให้หู่อู่ช่วยข้าจัดเตรียมกองกำลัง คัดเลือกชาวเผ่าเยี่ยนถูให้ข้าหนึ่งพันคน เลือกที่อายุน้อยกว่ายี่สิบ และปราณยุทธ์อยู่ในระดับนักยุทธ์เท่านั้น”
“เรียนนายหญิง กองกำลังนับหมื่นในเผ่าเราล้วนเป็นของท่าน เฉพาะยอดยุทธ์ก็มีนับพัน ปราชญ์ยุทธ์อีกครึ่งร้อย” ถงเชารายงานออกมาอย่างละเอียด เขาคิดว่านางเกรงใจจึงได้เรียกใช้เพียงเหล่าสมาชิกระดับล่าง ผู้ชราจึงแสดงเจตนารมย์ออกมาเพื่อให้นางทราบว่าพวกเขาเผ่าเยี่ยนถูทั้งหมด ล้วนยินดีรับใช้นางอย่างแท้จริง
มู่เชียนทราบถึงเจตนาของเขา นางยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สนิทสนมมากขึ้น “ท่านทำตามที่สั่งก็พอ …. ส่วนหู่อู่ ต่อไปเจ้าช่วยข้าฝึกคนเหล่านี้…”
“นายหญิง เรื่องการฝึกทหารข้าสามารถช่วยท่านได้” เสียงสุภาพของซูม่านดึงความสนใจของมู่เชียนจากหู่อู่ทันที
ไม่เพียงแค่มู่เชียนที่งุนงง หู่อู่ที่ยืนรับคำสั่งอยู่ใกล้ๆ ก็หันขวับไปมองซูม่านเช่นกัน ดวงตาคมหรี่ลงอย่างไม่ไว้ใจ หญิงสาวแคว้นอิงยกยิ้มมุมปากให้เขา ก่อนที่จะคุกเข่าโครมลงเบื้องหน้ามู่เชียน ด้วยอากัปกิริยาที่ห่างไกลจากคำว่าอ่อนหวาน
“ขออภัยนายหญิงที่ปิดบัง แท้จริงแล้วข้ามาจากตระกูลจ่านอิง”
“ตระกูลจ่านอิง.. นักรบแดนเหนือ ?” ถงเชาเอ่ยออกมาอย่างตกใจ
แคว้นอิงนั้น นอกจากราชวงศ์ที่ใช้แซ่อิงแล้ว ยังมีชนชั้นสูงอีกสองตระกูลที่ทรงอำนาจ จนได้รับเกียรติให้ใช้คำว่าอิงอยู่ในแซ่ด้วย นั่นคือหลุนอิง ที่เป็นตระกูลของบัณฑิต คนในตระกูลล้วนเป็นเหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจ ขณะที่จ่านอิง เป็นตระกูลนักรบ เหล่าสมาชิกล้วนที่มีปราณธาตุและความสามารถในการรบโดดเด่น ทั้งหญิงและชายล้วนเติบใหญ่บนหลังม้า เป็นผู้กล้าในกองทัพทั้งสิ้น
แคว้นอิงคือแคว้นแห่งนักรบ กองกำลังของพวกเขาทั้งเก่งกล้าและห้าวหาญ ครองตำแหน่งแคว้นราชาแห่งทวีปเหนือ ความสามารถในด้านสงครามเป็นรองเพียงแคว้นต้าเยว่เท่านั้น เช่นนี้ตระกูลจ่านอิง ต้นกำเนิดของเหล่าแม่ทัพนายกองผู้ยิ่งใหญ่ จึงเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘นักรบแดนเหนือ’
“ตระกูลจ่านอิงขึ้นชื่อเรื่องความสามารถเชิงยุทธ์ … แล้วปราณในร่างของเจ้าเล่า ?” หู่อู่ยังคงเอ่ยถามอย่างไม่ไว้ใจ สตรีที่ถูกมองด้วยความสงสัยกลับมองข้ามหู่อู่ไปอย่างสิ้นเชิง
“เรียนนายหญิง ปราณธาตุของข้าคือธาตุดิน เดิมทีข้าบรรลุถึงขั้นมหายุทธ์แล้ว ทว่ากลับถูกคนวางยาสลายปราณ…. สำหรับตระกูลจ่านอิง… การสูญปราณยุทธ์นั้นไม่ต่างกับตายแล้ว จากนั้นข้าถูกศัตรูคู่อาฆาตลอบวางแผนใส่ร้าย เพื่อความปลอดภัยของคนในตระกูลข้าจึงต้องหนีออกมาจากแคว้นอิง..”
