
ตอนที่26 อ้อนตีน
[แจสเปอร์ TALKS]
“กลับดึกจังเลยนะ ไม่กลัวลูกแมวที่เลี้ยงไว้บนห้องจะหนีเที่ยวเหรอ”
ผมหันกลับไปมองเจ้าของเสียงยียวนกวนบาทาเบื้องล่าง หลังจากเดินออกมาจากรถยนต์ของผมซึ่งจอดเอาไว้ยังลานจอดรถของคอนโดได้เพียงไม่กี่ก้าว
เจได!
ไอ้ลูกคนชายคนโปรดของพ่อผมยืนพิงรถยนต์ของมันอยู่มือทั้งสองข้างกอดอก วางมาดเท่ยังกับพระเอกหนังไทยประเภทนักเรียนนักเลงยุค2499 ส่งยิ้มกวนๆ มาให้ ปกติแล้วมันกับผมเราต่างคนต่างอยู่ เนื่องจากรู้นิสัยกันดีว่าขืนมาอยู่ใกล้ๆ กันไม่เกินห้านาทีเป็นต้องมีวางมวยกันแน่
ลูกแมวบนห้อง… งั้นเหรอ?
ผมพอจะรู้ละว่า ‘ลูกแมว’ ที่ไอ้น้องชายต่างแม่ของผมมันพูดออกมาเมื่อกี้หมายถึงใคร
“มึงว่างมากอ่อ ถึงได้ขับรถมาหาตีนถึงที่ เหงาตีนว่างั้น”
ผมควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอยากจะรู้เหมือนกันว่าเจไดมันจะมาไม้ไหนกันแน่ เท่าที่ผมมองสำรวจไปรอบๆ แถวนี้มันไม่ได้พาเพื่อนปอดแหกติดสอยห้อยตามมาเป็นไม้กันหมาด้วย
“จะไม่ถามสักหน่อยเหรอว่ากูมาทำไมที่คอนโดของมึง”
“เหอะ”
ผมหัวเราะเยาะขบขัน ก่อนจะพ่นควันสีเทาออกมา เชื่อขนมกินได้เลยว่าอีกไม่กี่วินาทีจากนี้มันเองนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายตอบคำถามของตัวเองให้ผมฟัง
“มึงคงคิดถึงตีนกูล่ะมั้ง มามะมาให้พี่แตะตูดหน่อย” ผมกวักมือเรียก
“ไอ้แจสเปอร์”
ไอ้เรื่องความกวนตีนผมก็ใช่ย่อย ในที่สุดไอ้เจไดมันก็ฟิวส์ขาด มันยืนกำหมัดแน่นขบเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ผม
“กลับบ้านไปนอนไปไอ้ลูกแหง่ วันนี้กูเหนื่อยไม่มีอารมณ์จะมาเล่นต่อปากต่อคำกับมึง”
ผมดีดก้นบุหรี่ลงพื้นและใช้ปลายรองเท้าขยี้ จากนั้นก็เดินห่างจากมันออกมา แต่เดินมาได้เพียงไม่กี่ก้าวไอ้เจไดมันก็งัดไม้ตายออกมาจนได้
“กูมาส่งน้องมินนี่”
มินนี่!
ยัยทึ่มมินนี่ยังไม่หูตาสว่างอีกงั้นเหรอ แค่คิดขึ้นมาก็โคตรจะหงุดหงิดเลยว่ะ
“เมื่อเย็นเราสองคนไปกินข้าวด้วยกันมา แล้วกูก็มาส่งน้องเค้าที่นี่เป็นไงอึ้งแดรกเลยอ่ะดิ แค่ดอกไม้ช่อเดียวกูก็ง้อคืนดีได้แล้วโว้ย ตลกดีนะกูไม่เคยคิดเลยนะว่าเราสองคนจะมีสเปคเรื่องผู้หญิงเหมือนกัน ฮา ฮา”
ไอ้เจไดยังพ่นน้ำลายไม่หยุด ผมรู้ทั้งรู้นะว่ามันพยายามจะยั่วให้ผมโมโห แต่ก็ยากจะควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้จริงๆ ผมหมุนตัวกลับเดินปรี่เข้าไปหาไอ้เจได แวบหนึ่งที่ผมเห็นสีหน้าของมันซีดเผือด ผมกระชากคอเสื้อของมันขึ้นมา
“ฟังกูให้ดี มึงอยากจะทำอะไรก็เรื่องของมึงไม่ต้องมารายงานกู เพราะกูไม่ใช่พ่อมึง” พูดจบผมก็ดันร่างของมันออกไปสุดแรงด้วยความโมโห จนมันเสียหลักเซล้มไปบนพื้นคอนกรีต แต่ไอ้บ้าเจไดกลับนั่งหัวเราะร่วน
“ไอ้แจสเปอร์ กูรู้ว่ามึงก็ชอบน้องมินนี่ อะไรที่มึงชอบ อะไรที่มึงรัก กูจะทำลายมันให้หมดคอยดูเถอะ น้องมินนี่จะต้องเป็นของกู”
“ไอ้…”
ผมยืนชี้หน้ามันอยู่นิ่งๆ
มันเป็นการง่ายนิดเดียวเท่านั้นหากผมจะเดินเข้าไปบวกแล้วยกเท้าฟาดปากหมาๆ ของไอ้น้องชายต่างแม่เพื่อเอาเลือดของมันออกมาดูเล่น หากเป็นเมื่อก่อนก็คงใช่ แต่ตอนนี้ผมโคตรจะเสียดายร้องเท้าคู่ละเกือบหมื่นคู่นี้หากมันต้องติดคราบเลือดสีแดงจากไอ้เจได
“มีเรื่องอะไรกันเหรอเปล่าครับ คุณแจสเปอร์”
คล้ายๆ กับภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่ตอนจบจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจโผล่ออกมาเคลียร์พื้นที่ ต่างกันแค่นี่เป็นลุงพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำคอนโด ซึ่งแกจำหน้าผมได้เป็นอย่างดี
“ไม่มีอะไรครับ พื้นลานจอดรถมันคงเลื่อนไปหน่อย”
“อ่อครับ ลุกไหวไหมครับหนุ่ม”
ลุงพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินเข้าไปหาไอ้เจได
“ไม่ต้องมายุ่ง กูลุกขึ้นเองได้”
ไอ้เจไดพรวดลุกขึ้น
“มึงจำที่กูพูดเอาไว้ให้ดีนะไอ้แจสเปอร์ กูทำแน่”
ไอ้เจไดมันชี้หน้าผม
“กลับบ้านดีดีนะโว้ย ระวังจะไปสะดุดตีนหกล้มปากแตกเข้า กูเป็นห่วง”
ผมยืนมองจนไฟท้ายรถยนต์ของไอ้เจไดหายลับไป
“เขาเป็นตัวอันตรายไหมครับคุณแจสเปอร์ คราวหน้าผมจะได้ระวังไม่ให้เขาเข้ามาอีก”
ลุงหันมามองผมด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหรอกครับลุง”
ผมยิ้มหวานให้แก
“คนที่อันตรายที่สุดในคอนโดก็คงเป็นผมนี่แหละ”
ผมเดินผละจากลุงยามออกมา ตรงไปยังหน้าลิฟต์ คิดว่าคืนนี้คงมีเรื่องต้องสะสางอีกแน่