โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 48 เงินเท่านั้นที่ครองโลก

            สตรีทั้งสองเดินพลางวิ่งพลางประคับประคองกันไปจนหยางจูเงยหน้ามองเห็นเป็นภูเขาลูกหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล นางจึงรีบชี้บอกเฟิงฮวา

            "ข้าน้อยเคยตามท่านพ่อมาเก็บของป่า ที่เนินเขานั่นมีวัดร้างอยู่แห่งหนึ่งน่าจะพอซ่อนตัวได้เจ้าค่ะ"

            เฟิงฮวาพยักหน้ารับทราบ'ไปกันเถอะ' นางใช้กำลังภายในเข้าช่วยเล็กน้อยทำให้วิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเดิม จนมาถึงที่หมายในเวลาไม่นานนัก

            หลังจากมิเห็นร่องรอยของคนร้ายนางจึงเข้าไปยังห้องด้านในสุด ค่อยๆประคองหยางจูนั่งลงเพื่อตรวจดูบาดแผลให้นางโชคดีที่บาดเจ็บไม่โดนจุดสำคัญ ประกอบกับได้กินยาคุ้มจิตเข้าไปแล้วอาการจึงมิน่าเป็นห่วง

            “เจ้าอดทนหน่อย พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยออกไปจากที่นี่”พูดจบเฟิงฮวาก็ยื่นยาสงบใจให้นางหนึ่งเม็ด หยางจูรับมาโดยไม่ลังเลพริบตาที่กินยาเข้าไปนางก็หลับโดยไม่รู้ตัว

            ผ่านไปสองชั่วยามเหตุการณ์เงียบสงบเป็นปกติ เฟิงฮวาจึงจัดการร่ายคาถาอำพรางทิ้งไว้ก่อนจะออกไปหาน้ำสะอาด ยาสมุนไพรใส่แผล และของกิน

            พอถึงยามเหม่าดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าเฟิงฮวาก็กลับมาที่วัดร้างพร้อมกับสิ่งของต่างๆมากมายหยางจูยังคงนอนสงบนิ่งดังเดิม บริเวณโดยรอบก็ไม่พบความผิดปกติอันใดนางจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

            แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามามากขึ้นทำให้หยางจูเริ่มรู้สึกตัวตื่นนางค่อยๆขยับเปิดเปลือกตามองดูก็พบว่ายังคงเป็นวัดร้างแห่งเดิมที่เมื่อคืนเข้ามาจากนั้นก็มองสำรวจร่างกายของตนเอง พบว่ามีผ้าพันแผลเอาไว้อย่างเรียบร้อยอีกทั้งอาการบาดเจ็บก็ทุเลาลงเป็นอย่างมาก

            เฟิงฮวาเห็นดังนั้นก็ยื่นถุงน้ำกับผลไม้ไปให้นาง'เจ้ากินเสียสิ'

            หยางจูเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณและนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่นางได้มองเห็นใบหน้าชัดๆของเฟิงฮวาสายตาพลันตกตะลึงจนนิ่งค้างไป “นี่ ทะท่าน ท่านไต้ซือนี่นา”ในใจนางเกิดอาการสับสนเป็นอย่างมาก

            “เอ่อ…สถานการณ์มันบังคับน่ะ เจ้ามิต้องตกใจขนาดนั้นหรอก”เฟิงฮวาลูบศีรษะแก้เขินแล้วก็โบกมือเป็นเชิงว่า ช่างมัน ช่างมันเถอะ

            หยางจูน้ำตารื้นขึ้นมารีบคุกเข่าทำความเคารพนาง

            “หยางจู เป็นหนี้ชีวิตท่านถึงสองครั้ง บัดนี้ตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตรขอเอาตัวเองตอบแทนบุญคุณท่าน เป็นสาวใช้ของท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่เจ้าค่ะ” นางโขกศีรษะให้เฟิงฮวาด้วยความซาบซึ้ง

            คราวนี้เฟิงฮวาเป็นฝ่ายตกตะลึงขึ้นบ้างมิรู้จะเอ่ยอันใดได้ ที่ผ่านมานางคุ้นชินกับการไปไหนมาไหนคนเดียวน่ะสิ จู่ ๆจะมีคนมาติดตามนางนี่มันออกจะ...ยุ่งยากไปสักนิด

            “เจ้า…คิดดีแล้วหรือ” เฟิงฮวาถามย้ำอีกครั้ง 

            “คิดดีแล้วเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะมิทำตัวเป็นภาระท่านข้าน้อยสามารถทำได้ทุกอย่างทั้งทำอาหาร ซักผ้า กวาดบ้าน และอื่นๆอีกมากมายข้าน้อยไม่มีที่ไปแล้ว ขอได้โปรดรับข้าน้อยเป็นบ่าวติดตามด้วยเถิดนะเจ้าคะ”นางพูดจบก็โขกศีรษะแสดงความจริงใจ

