เสียงตะคอกของศิรินทร์ก้องกังวานไปทั่วห้องปลอดเชื้อ ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของจักรพรรดิเซียน ความโกรธแค้น ความผิดหวัง และความเ็ปที่อัดอั้นมาตลอดห้าปี ถูกะเิออกมาในประโยคเดียวนั้น
กวินทร์ยืนนิ่งงัน ร่างกายที่เคยทนทานต่อทัณฑ์์กลับรู้สึกชาหนึบไปทั้งตัวเมื่อเผชิญหน้ากับน้ำตาของหญิงคนรัก เขาอยากจะโผเข้าไปกอดเธอ อยากจะคุกเข่าขอโทษและอธิบายเื่ราวทั้งหมด แต่เขารู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่จังหวะที่จะมาพร่ำเพ้อถึงอดีต
"ริน ผม"
กวินทร์พยายามจะเอ่ยปาก แต่เสียงของเขากลับแหบแห้ง
"หุบปาก! อย่ามาเรียกชื่อฉัน!"
ศิรินทร์ตวาดสวนกลับทันควัน มือบางชี้ไปที่ประตูด้วยความเกรี้ยวกราด
"นายหายหัวไปไหนมาห้าปี! ในวันที่ฉันคลอดลูกนายอยู่ไหน! ในวันที่ลูกป่วยเจียนตายและฉันต้องวิ่งเต้นหาเงินมารักษา นายไปมุดหัวอยู่ที่ไหน! แล้วตอนนี้ ตอนที่ฉันกำลังจะเสียลูกไป นายกลับโผล่มาในสภาพขอทานแบบนี้เพื่อจะมาดูใจแกงั้นเหรอ! ออกไป! ออกไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้!"
คำด่าทอของเธอบาดลึกยิ่งกว่าคมมีด แต่กวินทร์กลับไม่รู้สึกโกรธแม้แต่น้อย เขามีแต่ความรู้สึกผิดที่ท่วมท้น 'ข้าผิดเอง ข้าผิดที่กลับมาช้าเกินไป'
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนจากเครื่องมือแพทย์ที่รายล้อมเตียงผู้ป่วยก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
[ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!]
เสียงหวีดแหลมของเครื่องวัดชีพจรเปลี่ยนจังหวะจากการเต้นที่แ่เบา เป็การเต้นที่รัวเร็วและสะดุดลงอย่างน่ากลัว หน้าจอโฮโลแกรมแสดงค่ากราฟสีแดงที่ดิ่งลงเหว พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนตัวโต
[คำเตือน! อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงถึงขีดอันตราย! ตรวจพบปฏิกิริยาต่อต้านของธาตุเหมันต์ระดับวิกฤต!]
บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปในฉับพลัน จากความเย็นของเครื่องปรับอากาศ กลายเป็ความหนาวเหน็บที่กัดกินไปถึงกระดูก ไอสีขาวขุ่นเริ่มพวยพุ่งออกมาจากร่างกายเล็กจ้อยของน้องอันดาที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง
เกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าใสเริ่มเกาะตัวขึ้นที่ปลายขนตาของเด็กน้อย ลามลงมาที่แก้มซีดเผือก และลุกลามไปตามแขนขาอย่างรวดเร็วราวกับเถาวัลย์มรณะ สายน้ำเกลือและท่อช่วยหายใจเริ่มแข็งตัวจนเปราะแตก
"คุณหมอ! เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกตัวเย็นแบบนี้!"
ศิรินทร์ลืมความโกรธที่มีต่อกวินทร์ไปจนหมดสิ้น เธอหันไปเขย่าแขนหัวหน้าคณะแพทย์ด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของเธอซีดเผือกยิ่งกว่ากระดาษ
หัวหน้าแพทย์ระดับ S ผู้สวมแว่นตากรอบทองมีสีหน้าแตกตื่นเหงื่อกาฬไหลพราก เขาถอยหลังกรูดเมื่อััได้ถึงไอเย็นมรณะที่แผ่ออกมาจากร่างคนไข้
"แย่แล้ว! คำสาปเหมันต์ทลายชีพมันกำเริบเข้าสู่ระยะสุดท้าย! หัวใจของคนไข้กำลังจะถูกแช่แข็ง!"
"ก็รีบรักษาแกสิ! ฉีดโพรเซสเซอร์กระตุ้นหัวใจสิ! ทำอะไรสักอย่างสิโว้ย!"
ศิรินทร์กรีดร้องลั่น เธอพยายามจะถลาเข้าไปกอดลูก แต่ถูกพยาบาลดึงตัวไว้
"ไม่ได้ครับคุณศิรินทร์! ไอเย็นนั่นมันรุนแรงมาก ถ้าแตะต้องตัวตอนนี้คุณจะถูกแช่แข็งไปด้วย!"
หมออีกคนะโห้าม พลางร่ายเวทมนตร์รักษาแสงสีเขียวใส่ร่างของอันดา แต่ทว่าทันทีที่แสงสีเขียวััโดนไอเย็น มันก็แตกสลายกลายเป็ละอองแสงหายไปในพริบตา พลังเวทระดับสูงของหมอระดับ S ไม่มีผลใดๆ ต่อคำสาปจากโลกปีศาจระดับเจ็ด!
