บทที่ 31 ขึ้นเขาไปช่วยเหวินซิ่วไฉ
ฉู่ชิงเฉินเป็พวกสายปฏิบัติ คิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น
นางยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อของชายหนุ่มอย่างเปิดเผย แล้วบีบลงไปแรง ๆ ทีหนึ่ง
จากนั้นจึงจัดสาบเสื้อของเขาให้เข้าที่ และห่มผ้าห่มให้เขาอย่างดี
เมื่อมองดูใบหน้าที่เ็าและทนงตัวของชายหนุ่ม แต่กลับมีรอยริมฝีปากขนาดใหญ่อยู่บนนั้น มันดูขัดหูขัดตาอย่างบอกไม่ถูก
เพื่อไม่ให้เสียสายตา ฉู่ชิงเฉินจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายออกมาจากอกเสื้อ แล้วออกแรงเช็ดรอยจูบสีแดงบนหน้าของเขาออก
ไม่รู้ว่ายัยปีศาจจิ้งจอกนั่นใช้ชาดแบบไหนทาปาก เช็ดจนหน้าชายหนุ่มแทบจะถลอกอยู่แล้ว ก็ยังเช็ดไม่ออก
ฉู่ชิงเฉินจึงต้องเอาผ้าเช็ดหน้ามาจ่อที่ปาก รวบรวมน้ำลายจนผ้าชุ่ม แล้วเอาไปถูบนใบหน้าของชายหนุ่มอีกครั้ง
น้ำลายของนางต่างจากคนทั่วไป เพราะนางดื่มน้ำพุใสทุกวัน ร่างกายไร้สารพิษ น้ำลายจึงมีกลิ่นหอมสะอาด
ให้ตายสิ โมโหแล้วนะ ยัยจิ้งจอกนั่นใช้ชาดกันน้ำแบบไม่ติดแก้วหรือไง โดนน้ำแล้วยังเช็ดไม่ออกอีก
เมื่อเป็เช่นนั้น นางจึงทำได้เพียงร่ายคาถาลบร่องรอยลงบนใบหน้าของเขา เพียงพริบตาเดียว ใบหน้าของชายหนุ่มก็กลับมาเป็เหมือนเดิม รอยปากขนาดใหญ่หายไปแล้ว
เพื่อให้ชายหนุ่มฟื้นเร็วขึ้น ฉู่ชิงเฉินจึงหยิบชุดฝังเข็มออกมาจากมิติ หยิบเข็มเงินแล้วปักลงไปที่จุดบนศีรษะของเขา
ชั่วขณะเดียว บนหัวของชายหนุ่มก็เต็มไปด้วยเข็มเงิน ดูไปดูมาเหมือนเม่นไม่มีผิด
เข็มเงินนี้ต้องปักทิ้งไว้บนหัวอย่างน้อยหนึ่งเค่อ ถึงจะเห็นผล ระหว่างนั้น หญิงสาวไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ นางเดินออกจากห้องไปที่ครัวเพื่อจัดการข้าวของ
นางหาอ่างใบใหญ่มาสองสามใบ แยกเนื้อที่ซื้อมาใส่ลงไป หมูอ่างหนึ่ง เนื้อวัวอ่างหนึ่ง และกระดูกหมูอีกอ่างหนึ่ง
"ท่านแม่ ฟ้ายังสว่างอยู่เลย ท่านจะทำอาหารแล้วหรือ?"
หยวนเป่ากินขนมไปเยอะจนพุงกลมป่อง ไม่รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย พอเห็นท่านแม่ยุ่งอยู่ในครัวจึงจูงมือพี่ชายเดินเข้ามา
“ดูท่าพวกเ้าคงจะไม่หิว กินของอร่อยไปไม่น้อยเลยล่ะสิ”
“ไม่มีอะไรพ้นสายตาท่านไปได้เลยจริง ๆ ท่านแม่ ข้าเอาขนมพุทราแผ่นมาฝากท่านด้วย ท่านแม่ลองกินสิ”
หยวนเป่าพูดพลางหยิบขนมพุทราแผ่นห่อกระดาษออกมาจากกระเป๋า แกะห่อแล้วป้อนเข้าปากมารดา
“ท่านแม่ อร่อยไหม?”
“อืม เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ช่วยเจริญอาหารดีนะ”
ฉู่ชิงเฉินถือกระบวยตักน้ำใส่ลงในอ่างเพื่อล้างเนื้อและตอบไปด้วย ในยุคโบราณไม่มีสารเติมแต่งที่วุ่นวาย ขนมพุทราแผ่นก็ทำจากพุทราและน้ำตาลกรวดจริง ๆ รสชาติจึงเข้มข้นและเป็ธรรมชาติมาก
“ท่านแม่ เนื้อพวกนี้บ้านเราจะกินหมดหรือ?”