            "เอ้อ...ก็ได้ๆ" เฟิงฮวารีบห้ามปราม นางจะโขกจนกว่าพื้นจะทรุดหรืออย่างไร

            "แต่ข้ารู้สึกไม่ค่อยชินกับการมีบ่าวรับใช้เท่าไหร่เอาเป็นว่าเจ้าก็เป็นเพื่อนร่วมทางไปท่องเที่ยวกับข้าก็แล้วกัน"

            หยางจูดีใจอย่างที่สุดนางโขกศีรษะกับพื้นอีกหลายครั้ง จนเฟิงฮวาต้องทำสายตาดุนางอย่างจริงจัง

            “ว่าแต่นายท่าน ท่านชื่ออะไรหรือเจ้าคะ”นางส่งสายตาเป็นประกายระยับให้กับเจ้านายหมาดๆท่านนี้

            “ข้าหรือ ข้าชื่อเฟิงฮวา เจ้ามิต้องเรียกข้าว่านายท่านหรอก”ข้าฟังแล้วแปลกพิกล

            “ถ้าอย่างนั้น ข้าน้อยเรียกท่านว่าคุณหนูแล้วกันนะเจ้าคะส่วนท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวจูก็ได้เจ้าค่ะ” เฟิงฮวาพยักหน้าเป็นการตอบตกลง

            “เดิมที ข้าว่าจะเที่ยวเล่นที่เมืองตงกวนอีกสักพักหนึ่งแต่เป็นเช่นนี้คงต้องเปลี่ยนแผนแล้วละ รอเจ้าดีขึ้นแล้วเราจะออกเดินทางไปเมืองอื่นกัน”

     

            'แน่นอนว่าก่อนที่จะจากไป ข้าต้องไปสืบเรื่องหนึ่งที่อยากรู้ก่อน'

     

            เห็นสีหน้าฉายแววหนักใจของเฟิงฮวาแล้วเสี่ยวจูก็เข้าใจว่านางเป็นสาเหตุให้เจ้านายต้องร่อนเร่เช่นนี้จึงก้มหน้าเล็กน้อยอย่างเศร้าหมอง เฟิงฮวาหันมาตบบ่าปลอบใจนาง 'ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก มิต้องกังวล'

     

            สตรีทั้งสองออกเดินทางจากวัดร้างไปพักอาศัยอยู่นอกเมืองก่อน แล้วเฟิงฮวาก็ปลอมตัวไปจัดการเรื่องศพของบิดาเสี่ยวจู

            เป็นไปดังที่คาดการณ์เอาไว้ทางการไม่ได้ไต่สวนคดีนี้อย่างละเอียด รีบสรุปความพอเป็นพิธีเท่านั้นเพราะใครๆต่างก็รู้ว่าเบื้องหลังของเรื่องนี้ เป็นผู้มีอำนาจที่สุดในเมืองตงกวน

            ในเมื่อทำอะไรไม่ได้เฟิงฮวาจึงทำเพียงเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อนรอโอกาสสะสางในภายหน้าจากนั้นสองสามวันให้หลัง หญิงสาวทั้งสองก็ออกเดินทางไปเมืองเหอผิงที่อยู่ติดกัน

            คนขายข่าวที่เฟิงฮวาใช้บริการเป็นประจำได้บอกเอาไว้ว่าให้มาตามหาร่องรอยของลัทธิเสวียนอู่ที่นี่ส่วนจะตามหาอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่นางต้องมาคิดหาทางเอาเองเนื่องจากนางไม่มีเงินเพียงพอจะถามรายละเอียดไปมากกว่านี้แล้ว

            เฮ้อ…ฮ่องเต้ครองแผ่นดินแต่เงินเท่านั้นที่ครองโลก ดูท่านางต้องหาเงินอย่างจริงจังเสียที

     

            สตรีทั้งคู่ปิดบังใบหน้าด้วยผ้าคลุมรอนแรมจนมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่เหมาะสมกับฐานะกล่าวคือพื้นที่หนึ่งห้องเล็กๆพอจะให้คนสองคนเบียดเสียดอาศัยอยู่ด้วยกันได้ทั้งห้องนั้นมีเพียงหนึ่งเตียงนอน พอลุกจากเตียงขึ้นมาก็ชนกับโต๊ะกินข้าวเลย เอ่อถือว่ายังดีที่มีโต๊ะให้พวกนางนั่ง ขยับตัวจากโต๊ะกินข้าวก็ถึงประตูเลยเฟิงฮวาอดรู้สึกอเนจอนาถใจกับสภาพของตัวเองไม่ได้จริงๆ

