ตอนที่ 15 น้องหญิงเล็กจางมาหา (2)
จางซิ่วมองการประดับตกแต่งอย่างประณีตของศาลาลั่วเสวี่ย จากนั้นเหลือบมองชุดกระโปรงป้ายสามทบสีแดงอมม่วงงามโดดเด่นบนกายเหยียนจื่อม่อ จึงเผยสีหน้าอิจฉาชั่วครู่ ก่อนหายวับไปอย่างรวดเร็ว นางรีบปั้นหน้ายิ้มกล่าวว่า “พี่หญิง ไม่ได้พบกันตั้งนาน น้องคิดถึงท่านจะแย่อยู่แล้ว”
“อ้อ!”
เหยียนจื่อม่อให้เจี่ยวเย่ว์ซึ่งอยู่ด้านข้างไปยกเก้าอี้มาให้นาง จางซิ่วไม่รู้ว่าตนคิดไปเองหรือไม่ ถึงได้รู้สึกว่าเก้าอี้กลมสลักลายบุปผานี้ดูจะนั่งสบายกว่าเก้าอี้ที่เรือนรองนั่นเสียอีก
“พี่หญิง ท่านแม่ก็คิดถึงท่านมากเลยนะ”
“ข้าเข้าใจความรู้สึกของแม่บุญธรรมดี ประเดี๋ยวเ้ากลับไปต้องฝากคำขอบคุณไปบอกให้ข้าด้วยละ”
นางเผยรอยยิ้มน้อยๆ สีหน้านุ่มนวลอ่อนโยนยิ่ง ใบหน้าที่แต่เดิมสวยสะพรั่งราวบุปผาแรกแย้มยิ่งดูมีเสน่ห์เย้ายวนกว่าเดิม เหยียนจื่อม่อย่อมเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของจางซื่อดี คราวก่อนที่ตนส่งถุงเงินไปให้ เกรงว่าตอนนี้คงใช้จ่ายไปหมดแล้ว
...สิ่งที่อีกฝ่ายคิดถึงไม่ใช่นางหรอก แต่เป็ตำลึงเงินระยิบระยับนั่นต่างหาก
จางซิ่วทำสีหน้าปั้นยาก คราวนี้กว่านางจะออกมาได้ไม่ง่ายเลย เพียงแค่อยากมาลองหยั่งเชิงคุณหนูจวนโหวดูสักหน่อย แต่นี่อีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไรกัน
“ได้ยินว่าเ้าอยากพบคุณหนูสี่จวนโหวหรือ”
ต่อให้เหยียนจื่อหลิงไม่อยากเจอหน้าคนบ้านจาง แต่จะห้ามนางไม่ให้พาคนไปพบอีกฝ่ายได้อย่างไร ในเมื่อเป็พี่น้องกันทั้งที สิ่งที่ตนเคยลิ้มรสย่อมต้องมอบคืนให้ครบทีละน้อยอยู่แล้ว เช่นนี้จะได้ไม่ถูกหาว่าเป็คนตระหนี่อย่างไรเล่า
“น้องมาจากครอบครัวเล็กๆ ไหนเลยจะกล้าไปพบคุณหนูสี่ได้! เพียงแต่ไม่ทราบลำดับในจวนของพี่หญิง จึงบอกผิดไปต่างหาก”
ตอนออกจากบ้านมาท่านแม่ย้ำนักย้ำหนา หากคุณหนูสี่อะไรนั่นไม่ยอมพบก็ห้ามเข้าไปยุ่งวุ่นวายด้วยเด็ดขาด แม้จะรู้สึกดูแคลนท่าทีระวังตัวแจของมารดา แต่ก็ยังรับปากเป็อย่างดี แม้แต่วิธีรับมือและคำที่ควรพูดเหล่านี้ก็ล้วนเป็มารดาที่สอนไว้ก่อนออกจากบ้านทั้งสิ้น
“ก็จริง เ้าเพิ่งเคยมาจวนโหวเป็ครั้งแรก ข้าพาเ้าไปเดินดูสักหน่อยดีหรือไม่ ดอกเหมยในจวนผิงซีโหวกำลังบานสะพรั่งพอดีเชียว ประเดี๋ยวนำกลับไปสักสองกิ่งเถอะ”
“เ้าค่ะ...ดีเลย!”
เหยียนจื่อม่อได้ยินนางตอบรับเต็มปากเต็มคำ รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกดลึกขึ้นทุกขณะ เจี่ยวเย่ว์รู้สึกทนมองต่อไปไม่ไหวอยู่บ้าง แม้ว่าจะรู้จักกันเพียงไม่นาน ทว่าขอเพียงคุณหนูยิ้มหวานหยดเช่นนี้ต้องไม่ใช่เื่ดีแน่
เหยียนจื่อม่อถือกิ่งเหมยเหมันต์ในมือขณะมองจางซิ่วที่เดินอยู่ข้างหน้าด้วยสายตาปีติยินดี จากนั้นหันมากล่าวกับเจี่ยวเย่ว์ด้านข้างว่า “ได้ยินว่าวันนี้พวกพี่หญิงน้องหญิงมาชมดอกเหมยกันใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะ ตอนแรกมาเชิญคุณหนูแล้ว แต่คุณหนูไม่ค่อยสบาย บ่าวจึงหาเหตุผลปฏิเสธไปเ้าค่ะ”
“อื้ม!”
แม้ว่านางจะเป็พวกต้องลมเย็นแล้วเป็ไข้ แต่ไม่ได้ป่วยหนักอะไรนัก เพียงแค่ไม่อยากเคลื่อนไหวเท่านั้น อีกอย่างเป็เพราะวันนี้อากาศหนาวเกินไปและตนกลัวหนาวเป็ที่สุด ดังนั้นหากเลื่อนการคำนับผู้าุโไปได้สักวันก็เลื่อนเถอะ
ระหว่างที่เหยียนจื่อม่อพูดคุยกับเจี่ยวเย่ว์อยู่นั้น เสียงด่าทอเกรี้ยวกราดพลันดังขึ้นจากด้านหน้า “นางเด็กสกปรกนี่มาจากไหนกัน คิดจะมายั่วยวนเ้านายหรือ”
เหยียนจื่อม่อชะงักเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินไปข้างหน้า จึงได้เห็นแววตาเอียงอายของจางซิ่วกับเหยียนจื่อชิงที่ถูกอีกฝ่ายเดินชนเข้าเต็มอก ส่วนคนที่ส่งเสียงสบถด่านั้นคือคุณหนูรองเหยียนฉิง น้องสาวมารดาเดียวกับเหยียนจื่อชิง
หลังเห็นภาพนี้เข้า เหยียนจื่อม่ออดรู้สึกขบขันไม่ได้ ชาติก่อนพอจางซิ่วได้พบชายในดวงใจก็หลงใหลหน้ามืดตามัว ถึงขั้นลั่นวาจาว่าชีวิตนี้จะไม่ขอแต่งกับชายอื่นอีก น่าเสียดายที่ต่อให้เหยียนจื่อชิงเป็บุตรสายรองของจวนโหว ก็ไม่ใช่ชายหนุ่มที่หญิงสาวชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างนางจะอาจเอื้อมได้
...วาสนารักคราวนี้ ย่อมจบไม่สวยแน่อยู่แล้ว
นึกไม่ถึงว่ามาชาตินี้ อีกทั้งสถานที่ก็เปลี่ยนไป จางซิ่วจะยังใจง่ายลุ่มหลงมัวเมาในทันทีอีก! ใจสตรีนี่ช่างยากแท้เกินหยั่งเป็ที่สุดจริงๆ