หยวนเป่ามองเนื้อในอ่างด้วยความสงสัย ดูเหมือนมันจะพอกินสำหรับครอบครัวห้าคนไปทั้งปีเลยทีเดียว
“เ้าตัวเล็กสองคน ต่อให้กินเก่งแค่ไหนก็กินไม่หมดหรอก เนื้อพวกนี้แม่มีแผนจะใช้ประโยชน์ เ้ากับพี่ชายอยู่เฝ้าบ้านนะ แม่จะขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่กลับมา เย็นนี้จะทำข้าวหลามให้พวกเ้ากิน”
ฉู่ชิงเฉินล้างเนื้อและกระดูกจนสะอาด เทน้ำทิ้ง แล้วกำชับเด็กทั้งสอง
“ข้าวหลามคือข้าวอะไรหรือ? ท่านแม่ ข้าเพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก กระบอกไม้ไผ่กินได้ด้วยหรือ? นั่นมันของกินของพวกหมีดำไม่ใช่หรือ?”
หยวนเป่าเพิ่งเคยได้ยินว่าไม้ไผ่กินได้เป็ครั้งแรก แต่ในเมื่อท่านแม่บอกว่ากินได้ มันก็ต้องกินได้แน่นอน
“ยัยหนูซื่อบื้อ กระบอกไม้ไผ่กินไม่ได้ แต่ข้าวข้างในกินได้ แม่ไม่คุยกับเ้าแล้ว แม่ต้องขึ้นเขา รีบไปรีบกลับ รอแม่กลับมาพวกเ้าก็จะรู้เองว่าข้าวหลามคืออะไร”
ฉู่ชิงเฉินกำชับเด็กทั้งสองอีกครั้ง ให้เฝ้าบ้านให้ดี อย่าวิ่งเล่นไปไหนไกล จากนั้นนางก็แบกตะกร้าสะพายหลังเดินมุ่งหน้าไปทางูเา ครั้งก่อนที่นางขึ้นเขามา แม้จะยังไม่ได้เข้าป่าลึก นางก็เห็นแล้วว่ามีป่าไผ่อยู่แถวนี้
นางจึงนึกขึ้นได้ว่าสามารถตัดไม้ไผ่มาทำข้าวหลามได้ ดูจากปฏิกิริยาของหยวนเป่าแล้ว ในยุคสมัยนี้คงยังไม่มีข้าวหลามขาย
นางวางแผนจะทำข้าวหลามไปขายในเมือง มันจะต้องกลายเป็ของดีประจำถิ่นอย่างแน่นอน
ฉู่ชิงเฉินคำนวณวิธีหาเงินในใจ ไม่นานก็ขึ้นมาถึงบนเขา
ครั้งนี้นางมาเพื่อตัดไม้ไผ่โดยเฉพาะ จึงเดินตรงไปยังป่าไผ่ทันที
ไม้ไผ่ต้องเลือกที่สดและอ่อน หากไม้ไผ่แก่เกินไป ข้าวหลามที่นึ่งออกมาจะมีรสฝาด เสียรสชาติ
ฉู่ชิงเฉินเดินมาหยุดที่หน้าต้นไผ่สีเขียวขจีสองสามต้น ดูปราดเดียวก็รู้ว่าสดมาก
นางกำลังจะหยิบเคียวออกมาตัด แต่พอถอดตะกร้าออกดูก็พบว่ามันว่างเปล่า ด้วยความรีบร้อน นางจึงลืมยืมเคียวจากบ้านพี่สะใภ้จางมา แต่จะให้เสียเที่ยวไม่ได้ นางจึงหันมองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนอยู่ ก็ทำท่าร่ายมุทรา ท่องคาถา แล้วะโลั่นว่า “ล้ม!”