            “คุณหนูเจ้าคะ ตอนนี้เราเหลือหมั่นโถวลูกเดียวท่านกินก่อนเถอะข้ายังไม่หิว”

            “เสี่ยวจู...ข้าบอกแล้วมีสุขร่วมเสพ เรามาแบ่งกันเถอะ”

            หมั่นโถวเหี่ยวๆนี่เรียกว่าความสุขได้ด้วยหรือเจ้าคะเสี่ยวจูพลันรู้สึกสะเทือนใจ แต่พริบตาหมั่นโถวหนึ่งลูกที่แบ่งกัน ก็หายวับไปกับตาเฟิงฮวาสาบานว่าวันหลังจะไม่ซื้อหมั่นโถวร้านนี้แล้วจะปั้นแป้งให้ใหญ่กว่านี้สักนิดก็มิได้ ค้ากำไรเกินควรนัก

            แม้ว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะคับแคบแต่ข้อดีประการหนึ่งก็คือ ห้องของพวกนางยังมีหน้าต่างให้พอหายใจได้บ้างเฟิงฮวาทอดสายตาออกไปยังฝั่งตรงข้ามก็มองเห็นป้าย ‘โรงรับจำนำ’ เข้าพอดี

            ‘คงต้องพึ่งพาเจ้าแล้วสินะ’มิเคยคิดมาก่อนเลยว่าคนอย่างข้าจะต้องเข้าไปในสถานที่แบบนี้

            “เสี่ยวจู ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย เจ้าอยู่ในนี้ใครเรียกก็ห้ามเปิดประตูมีดเล่มนี้พกติดตัวไว้ นี่คือผงยาสลบหากมีผู้บุกรุกก็ปาใส่มัน ข้าจะรีบกลับมา”นางคุ้นชินกับคำสั่งของคุณหนูแล้วทุกครั้งที่ต้องทิ้งนางไว้จะกำชับประโยคแบบนี้เสมอและตอนที่คุณหนูกลับมาจะเคาะประตูด้วยรหัสลับเท่านั้น

            “ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ” เฟิงฮวาพยักหน้าตอบรับ 'อืม'

     

            ออกจากโรงเตี๊ยมนางมองซ้ายมองขวาแล้วก็เดินเข้าไปในโรงรับจำนำการแต่งกายของนางมีผ้าคลุมหน้าตลอดอยู่แล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าแปลกอะไรส่วนเถ้าแก่โรงรับจำนำก็เห็นจนชินตาทุกยุคทุกสมัยผู้คนที่มาที่นี่ล้วนแต่กระดากอายไม่มีใครยินดีเปิดเผยตัวตนว่าอับจนจนต้องเอาสมบัติมาจำนำหรอก

            “แม่นาง…มีอะไรให้ข้าช่วยหรือ” เถ้าแก่ประสานมือคารวะ

            เฟิงฮวามองไปรอบๆไม่เห็นลูกค้าคนอื่น ก็หยิบป้ายหยกออกมา

            “ของสิ่งนี้ให้ราคาได้เท่าไหร่”

            เถ้าแก่หยิบป้ายหยกขึ้นมาตรวจดูเป็นหยกมันแพะเนื้อดีหายาก สลักอักษร ‘เฟิ่ง’ เอาไว้หนึ่งตัวดูก็รู้ว่าล้ำค่าอย่างยิ่ง

            “อื้ม...หนึ่งพันตำลึงทองเห็นจะได้ แม่นาง”

            “สองพันตำลึงทองได้หรือไม่” เฟิงฮวาต่อรอง

            “เฮ้อ...ข้าเห็นว่าเจ้าน่าจะขัดสนจริงๆ เอาเป็นว่า ตกลงข้าให้สองพันตำลึงทอง"

            หยกหายากขนาดนี้อันที่จริงสามารถขายได้กำไรมากกว่าสองถึงสามเท่าด้วยซ้ำ แต่ช่วยไม่ได้ในเมื่อนางต้องรีบใช้เงินนี่นา จำนำแก้ขัดไปก่อนก็แล้วกัน

            "นี่เป็นตั๋วรับจำนำ กฎของที่นี่คือเกินหนึ่งเดือนไปแล้วจะไม่รับประกันว่าของจะยังอยู่"

            "ขอบคุณเถ้าแก่ ส่วนเงินข้าขอรับเป็นตั๋วเงินทั้งหมดในคราวเดียว"เถ้าแก่พยักหน้ารับทราบ

            หลังจากเฟิงฮวาจัดการธุระเรียบร้อยนางก็เดินออกจากร้านไป

    คล้ายกับเรื่องโฉมงามสามลิขิต ที่คุณอ่าน