"เป็ไปไม่ได้ ยาต้านเวทระดับสูงสุดก็เอาไม่อยู่ เวทรักษาแสงสุริยันก็ถูกกลืนกิน"
หัวหน้าแพทย์พึมพำเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาจนแท็บเล็ตในมือร่วงลงพื้น
"ทำใจเถอะครับคุณศิรินทร์ เรายื้อไว้สุดความสามารถแล้ว แต่พลังของคำสาปนี้มันเกินขอบเขตของวิทยาการและเวทมนตร์ในปัจจุบัน ร่างกายของหนูน้อยรับไม่ไหวแล้วครับ"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคำพิพากษาปะาชีวิต ศิรินทร์เข่าทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างมองดูลูกสาวที่กำลังจะกลายเป็ก้อนน้ำแข็งต่อหน้าต่อตา
"ไม่จริง ไม่! อันดา! อย่าทิ้งแม่ไป! แม่มีหนูแค่คนเดียวนะลูก!"
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของแม่ดังระงมไปทั่วห้อง สร้างความะเืใจให้กับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ยกเว้นเพียงคนเดียว
กวินทร์ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาที่สงบนิ่ง แต่ภายในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับมีเปลวเพลิงสีทองลุกโชนขึ้นมา เขาเห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขามองเห็น 'แก่นแท้' ของคำสาปที่เป็กลุ่มก้อนพลังงานสีดำทมิฬ รูปร่างคล้ายอสรพิษกำลังรัดพันหัวใจดวงน้อยๆ ของลูกสาวเขาอยู่
'พวกหมอสวะ แค่ไอเย็นจากลมหายใจปีศาจชั้นต่ำแค่นี้ก็แก้ไม่ได้'
กวินทร์กัดฟันกรอด เขาจะไม่ยอมให้ลูกตาย ไม่ใช่วันนี้ และไม่ใช่ต่อหน้าเขา!
ชายหนุ่มในชุดขอทานก้าวเท้าเดินฝ่าวงล้อมของหมอและพยาบาลเข้าไปหาเตียงผู้ป่วย รองเท้าแตะที่เปื้อนโคลนย่ำลงบนพื้นห้องปลอดเชื้อ ทิ้งรอยสกปรกไว้เป็ทางยาว
"ถอยไป"
เสียงของเขาทุ้มต่ำแต่กังวานก้อง มีอำนาจบางอย่างที่ทำให้หมอและพยาบาลต้องหันมามอง
"ไอ้บ้า! แกเข้ามาทำไม! ออกไปเดี๋ยวนี้ ที่นี่คือเขตปลอดเชื้อ แกจะเอาเชื้อโรคมาติดคนไข้หรือไง!"
หมอหนุ่มคนหนึ่งตะคอกใส่กวินทร์ด้วยความหงุดหงิดที่รักษาคนไข้ไม่ได้ จึงมาลงอารมณ์กับคนแปลกหน้าสกปรกๆ คนนี้
"ยาม! รปภ.! ทำไมยังไม่เข้ามาลากตัวมันออกไปอีก!"
หัวหน้าแพทย์ะโเรียกหาความช่วยเหลือ แต่หารู้ไม่ว่า รปภ. ทั้งหมดนอนสลบเหมือดไปั้แ่หน้าห้องแล้ว
กวินทร์ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เขาเดินตรงเข้าไปหาศิรินทร์ที่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้น แล้วย่อตัวลงมองหน้าเธอ
"ริน ลุกขึ้น แล้วหลบไป ผมจะรักษาลูกเอง"
ศิรินทร์เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความสับสน แต่เมื่อได้ยินคำพูดของกวินทร์ ความโกรธก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
"นายจะมารักษาอะไร! นายเป็หมอเหรอ! นายมันก็แค่คนไร้ค่าที่ทิ้งลูกเมียไป! อย่ามาแตะต้องตัวลูกฉัน! อย่าเอาความสกปรกของนายมาแปดเปื้อนอันดา!"
เธอผลักอกกวินทร์อย่างแรง แต่ร่างของเขาแข็งแกร่งดั่งขุนเขา ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิลเดียว
"คนไข้กำลังจะตายอยู่แล้ว แกยังจะมาเพ้อเจ้ออะไรอีก! ออกไปซะไอ้ขอทาน!"
หมอระดับ S สองคนทนไม่ไหว พวกเขารวบรวมพลังเวทหมายจะใช้เวทลมผลักกวินทร์ให้ออกไปจากห้อง
"ข้าบอกว่า ถอยไป!"
กวินทร์หมดความอดทน
ตูม!
