ภายในห้องรับรองหมายเลขหนึ่งนี้
ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ข้างๆ ของสาวน้อยผู้นี้กำลังขมวดคิ้ว “องค์หญิง เจ้าพวกนี้มันช่างไม่เจียมตัวเหลือเกินให้ข้าไป...”
“ไม่เป็นไรหรอก ท่านเซี่ย” สาวน้อยส่ายหัวเบาๆ ถึงแม้ว่าในแววตาของนางจะมีความรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างแต่นางก็ไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นอะไร
นางพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “อย่าลืมสิว่าเป้าหมายของพวกเราคืออะไรสิ่งที่เราต้องการคือค้อนสะเทือนขุนเขาต่างหาก เมื่อครู่เป็นแค่ความต้องการชั่ววูบของข้าเท่านั้นไม่จำเป็นต้องไปแย่งชิงกับเขาหรอก”
“ขอรับ”
ผู้อาวุโสท่านนั้นก้มหัวลง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาอีกเลย
ผู้คนในห้องก็รู้สึกสงสัยเช่นกันว่า ทำไมห้องหมายเลขหนึ่งนั่นพอเสนอราคาออกมาแค่ครั้งเดียวก็ไม่ได้ทำอะไรต่ออีกเลย
ราวกับทั่วทั้งงานล้วนถูกห้องรับรองหมายเลขสิบหกนี้ข่มขวัญกันไปหมดแล้ว
แต่ก็เริ่มมีคนที่รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน
ห้องรับรองระดับสวรรค์หมายเลขสอง พวกของตระกูลซ่างกวันเริ่มออกโรงแล้ว
“สองร้อยล้าน”
การเสนอราคาครั้งนี้เปรียบเทียบได้กับการจี้ดาบจ้วงแทงออกไปใส่ห้องรับรองหมายเลขสิบหกของยอดฝีมือ
แสดงออกอย่างชัดเจนว่า - เมื่อครู่พวกเจ้าแย่งของๆ ตระกูลซ่างกวันไปคราวนี้แกก็อย่าหวังจะได้ของที่แกต้องการไปง่ายๆ เลย
ในงานประมูลตอนนี้เริ่มรู้สึกราวกับว่าเริ่มมีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมาแล้ว
การแข่งขันกันด้านความร่ำรวยระหว่างตระกูลซ่างกวันและห้องรับรองหมายเลขสิบหกสุดลึกลับนั่นกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
“สามร้อยล้าน”
ห้องหมายเลขสิบหกสวนกลับทันทีโดยไม่เกรงใจ
พวกเขาเองก็ต้องการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ในงานประมูลครั้งนี้พวกเขาต่างหากที่เป็นราชาที่แท้จริง
“ห้าร้อยล้าน” ตระกูลซ่างกวันในห้องหมายเลขสองเองก็ไม่ยอมเช่นกัน
“พันล้าน!!”
ห้องรับรองหมายเลขสิบหกจับพวกตระกูลซ่างกวันกดลงพื้นทันทีพร้อมกับตบหน้าไปสองฉาด
ไม่อยากยอมก็ต้องยอมแล้วล่ะพวกเจ้า!!
แกร๊บ
ซ่างกวันอวิ๋นขยี้เอกสารในมือจนกลายเป็นก้อนกลมทันที
ไอ้พวกหมายเลขสิบหกนี่ดูท่าจะบ้าไปแล้ว
มารดามันเถอะแค่สร้อยเส้นเดียวถึงกับกล้าเสนอราคาหลักพันล้านเลยรึ?
ถึงจะเคยเห็นพวกฟุ่มเฟือยก็ตามแต่ไม่เคยเห็นใครมันฟุ่มเฟือยได้มากขนาดนี้มาก่อน!!
ตอนแรกเขาแค่อยากจะสั่งสอนอีกฝ่ายเฉยๆแต่ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นมันจะบ้าได้ขนาดนี้ต่อให้เป็นถึงระดับตระกูลซ่างกวันก็ไม่มีทางยอมจ่ายเงินมากขนาดนั้นเพียงเพื่อซื้อสร้อยธรรมดาๆแค่เส้นเดียวแน่ๆ
พอแล้วแบบนี้...พอเลย...
เราทำให้มันเสียเงินไปแบบเปล่าประโยชน์มากกว่าพันล้านชั่งแล้วเกรงว่าพวกที่อยู่ในห้องนั่นตอนนี้คงกำลังร้องไห้น้ำตาไหลพรากอยู่แน่ๆ...