‘โอสถสลายปราณ’ คำนี้ทำให้มู่เชียนหันไปหาลวี่ซานถงทันที ทว่าเขากลับมีสีหน้าเรียบเฉยคล้ายทราบอยู่ก่อนแล้ว
“ได้ยินว่าโอสถสลายปราณนี้มีเพียงเทพโอสถที่สามารถปรุงออกมาได้…” ดวงตาของนางเหลือบมองลวี่ซานถงที่อยู่ข้างกายมู่เชียนอีกครั้ง “ทว่าเบาะแสของท่านเทพโอสถขาดหายไปหลายร้อยปี ข้าจึงคิดจะมาอาศัยที่อยู่แคว้นต้าหนานก่อนค่อยสืบหา ทว่าเพียงมาถึงแคว้นลู่ กลับถูกพ่อค้าทาสจับตัวไว้… หากวันนั้นไม่ได้นายหญิงยื่นมือช่วย… ข้าคงมีแต่ต้องฆ่าตัวตายเพื่อหนีชะตาชีวิตนางโลม” ดวงตาของหญิงสาวจากตระกูลนักรบไร้ซึ่งน้ำตา เพียงส่งยิ้มให้นางอย่างซาบซึ้งใจเท่านั้น
“ความหวังที่จะฟื้นฟูปราณของข้านั้นก็แทบไม่มีอยู่แล้ว เดิมทีเพื่อตอบแทนพระคุณท่าน ข้าจึงคิดจะติดตามรับใช้จนหมดอายุขัย แต่ในเมื่อวันนี้ได้พบท่านเทพโอสถ อย่างไรข้าก็ขอสอบถามให้ชัดเจน……. ฤทธิ์ยาสลายปราณนี้ท่านสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ?” ดวงตาที่มองมายังลวี่ซานถงไร้ซึ่งร่องรอยอ้อนวอนขอร้องใด คาดว่านางคงพอรู้คำตอบอยู่บ้างแล้ว
“ปราณที่ถูกสลายไปย่อมไม่อาจกลับคืนได้อีก” เสียงทุ้มตอบคำถามอย่างไร้เยื่อใย
มีเพียงยามที่นายหญิงบรรลุเทพยุทธ์แล้ว จึงจะสามารถสร้างปราณธาตุใหม่ในร่างนางได้ ซึ่งจุดนี้ลวี่ซานถงไม่ได้กล่าวออกมา
“ข้าทราบแล้ว..” ซูม่านพยักหน้าคำอย่างเรียบง่าย แม้จะรู้สึกเศร้า แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางออกมาให้ผู้ใดลำบากใจ
มู่เชียนมองหญิงสาวที่ถูกทำลายอนาคตไปด้วยโอสถเพียงเม็ดเดียวด้วยความเห็นใจ ‘ซานถง โอสถนี้ร้ายกาจมาก ไม่ควรให้หลุดออกไปอีก’
‘ข้าไม่เคยมอบโอสถนี้ให้ผู้ใด ทว่าสามร้อยปีก่อนที่เคยถูกลอบทำร้าย พวกมันคงได้ไปตอนนั้น’ ลวี่ซานถงเอ่ยตอบในใจ
‘หรือเบาะแสคนที่เคยทำร้ายเจ้าจะอยู่ที่แคว้นอิง…’ มู่เชียนคิดถึงคำว่าร่างมารที่เคยได้ยิน พวกมันคิดปองร้ายเหล่าเทพอสูร ไม่รู้ว่าเทพอสูรตนอื่นจะถูกทำร้ายเช่นเดียวกันหรือไม่
“นายหญิง ต่อให้ข้าไร้ปราณ ทว่าข้าสามารถช่วยท่านฝึกทหารได้” เสียงหนักแน่นของซูม่านดึงความสนใจมู่เชียนกลับมา
“ในสนามรบมิใช่อาศัยเพียงปราณธาตุเท่านั้น ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย เช่น รูปแบบกระบวนทัพ สัญญาณธง การต่อสู้มือเปล่า การใช้อาวุธ และอื่นๆอีกมาก ” ท่าทางของซูม่านยามเอ่ยถึงการฝึกทหารนั้นเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“คำพูดของเจ้าจะเชื่อถือได้ ?” หู่อู่ยังคงจ้องมองนางอย่างไม่ไว้ใจ สตรีแปลกหน้า ที่มาคลุมเครือเช่นนี้ จะให้มายุ่งกับเรื่องใหญ่ของเจ้านายเช่นการฝึกทหารได้หรือ
“เช่นนั้นท่านองครักษ์อยากทดสอบศิลปะการต่อสู้ตระกูลจ่านอิงสักหน่อยหรือไม่ ?” ซูม่านเอ่ยด้วยสีหน้าท้าทาย นางถูกเขาทำให้รำคาญมาหลายวัน ยามนี้นึกอยากระบายออกมาสักหน่อย
“หึ.. จะสู้กับข้า ?” หู่อู่ผู้เป็นถึงมหายุทธ์ชั้นปลายหัวเราะออกมาเบาๆ สตรีอ่อนแอตรงหน้า เกรงว่าเขาเป่าลมออกมาก็พัดนางกระเด็นแล้ว ดวงตาคมกล้าแฝงประกายดูแคลนนั้นทำให้ซูม่านหมดความอดทนในที่สุด
“รบกวนท่านสะกดปราณในร่างไว้ หากข้าชนะท่านได้ ต่อไปต้องเรียกข้าว่าลูกพี่…” กล่าวจบร่างระหงก็ก้าวนำออกไปกลางลานบ้าน
“เหอะ..” หูอู่แค่นเสียงออกมา ในเมื่อกล้าท้าเขาก็ยินดีสนองให้ “หากภายในสิบกระบวนท่าเจ้ายังยืนอยู่ได้ ข้าจะเป็นฝ่ายคุกเข่ายอมแพ้เอง” หู่อู่ก็สะกดปราณในร่างลง และก้าวตามนางไปเช่นกัน โดยมีมู่เชียนและถงเชาตามออกมาชมการประลองด้วยความสนใจ
กลางลานบ้าน ซูม่านย่อกายลงเล็กน้อย มือสองข้างอยู่ในท่าที่พร้อมสำหรับการต่อสู้ ขณะที่หู่อู่ยืนนิ่งเฉย ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาครึ่งหนึ่ง ดวงตามองหญิงสาวร่างบางตรงหน้าด้วยประกายตาขบขัน
“เจ้าเริ่มก่อนได้เลย ข้าต่อให้สามกระบวนท่า !” เสียงทุ้มเอ่ย
# อีกตอนมาดึกๆนะคะ