ทันใดนั้น ไม้ไผ่อ่อนตรงหน้าก็ล้มครืนลงไปด้านหลัง
ฉู่ชิงเฉินเดินเข้าไปเก็บไม้ไผ่ หักออกเป็ท่อน ๆ แล้วใส่ลงในตะกร้า
ไม้ไผ่ไม่กี่ต้น เติมเต็มตะกร้าไปได้ครึ่งหนึ่ง แต่นางต้องเอาให้เต็ม จึงหาไม้ไผ่อ่อนอีกสองสามต้นแล้วใช้วิธีเดิม
หลังจากไม้ไผ่ล้มลง นางจึงเก็บขึ้นมาแล้วใช้แรงหักมันใส่ลงในตะกร้า คราวนี้ตะกร้าเต็มพอดี
ระหว่างที่ฉู่ชิงเฉินแบกตะกร้าเตรียมจะลงเขา ก็โชคดีเจอไก่ป่าตัวหนึ่งบินอยู่กลางอากาศไม่ไกลนัก
เนื่องจากแบกตะกร้าไม้ไผ่อยู่ ย่อมไล่จับไก่ป่าไม่ได้ จึงหยิบยันต์สะกดร่างออกมาจากมิติ ยันต์นั้นกลายเป็แสงสีขาวพุ่งเข้าไปในตัวไก่ป่า
ไก่ป่าถูกหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศทันที ปีกที่กำลังขยับค้างอยู่อย่างนั้น ขยับไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
เดิมทีฉู่ชิงเฉินคิดว่า ตัดไม้ไผ่เสร็จก็จะกลับเลย แต่กลับเจอไก่ป่ามาส่งถึงที่ จึงรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย
นางเดินเข้าไปไม่กี่ก้าว ไก่ป่ากลางอากาศนั้นหยุดอยู่ในระดับหน้าอกพอดี นางแค่ยื่นมือออกไปก็จับไก่ป่าได้แล้ว
เมื่อถูกยันต์สะกดร่างระดับต่ำของนาง ไก่ป่าตัวนี้จะขยับไม่ได้ไปสามวัน นางจึงวางมันไว้บนสุดของตะกร้า
ขณะที่กำลังจะเดินลงเขา ใครจะรู้ว่าคนหูดีอย่างนางจะได้ยินเสียงผู้ชายร้องขอความช่วยเหลือมาจากด้านหลัง
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย...”
เสียงร้องดังขึ้นต่อเนื่องกระทบโสตประสาทของนาง ช่วยคนหนึ่งชีวิตมีค่ามากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น นี่คือการสะสมบุญ ดังนั้นต้องช่วยแน่นอน
ฉู่ชิงเฉินวางตะกร้าลง แล้ววิ่งไปยังทิศทางของเสียงอย่างรวดเร็ว ก็เห็นชายคนหนึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพื้น พยายามลากขาถอยหนีไปข้างหลัง
ที่ขาของชายคนนั้นมีเืไหลออกมา ข้าง ๆ มีหมาป่าดุร้ายจ้องมองอยู่ตาเป็มัน ดูเหมือนขาของเขาจะถูกหมาป่ากัดเข้าให้แล้ว
หมาป่าดุร้ายจ้องเหยื่อด้วยแววตาแห่งความหิวกระหาย กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งในอากาศยิ่งกระตุ้นความอยากอาหารของมัน
ฉู่ชิงเฉินมองชายหนุ่มที่กำลังจะถูกหมาป่าขย้ำ ให้ตายสิ นี่มันเื่เล่าหมาป่าดุร้ายฉบับหนุ่มรูปงามกับอสูรหรือไง?
จะวิ่งเข้าไปขวางคงไม่ทันการ ในจังหวะสำคัญที่หมาป่ากระโจนเข้าใส่ชายหนุ่ม ฉู่ชิงเฉินจึงรีบใช้ยันต์สะกดร่างแผ่นสุดท้ายในมิติสะกดหมาป่าเอาไว้
หมาป่าตัวนั้นทำได้เพียงเบิกตามองเหยื่อที่อยู่ตรงหน้าแต่กลับขยับปากกินไม่ได้ จนความดันพุ่งปรี๊ด แทบจะะเิตายด้วยความอึดอัด
ชายหนุ่มเองก็อึ้งและใเช่นกัน ทำไมหมาป่าตัวนี้ไม่กัดข้า ทำไมมันไม่ขยับ โอ้โฮ มันไม่ขยับจริง ๆ ด้วย
“นี่ พี่ชาย มัวตะลึงอะไรอยู่? อยากรอเป็อาหารจานโปรดของฝูงหมาป่าหรือไง?”
ฉู่ชิงเฉินวิ่งเหยาะ ๆ มาหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม พร้อมกับทำหน้าเพลียจิต คนเซ่อคนนี้คงจะโดนหมาป่าหลอกจนสติหลุดไปแล้วมั้ง
ต้องรู้ก่อนว่า หมาป่าไม่เคยออกล่าตัวเดียว แถวนี้ต้องมีพรรคพวกของมันอยู่อีกแน่ ถ้าขืนชักช้าแล้วเจอฝูงหมาป่าเข้า ถึงตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว เพราะยันต์สะกดจุดของนางก็หมดแล้วด้วย
“แม่นาง เป็เ้านี่เอง ช่างเป็การพบกันที่คาดไม่ถึงจริง ๆ”
“เหวินซิ่วไฉ เป็ท่านเองหรือ? ไม่อยู่บ้านอ่านตำราดี ๆ ขึ้นเขามาล่าสัตว์เลียนแบบคนอื่นทำไม ท่านไม่ใช่ทางนี้เลยนะ”
เมื่อฉู่ชิงเฉินเห็นใบหน้าของชายหนุ่มชัด ๆ นางก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที หมู่บ้านเถาฮวาช่างเล็กจริง ๆ เดินไปทางไหนก็เจอแต่คนรู้จักเต็มไปหมด