อดทนไว้...อดทนไว้...
ตระกูลซ่างกวันยอมอีกแล้ว
แต่หลินหยางตอนนี้ไม่ได้ร้องไห้เลยสักนิดแต่กำลังวิเคราะห์ไข่มุกเม็ดหนึ่งที่อยู่บนสร้อยเส้นนั้น
ภายในไข่มุกเม็ดนั้นหลินหยางสามารถสังเกตเห็นพลังบางอย่างที่ดูไม่เข้ากับพวกอยู่ผ่านวิชาเนตรเพลิงสุพรรณสร้อยเส้นนี้ไม่ใช่แค่สร้อยธรรมดาๆ แน่นอน
ส่วนงานประมูลเองก็คึกคักเต็มที่
ผู้คนต่างก็รู้สึกยอมใจพวกที่อยู่ในห้องรับรองระดับแผ่นดินหมายเลขสิบหกแล้ว
ไม่ซื้อก็ไม่ซื้อเลย พอจะซื้อก็ต้องแย่งมันมาให้ได้ไม่สนใจเลยว่าคู่แข่งจะเป็นใครมาจากไหน
เงินจำนวนมากกว่าสองพันล้านชั่งนั้นกลับซื้อได้แค่หินก้อนหนึ่งกับสร้อยเส้นหนึ่งเท่านั้น
อย่างนี้ไม่เรียกว่าฟุ่มเฟือยแล้วจะเรียกว่าอะไรเล่า?
บนเวทีตอนนี้สตรีลึกลับที่ชื่อหยูยี่ก็กำลังมองไปที่เอกสารฉบับหนึ่งในมือตัวเองพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้น
“สมาคมการค้าตระกูลยจ้าวหรือ... น่าสนใจ...”
จากนั้นนางก็ละสายตากลับมาทำหน้าที่ต่อ จากนั้นก็เกิดการประมูลขึ้นอีกสองสามครั้งจากนั้นก็ประกาศพักช่วงงานประมูลลงครู่หนึ่ง
จากนั้นก็มีการแสดงเต้นรำจัดขึ้นบนเวที ส่วนตัวนางนั้นเดินกลับลงไปที่หลังเวทีมาที่ห้องทำงานห้องหนึ่งของหอฟ้าสมุทร
พอเข้ามาในห้องแล้ว ภายในห้องล้วนมีแต่เหล่าเถ้าแก่ระดับสูงของหอฟ้าสมุทรนั่งอยู่รวมๆแล้วมีทั้งหมดสิบคน ซึ่งผู้ที่มีระดับต่ำสุดก็อยู่ที่ระดับสามดาวแล้ว
และเถ้าแก่เทพยุทธ์โชคลาภระดับสี่ดาวที่ชื่อว่า กวันสีก็อยู่ในนี้ด้วย ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาคือชายหนุ่มที่ดูท่าทางฉลาด แต่อ่อนแอซึ่งเขาเองก็เป็นเถ้าแก่ระดับสี่ดาวอีกคนหนึ่งเช่นกัน มีนามว่า จ้าวกงอวิ๋น
ทั้งสองคนกำลังนั่งดูเหตุการณ์ในงานประมูลผ่านทางก้อนผลึกคริสตัลขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งอยู่หยูยี่เดินเข้าไปในห้องทันที
จากนั้นเถ้าแก่ทุกคนก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปคำนับให้พิธีกรท่านนี้ทันที
“เคารพท่านเถ้าแก่ใหญ่ระดับดาวม่วง”
กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านั้น มีเถ้าแก่ระดับห้าดาวอยู่ทั้งหมดเจ็ดคนโดยแบ่งออกเป็นสีแดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน และสีม่วง
คงไม่มีใครคาดคิดว่า สตรีสุดเย้ายวนคนนั้นกลับเป็นถึงหนึ่งในเถ้าแก่ระดับห้าดาวสีม่วง
หยูยี่ตอนนี้ไม่เหลือท่าทางอันเย้ายวนนั่นอีกแล้ว นางกวาดตามองไปทั่วห้อง
จากนั้นก็เอ่ยปากถามตรงๆ เลยว่า “ห้องรับรองระดับแผ่นดินหมายเลขสิบหกพวกสมาคมการค้าตระกูลจ้าวนั่น เป็นลูกค้าของใคร”
