ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่730 ศาสตราวุธต้องสาป

    “ข้าไม่คิดอยู่ยังดินแดนจักรพรรดิอยู่แล้ว เจ้าโปรดวางใจได้เมี่ยนจือ” อี้เฉินครั้นเขากล่าวตอบออกมา อย่างไม่ใส่ใจ เขากวาดสายตามองออกไปรอบๆ ในทันใด ก่อนจะยกยิ้มให้เยว่ชิงเซียน ครั้นเห็นสายตาของนาง ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจ้อง มองมาหาเขาอยู่แวบหนึ่ง ก่อนพวกเขาจะละสายตาออกจากกัน 
 


      ภาพการต่อสู้เองก็เริ่มดุเดือดขึ้นมาเรื่อยๆ จนบัดนี้ ผู้ที่ไม่มีคะแนน บนแผ่นป้ายรายชื่อของตนเกรงว่า จะมีเหลืออยู่ไม่กี่หยิบมือ ส่วนแผ่นป้ายที่สว่างพร่างพราว เก็บคะแนน ไป200แต้มเต็ม ในสองรอบของการประลองก็มีอยู่เกือบ4ส่วน แม้จะมีหลายคนเลือกที่จะเข้าไป ศึกษาหอตำราในชั้นที่สอง แต่ก็ถึงว่ายังเป็นส่วนน้อย พวกเขาบัดนี้ ต่างก็อยากจะเร่งทำคะแนนให้สูงๆ เพื่อจะเข้าหอตำราชั้นสูงๆ ได้ จึงไม่มีใครคิด ใช้แต้มของตนท้าประลอง

 


       ทว่าในรอบประลองที่สาม บุตรจ้าววังมังกร เทียนซง ที่ถูก วจนะ โลกขานเรียกรายชื่อ ขึ้นประลองกับ มัวซี คนของเผ่าทอง พวกเขาต่างก็เป็นราชันสวรรค์ขั้นแรกเริ่มกันทั้งสองฝ่าย การประลองนี้ จึงเป็นที่จับตาของหมู่ชนไม่น้อย ไม่เว้นแม้แต่ตัวของอี้เฉินเองก็ตาม

 


       ภาพที่ทั้งสองยืนประจันหน้า เลือดลมภายในกายพลุ่งพล่าน ราวกับมังกรที่ผงาดตื่นจากการหลับใหล พร้อมกับสายตาที่แหลมคม ราวกับกระบี่ที่พุ่งเข้าทิ่มแทง ไม่ว่าผู้ใดสบสายตาคู่นั้นของพวกเขา ต่างก็ถูกแรงกดข่ม พุ่งปราดเข้าใส่ร่างอย่างรุนแรง

 


       เสี้ยวพริบตาที่ปราณพลังสีทองทั่วกายา มัวซี โพยพุ่งสู่สวรรค์ชั้นฟ้า วงแหวนขนาดใหญ่ ก่อร่างฉายฝูงสัตว์อสูร ออกมาในเสี้ยวพริบตา ราวกับราชาแห่งฝูงสัตว์เอ่ยสั่งการ ส่งคลื่นเหล่าสัตว์อสูร โจมตีออกมาเบื้องหน้าอย่างไม่ปรานี ครั้นมัวซี ชี้นิ้วออกมาเบื้องหน้า

 


เสียงปัง!! งง!! ของฝีเท้าสัตว์อสูรมืดฟ้ามัวดิน พุ่งปราด ออกมาดังก้องในทันที

 


      คุณชายเทียนซง ที่นำเอากระบี่ดื่มเลือดมังกร โบราณออกมา อายความเคียดแค้น มันก็แผ่ซ่านออกมาทั่วในทันใด แม้แต่หมู่ชนรอบๆ พวกเขายังเอ่ยเสียงดังออกมาไม่ขาด ครั้นเมื่อรับรู้ถึงความชั่วร้ายของกระบี่ดื่มเลือดมังกร

 


เกรงว่ากระบี่เล่มนั้น มันจะสังหาร ฆ่ามังกรสายเลือดแท้จริง ที่หายสาบสูญไปไม่น้อย มันถึงได้ปลดปล่อย ความเคียดแค้นออกมาเช่นนั้น

 


       ฉับพลันที่ เทียนซงหยดเลือดที่เป็นมังกรของเขาลงไป มันก็ราวกับกระบี่ได้ดื่มเลือด เกิดการสั่นไหวขึ้นมาน้อยๆ พร้อมริ้วคลื่นรัศมีที่เฉียบคมปลดปล่อยออกมา ครั้นเมื่อคุณชายเทียนซง หวดฟาด ตัดสะบั้นคลื่นกระบี่ ออกมาเบื้องหน้า “จงทำลาย” มิติเกิดการแตกร้าวในทันใด เมื่อร่างฉายมังกร ทับซ่อนคลื่นกระบี่ กวาดเอาด้านหน้าทั้งหมด จนแตกกระเจิง