ไม่ได้มีเสียงะเิเกิดขึ้นจริง แต่ทุกคนในห้องกลับได้ยินเสียงกัมปนาทก้องอยู่ในจิติญญา
ทันทีที่กวินทร์เปล่งเสียง บรรยากาศภายในห้องก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อากาศที่เคยหนาวเหน็บจากไอเย็นกลับกลายเป็หนักอึ้งราวกับมีตะกั่วเหลวนับพันตันเทลงมาทับถม แรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็นแผ่ขยายออกจากร่างของชายหนุ่มชุดขาดรุ่งริ่ง
นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ ไม่ใช่พลังจิต แต่มันคือ "จิตราชันย์" (King's Aura) จิตแห่งผู้ปกครองสูงสุดที่บ่มเพาะมาจากการเป็จักรพรรดิเหนือจักรพรรดิทั้งปวงในโลกเซียน เป็พลังแห่งเจตจำนงที่สามารถสยบ์และบัญชาปฐี
"อึก!"
เสียงครางด้วยความทรมานดังขึ้นพร้อมกัน หมอระดับ S ที่เย่อหยิ่ง พยาบาล และเ้าหน้าที่ทุกคนในห้อง รู้สึกเหมือนเข่าอ่อนแรงฉับพลัน ร่างกายของพวกเขาหนักอึ้งจนทรงตัวไม่อยู่ ต่างพากันทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้นเสียงดังกึก
ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือก เหงื่อกาฬไหลพราก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกเขาพยายามจะขยับตัว แต่ก็เหมือนถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นพันธนาการไว้ แม้แต่จะขยับปลายนิ้วยังทำไม่ได้ ปากอ้าค้างแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้นอกจากเสียงหายใจหอบถี่
ศิรินทร์เองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ร่างของเธอแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาจ้องมองชายตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ ชายที่เธอมองว่าเป็คนขี้แพ้ ชายที่ทิ้งเธอไป บัดนี้เขากำลังยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง แผ่กลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามราวกับราชันย์ที่จุติลงมาจากฟากฟ้า
กวินทร์ไม่ได้จงใจจะทำร้ายเธอ เขาพยายามควบคุมจิตราชันย์ให้มีผลกับเธอน้อยที่สุด แต่ด้วยความโกรธและความรีบร้อน ทำให้แรงกดดันบางส่วนยังคงทำให้เธอขยับตัวไม่ได้
"อื้อ อื้อ"
ศิรินทร์พยายามจะเปล่งเสียงห้าม แต่เสียงของเธอก็ติดอยู่ในลำคอ เธอทำได้เพียงมองดูเขาด้วยสายตาอ้อนวอนและหวาดกลัว
กวินทร์หันหลังให้กับทุกคน เขาเดินตรงไปยังเตียงผู้ป่วยที่บัดนี้กลายเป็โลงศพน้ำแข็ง ร่างของน้องอันดาถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งเกือบทั้งตัว ลมหายใจแ่เบาจนแทบััไม่ได้
ชายหนุ่มมองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความดุดันเป็ความอ่อนโยนและเ็ปสุดซึ้ง
'ลูกพ่อ พ่อขอโทษที่มาช้า ต่อไปนี้พ่อจะไม่ยอมให้ใครหรือสิ่งใดมาทำร้ายลูกได้อีก แม้แต่พญามัจจุราชหน้าไหนก็ตาม!'
เขาเอื้อมมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยแผลเป็ไปจับที่สายน้ำเกลือ สายวัดชีพจร และท่อช่วยหายใจที่ระโยงระยางอยู่เต็มตัวลูกสาว อุปกรณ์พวกนี้ไร้ประโยชน์สำหรับคำสาปทางิญญา ซ้ำร้ายมันยังเป็ตัวนำความเย็นที่ทำให้ร่างกายน้องเ็ปมากขึ้น
"อุปกรณ์ขยะพวกนี้ ไม่จำเป็ต้องใช้อีกต่อไป"
กวินทร์พึมพำเสียงเรียบ ก่อนจะออกแรงกระชากสายทั้งหมดออกในคราวเดียว!
แคว่ก! ปึด!
เสียงสายพลาสติกและเข็มถูกดึงหลุดออกมาอย่างแรง เข็มน้ำเกลือที่ปักอยู่ที่หลังมือเล็กๆ ถูกกระชากออกจนเืสีแดงสดไหลซึมออกมาหยดลงบนผ้าปูที่นอนสีขาวที่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง
ภาพนั้นกระตุ้นความหวาดกลัวในใจของคนเป็แม่จนถึงขีดสุด แรงกดดันจากจิตราชันย์คลายลงเล็กน้อยเพราะสมาธิของกวินทร์จดจ่ออยู่ที่ลูก ทำให้ศิรินทร์สามารถรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเปล่งเสียงกรีดร้องออกมาได้
"ไม่! อย่าทำลูก! หยุดเดี๋ยวนี้นะกวินทร์! นายจะฆ่าลูกเหรอ!"
เสียงกรีดร้องของเธอดังโหยหวนบาดแก้วหู แต่กวินทร์ไม่ได้หยุดมือ เขาโยนสายระโยงระยางทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี แล้วค่อยๆ วางฝ่ามือขวาที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณสีทองจางๆ ลงบนหน้าผากที่เย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็งของลูกสาว ท่ามกลางเสียงกรีดร้องห้ามของศิรินทร์ที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้อง