ลู่ชิงเฟิงลุกขึ้นยืน “ลูกค้าของข้าเองขอรับ ท่านเถ้าแก่ใหญ่”
“ทำไมเจ้าถึงให้บัตรผลึกจันทร์กับพวกนั้น”
“เพราะสมาคมการค้าตระกูลจ้าวได้วางมัดจำด้วยสินค้ามูลค่ามหาศาลชิ้นหนึ่งไว้น่ะขอรับ”
“ข้ารู้ต้นผลึกไฟหลีหั่วต้นนั้นมีมูลค่าอย่างต่ำก็น่าจะประมาณห้าพันล้านชั่งเงินขาวแต่จากเอกสารที่ข้าดูนั้น พวกตระกูลจ้าวเพิ่งซื้อวัตถุดิบจำนวนหนึ่งไปก่อนหน้านี้เองแถมยังสั่งจองวัตถุดิบชั้นสูงจำนวนหนึ่งไว้ในราคาที่สูงถึงห้าหมื่นล้านด้วย...ลู่ชิงเฟิงเจ้าได้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นต้นทุนของพวกนั้นแบบละเอียดแล้วหรือยัง”
ลู่ชิงเฟิงมีสีหน้ารู้สึกผิดอยู่บ้าง “ข้าน้อยเองก็ไม่คิดว่าพวกตระกูลจ้าวมันจะบ้าได้ถึงขนาดนี้เมื่อครู่พวกเราได้ปรึกษากันแล้วว่าจะไปประเมินทรัพย์สินของพวกเขาที่ห้องรับรองเลยจะไม่ปล่อยให้พวกเขาเสนอราคาปากเปล่าโดยไม่มีสิ่งยืนยันแบบนี้อีก”
“รีบไปเดี๋ยวนี้”
“ขอรับ”
ลู่ชิงเฟิงพยักหน้ารับ จากนั้นก็รีบพาเถ้าแก่ระดับสามดาวจำนวนหนึ่งออกไปอย่างเร่งรีบทันที
หยูยี่ที่ดูภายนอกเหมือนเป็นแค่สตรีที่สวยงามคนหนึ่งแบบนี้หากพูดถึงเรื่องการค้าแล้วนางนั้นเขี้ยวมากอย่างคาดไม่ถึง
ตระกูลจ้าวเสนอราคาประมูลไปแล้วถึงสองพันล้านซึ่งการประมูลของหอฟ้าสมุทรล้วนเป็นแบบคิดเงินพร้อมกันตอนสุดท้ายหากอีกฝ่ายแค่เสนอราคามาเพียงอย่างเดียว แต่สุดท้ายไม่มีปัญญาจ่ายละก็อย่างนั้นได้อับอายไปทั่วเมืองแน่
ดังนั้นหยูยี่จึงต้องรีบจัดให้มีช่วงพักก่อนครู่หนึ่งเพื่อที่จะได้สามารถตรวจสอบพวกสมาคมการค้าตระกูลจ้าวได้อย่างละเอียดอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน นางเองก็มีความลับบางอย่างแอบซ่อนอยู่ในใจ
สร้อยไข่มุกมหาสมุทรนั่นก็ถูกพวกนั้นประมูลไปจุดประสงค์เพราะชอบในความงามของมัน หรือว่าพวกเขารู้ความลับที่ซ่อนอยู่ในสร้อยไข่มุกนั่นกันแน่?
หรือว่านางจะบังเอิญได้พบเจอกับคนที่นางกำลังตามหาแล้ว?
หลังจากผ่านไปห้านาที
ประตูห้องทำงานนี้ก็ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง
ลู่ชิงเฟิงกลับมาแล้ว
แต่หน้าของเขานั้นแดงก่ำอย่างกับคนถูกมอมยาอย่างไรอย่างนั้น
เขาพยายามข่มความตื่นเต้นพร้อมกับยื่นเอกสารใบหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทาไปให้กับหยูยี่
“ท่าน ท่านเถ้าแก่ใหญ่... ท่านดูนี่เร็ว นี่นี่มัน...”
ท่าทางของลู่ชิงเฟิงทำให้คนในห้องรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก
แต่พอหยูยี่ได้เห็นเอกสารนั่นแล้ว หลังจากที่พลิกดูไปหลายหน้าทรวงอกอันอวบอูมสมบูรณ์นั่นก็ขยับขึ้นลงไปตามการหายใจอันหนักหน่วงของนาง
“กวันสี จ้าวกงอวิ๋น...”
นางหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ พอสงบอารมณ์ได้แล้วก็พูดขึ้นว่า
“พวกเจ้ารีบไปเปิดบัญชีพิเศษให้พวกห้องรับรองระดับแผ่นดินหมายเลขสิบหกเดี๋ยวนี้เลย”
“ขอรับ!!”
เถ้าแก่ระดับสี่ดาวทั้งสองนั้นทั้งตกใจและแปลกใจในขณะเดียวกัน
นั่นมันคืออะไรกัน ทำไมถึงทำให้เถ้าแก่ใหญ่ระดับดาวม่วงถึงกับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาได้แบบนี้ส่วนจ้าวกงอวิ๋นเอ่ยถามขึ้นมาว่า “เถ้าแก่ใหญ่ เราจะจำกัดวงเงินสูงสุดของพวกเขาที่เท่าไรดีหรือ ?”
หยูยี่สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่จากนั้นก็บอกตัวเลขที่ทำให้ทั้งห้องตกตะลึงไปเลยว่า “ไม่! จำ! กัด! วง! เงิน!”
อยากได้เท่าไร ก็เอาเท่านั้น!!
..................................
หลังจากเวลาผ่านไปประมาณยี่สิบนาที หยูยี่ก็กลับขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง
การปรากฏตัวของนางนั้นสามารถดึงดูดสายตาของคนทั้งหมดได้ในทันทีจากนั้นก็เริ่มงานประมูลขึ้นอีกครั้ง
ไม่มีใครรู้เลยว่า ช่วงเวลาระหว่างพักนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างพวกเขาต่างก็กำลังตื่นเต้นว่างานประมูลครั้งนี้จะมีเรื่องน่าตื่นเต้นอะไรเกิดขึ้นอีกบ้างไหม
แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขากำลังรอมากที่สุดคือสิบยอดสมบัติที่มูลค่าสูงมากที่สุดนั่นเองพวกเขาอยากรู้ว่าพวกมันจะถูกประมูลด้วยราคาที่สูงขนาดไหนไปแล้วท้ายที่สุดมันจะตกไปอยู่ในมือของใครกันแน่
จากนั้นงานประมูลก็ดำเนินไปต่อภายใต้การชี้นำของหยูยี่
ซึ่งงานประมูลต่อจากนี้ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นตามที่ผู้คนคาดหวังไว้จริงๆ
หลังจากที่ตระกูลซ่างกวันพ่ายแพ้ไปแล้วสองรอบพวกเขาก็หมายหัวพวกห้องรับรองหมายเลขสิบหกเอาไว้แล้ว
และบังเอิญว่า ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายเป็นวัตถุดิบสำหรับใช้ในการช่างเหมือนกันเสียด้วยพอถึงช่วงที่มีสินค้าประเภทนี้ออกมาให้ประมูลเมื่อไหร่เหล่าผู้ชมก็พร้อมใจกันหยิบเอาขนมนมเนยขึ้นมารอดูเรื่องสนุกๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นทันที
การประมูลสินค้าชิ้นที่สามสิบนั้น คือหินแร่ระดับสี่ “ทรายเมฆอ่อน”จำนวนครึ่งกิโล
ตระกูลซ่างกวันเริ่มเสนอราคาที่สองร้อยล้านทันที
ห้องหมายเลขสิบหกสวนด้วยห้าร้อยล้าน
ตระกูลซ่างกวันต่อด้วยราคาหนึ่งพันล้าน
ห้องหมายเลขสิบหกข้ามไปที่สองพันล้านทันที
ตระกูลซ่างกวันแทบจะกระอักเลือด ไม่เอาด้วยแล้ว
ไอ้เวรพวกนี้คิดจะใช้เงินสองพันล้านเพื่อซื้อทรายระดับสี่ครึ่งกิโลนี่จริงๆรึ!!
ต่อมาคือชิ้นที่สามสิบสี่ “สารละลายน้ำแข็งทมิฬ”
ตระกูลซ่างกวันเริ่มเลือดขึ้นหน้าแล้วมาถึงก็เปิดที่ห้าร้อยล้าน
ห้องหมายเลขสิบหกเสนอที่หนึ่งพันล้าน
ตระกูลซ่างกวันขบฟันแน่น มารดามันเถอะ ครั้งนี้จะยอมแพ้ไม่ได้อีกแล้วเพื่อศักดิ์ศรีของตระกูลซ่างกวัน
สองพันล้าน!
ห้องหมายเลขสิบหก สามพันล้าน
ตระกูลซ่างกวันแทบกระอักเลือดอีกครั้ง ยอมแพ้
ไอ้เวรเอ๊ย ใครจะสู้ด้วยไหว
สินค้าชิ้นที่สี่สิบถึงเวลาประมูลสมบัติระดับสูงแล้ว
ต้นผลึกไฟหลีหั่ว
มันคือสมบัติที่ไม่ได้เห็นมานานหลายปีแล้วต้นผลึกไฟที่ใหญ่ขนาดนี้มากพอที่จะใช้สร้างยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันได้หลายชิ้นเลย
ซ่างกวันอวิ๋นตอนนี้นั่งตาแดงก่ำอยู่ในห้องรับรองของตัวเองแล้ว
นี่เป็นงานประมูลครั้งที่รู้สึกอับอายมากที่สุดตั้งแต่เคยเข้าร่วมมาเลยงานจัดมาได้ครึ่งทางแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้เงินเลยแม้แต่แดงเดียว
ถ้าสามารถใช้กำลังได้เขาคงพุ่งไปซัดพวกห้องรับรองหมายเลขสิบหกนานแล้ว
แต่จะทำอย่างนั้นไม่ได้ นี่เป็นสนามรบที่วัดกันด้วยเงินตรามีพวกทองคำเงินขาวเท่านั้นที่ใช้เป็นอาวุธได้
ต้นผลึกไฟหลีหั่วชิ้นนี้ ตระกูลซ่างกวันจะต้องคว้ามันมาให้ได้ราคาตามตลาดของมันอย่างต่ำก็น่าจะอยู่ที่สี่ถึงห้าพันล้านเงินขาว
แต่งานประมูลครั้งนี้ต่างออกไป
ไอ้พวกหมายเลขสิบหกนั่น มันประมูลด้วยราคาแบบไร้เหตุผลสิ้นดีของที่ถูกประมูลนั้นถูกปั่นราคาจนสูงกว่าในตลาดไปหลายเท่า หากคิดจะซื้อต้นผลึกไฟหลีหั่วนี่ในราคาปกติละก็คงได้แต่ฝันแน่นอน
และก็เป็นอย่างที่คิดไว้
ห้องหมายเลขสิบหกมาถึงก็เสนอราคาทันทีที่ “ห้าพันล้าน”
ซ่างกวันอวิ๋นหัวร้อนแล้วร้อนจนเส้นผมแทบจะถูกเผาไหม้เลยทีเดียว
ไอ้พวกหมายเลขสิบหกอีกแล้ว พวกมันไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่าต้องจ่ายเงินมากแค่ไหนตระกูลซ่างกวันของพวกเขานั้นไม่มีโอกาสได้ต้นผลึกไฟนี่ไปได้เลย
ซ่างกวันอวิ๋นแค้นเหลือเกิน
เขาไม่ยอม เขาจะใช้วิธีที่น่าเกลียดที่สุดเอาชนะพวกนั้นเสีย
“หนึ่งหมื่นห้าพันล้าน!!”
เขาเสนอราคาที่สูงเทียมฟ้าออกมาแล้ว
มารดามันเถอะ
ไอ้พวกหมายเลขสิบหก พวกเจ้ามีเงินไม่ใช่หรือ?
ดี อย่างนั้นข้าจะแกล้งเสนอราคาสูงแบบนี้ให้พวกเจ้าซะ ให้พวกเจ้าต้องจ่ายเงินซื้อต้นไม้นี่ในราคาที่สูงกว่าตลาดถึงสี่เท่าซะ
อกแตกตายไปซะเถอะ!!
ซ่างกวันอวิ๋นคิดว่าอีกฝ่ายคงจะยอมแข่งด้วยแน่ๆ เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเสนอราคาไปสูงมากเท่าไรอีกฝ่ายก็ยอมซื้อทั้งนั้น
แต่ครั้งนี้เขาพลาดหนักแล้ว
ห้องหมายเลขสิบหกไม่ตอบโต้อะไรกลับมาเลย
ทั้งห้องโถงเองก็เงียบลงเหมือนกัน
ผ่านไปครึ่งนาที หยูยี่ก็เคาะค้อนในมือ จากนั้นตระกูลซ่างกวันก็กลายเป็นฝ่ายที่ต้องซื้อต้นผลึกไฟหลีหั่วนี่ไปในราคาหนึ่งหมื่นห้าพันล้านชั่งแทน!!
อ๊อก!!!
ทั่วทั้งห้องโถงเหมือนจะได้ยินเสียงใครบางคนกระอักเลือดออกมา