 


       วิชาสมบัติ ที่มัวซี สำแดงพังทลายในเสี้ยวพริบตา จากคลื่นกระบี่ทำลายล้าง ใครเล่าจะไม่คร้ามเกรง ในพลังที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง แม้แต่อี้เฉินยังประเมินพลังของ เทียงซงผู้นี้ต่ำเกินไป ไม่คิดว่าไม่เจอกันแค่50ปี เขาจะรุดหน้ามาได้มากถึงเพียงนี้

 


       จนมัวซี เขาต้องแค่นเสียงชิ!! ในลำคอออกมา   ก่อนภายในฝ่ามือของเขา จะเรียกง้าวสีทองพร่างพราวออกมา เข้าห้ำหั่นโจมตีออกไป ราวกับเครื่องจักรสังหาร พุ่งปราดเข้าใส่ เทียนซง

 


      เสียงตู้ม!! เคร้ง!! ดังออกมาก้องกัมปนาทไปทั่วอาณา จากสุดยอดอาวุธที่ปะทะกัน เสียงเชียร์ของหมู่ชน รอบด้านเองก็ดังออกมาไม่น้อย โดยเฉพาะ คนของทั้งสองตระกูล ที่มาดูชมการประลอง

 


      ทว่าเมื่อผ่านไปไม่กี่กระบวนท่า การประลองนี้ก็เหมือนว่าจะรู้ผล ครั้นผู้คนเห็น ริ้วคลื่นที่กระบี่ของ เทียนซง กลบคลื่นง้าวสีทอง ของมัวซีจนสมบูรณ์ แถมยังอัดกระแทกคลื่นให้ มัวซี ฝีเท้าต้องก้าวถอยหลังอย่างต่อเนื่อง ไม่อาจเก็บซ่อนอาการบาดเจ็บ ไว้ได้อีกต่อไป

 


ครั้นมัวซี ริมฝีปากกระอักเลือด ออกมาคำใหญ่ เขาแค่นเสียงสบถด่า ตนเองออกมาน้อยๆ ในทันที

 


       อี้เฉินเขาเองก็ตกตะลึง กับกระบี่ดื่มเลือดมังกรไม่น้อย ทว่ามันก็เหมือนกับกระบี่ต้องสาป หากผู้ใช้อ่อนแอ มันก็จะกลายเป็นดาบสองคมทันที แม้พลังมันจะน่าประหวั่นพรั่นพรึง แต่มันก็เหมือนหอกข้างแคร่ พร้อมจะแว้งกัดเจ้านายของมันอยู่เสมอ

 


       ด้านจักรพรรดิจ้าววังมังกร เขาหัวเราะออกมาร่า ครั้นเห็นศักยภาพที่เทียนซง บุตรชายเขาปลดปล่อยออกมา “เหมือนว่าการประลอง จะรู้ผลแล้วซินะ จักรพรรดิ ซือจือ ท่านอย่าได้เดือดดาลไป ฮ่าๆ”



     ชายวัยกลางคนร่างกายกำยำ กายาท่อนบนเปลือยเปล่า เต็มไปด้วยมัดกล้าม มีลักษณะคล้าย สัตว์สิงโตอยู่หลายส่วน กล่าวพูดออกมาด้วยความเดือดดาล ไม่คิดว่ามัวซี ราชันสวรรค์รุ่นใหม่ ภายในเขตปกครองของเขา จะพ่ายแพ้ ฝ่ามือเขาชี้ออกไปเบื้องหน้า ไปยังทิศทาง จักรพรรดิจ้าววังมังกร ในทันใด ที่เห็น มัวซี กล่าวพูดยอมแพ้ออกมา ด้วยความยากลำบาก “เจ้าไอ้เวร ถึงกับให้คนของเจ้า ใช้อาวุธต้องสาป ภายในงานประลองเชียวหรือ”

 


จักรพรรดิจ้าววังมังกร เขาคลี่ยิ้มออกมากว้าง “มันไม่ได้มีกฎ”

 


       “เจ้า! เจ้า!” จักรพรรดิสิงโตทอง ซือจือ เขาสะบัดฝ่ามือลงชายชุด อย่างรุนแรง ด้วยโทสะ ก่อนเขาจะเก็บความเดือดดาลนั้นกลับไป ครั้นเห็นสายตาของจักรพรรดิคนอื่นๆ จ้องมองมาที่ตัวเขาเป็นสายตาเดียว

 


        “ข้าจะรอดูไป ว่าคนของเจ้า จะใช้อาวุธต้องสาปนั้น ได้อีกสักกี่ครั้งกันเชียว” คำพูดที่จักรพรรดิสิงโตทอง ซือจือกล่าวพูด ในประโยคสุดท้าย ต่างก็ทำให้เหล่าจักรพรรดิคนอื่นๆ ส่ายหัวออกมา

 


      แม้หมู่ชนจะรับรู้ ถึงความเดือดดาล ของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครรู้ ถึงบทสนทนา ที่พวกเขาพูดคุยกัน ผ่านทะเลความรู้ส่วนกลาง จึงไม่มีใครบัดนี้ กล้าดีใจจนออกนอกหน้า ตระกูลราชันอย่างพวกเขา ใครเล่าจะกล้าหยามเกียรติ

 


      ภาพแผ่นป้ายรายชื่อของเทียนซง บัดนี้ลอยสูงเด่นกว่าทุกผู้คน จนเขาต้องยืดตัวตรง เชิดหน้าขึ้นมาอย่างโอหัง ครั้นรับรู้เขาเป็นเป้าสายตาของเหล่าบุรุษสตรี ภายในสถานที่แห่งนี้นับไม่ถ้วน

 


      ...การประลองรอบนี้ ดุเดือดเป็นอย่างมาก ถัดจากคู่ของคุณชายเทียงซงไม่นาน ศิษย์เอกอัจฉริยะของนิกายสวรรค์สุราลัย อย่างหยวนหมิงเฟิ่ง ต้องมาปะทะกับ ศิษย์เอกอัจฉริยะของนิกายธรรม อย่างมารพุทธ ทงอี้

 


      อี้เฉินที่เห็นหลวงจีนน้อย เขาจดจำทงอี้ได้เป็นอย่างดี เขากล่าวพูด ขึ้นมาด้วยความแปลกใจ ครั้นเห็นรอยยิ้มของทงอี้ ส่งมาหาตัวเขาอยู่แวบหนึ่ง “ทงอี้เขาไม่ได้อยู่นิกายสวรรค์สุราลัย เช่นนั้นหรือ” ข้อนี้ทำให้อี้เฉินแปลกใจไม่น้อย

 


      เมี่ยนจือ นางกล่าวพูดพลางอธิบาย ให้อี้เฉินรับฟังในทันที ครั้นเห็นความสงสัยใคร่รู้ของอี้เฉิน “นิกายใหญ่ใช่ว่าจะบ่มเพาะ เหล่าอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ ได้หลายคนในคราวเดียว อี้เฉิน จากทรัพยากร ของพวกเขาที่มีจำกัด แค่สร้างอัจฉริยะเก่งกาจ สะเทือนใต้หล้า เพียงผู้หนึ่งก็เพียงพอแล้ว ..หลวงจีนผู้นั้นเขาเองก็ไม่ถูกรับเลือก จากนิกายสวรรค์สุราลัยซินะ จึงเลือกที่จะจากไป เข้าร่วมนิกายธรรม”

 


อี้เฉินครั้นได้ยินคำพูดของเมี่ยนจือ เขาพยักหน้าเข้าใจ ทงอี้ในทันที เมื่อไม่ได้รับการเหลียวแล สู้ออกมาฝึกฝนคนเดียวยังดีเสียกว่า

 


       เสียงหมู่ชนกล่าวพูดคุยกันออกมา ด้วยความไม่อยากเชื่อ เมื่อเห็นมารพุทธทงอี้ คนของนิกายธรรม นิกายระดับล่าง ต่อสู้ดวลพลังกายกับ หยวนหมิงเฟิ่ง ศิษย์เอก อัจฉริยะ ของนิกายสวรรค์สุราลัย ได้อย่างสูสี

 


       ปัง! ปัง! ปัง! งง!! เมื่อได้ยินเสียงหมัด เข้าปะทะกันออกมาดังก้อง พวกเขาต่างก็ใช้กายเนื้อ โจมตีเข้าใส่กันอย่างไม่เก็บออม ร่างฉายด้านหลังปรากฏออกมา จนเด่นชัด สอดประสานไปกับการโจมตีอย่างบ้าคลั่ง

 


       ก่อนจะมีผู้อาวุโสบางคน ภายในนิกายสวรรค์สุราลัย ที่มองชมฉากการต่อสู้ จดจำมารพุทธ ทงอี้ได้ “เขา! เขา! ทงอี้ศิษย์ที่พวกเราเคย ทาบทามตัวเขามาเข้าร่วมไม่ใช่หรือ?”

 


       ผู้อาวุโสอีกคนได้ยินพวกเขาจ้องเขม็ง ไปมองมารพุทธทงอี้ ด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะถอนลมหายใจออกมายาว รู้สึกเสียดาย ศักยภาพของทงอี้ไม่น้อย ทว่าหากพวกเขารั้งตัวชายหนุ่มเอาไว้ เกรงว่าจะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีต่อตัวเขา แต่ก็ไม่คิดว่าทงอี้ ผู้นี้จะมายืนเทียบชั้นกายเนื้อกับ หยวนหมิงเฟิ่ง ศิษย์เอกอัจฉริยะของพวกเขาได้



***วันนี้มีตอนเดียวนะครับ 

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน