บทที่ 1 จิ้งจอก์กับแพยางของเขา
หากจะเอ่ยถึงสถานที่ที่ส่งกลิ่นอายแห่งความตายและคละคลุ้งไปด้วยรังสีอัมหิตจนผู้คนต่างหวาดเกรงทั่วทั้งแผ่นดิน รอยต่อระหว่างสามมหาอำนาจอย่างแคว้นจ้าว แคว้นหยาง และแคว้นหลินหลาง ปรากฏพื้นที่อาถรรพ์ที่ขนานนามว่า 'ป่าอสูร'
ป่าอสูรตั้งตระหง่านเป็ปราการธรรมชาติที่ไร้ผู้ย่างกราย
ป่าแห่งนี้มิใช่เพียงพงไพรที่เต็มไปด้วยแมกไม้ ทว่ามันคือสังเวียนเืของสัตว์อสูรที่บำเพ็ญตบะมานับร้อยนับพันปี บรรยากาศรอบนอกถูกโอบล้อมด้วยห้าสำนักใหญ่ที่ทำหน้าที่ดั่งผู้คุมกฎแห่งยุทธภพ ทั้งสำนักระเบียงขาวที่เปี่ยมด้วยจริยวัตร สำนักสุริยันต์คล้อยเมฆา สำนักอัสนีคำรามที่เกรียงไกร สำนักัทะยานฟ้า และสำนักวังบุปผาที่ลึกลับ ทั้งหมดต่างตั้งมั่นอยู่โดยรอบเพื่อเฝ้าระวังภัยร้ายที่อาจเร้นกายออกมาจากดงดิบ
มนุษย์แบ่งเขตป่าแห่งนี้ออกตามระดับความอันตราย เขตนอกคือที่ฝึกฝนของศิษย์ชั้นต้น ทว่าเขตชั้นในกลับเป็นรกบนดินที่หากแม้นพลาดพลั้งเพียงลมหายใจเดียว ิญญาย่อมถูกกระชากสู่ปรโลก
ทว่า... เหนือกว่าเขตที่มนุษย์เอื้อมถึง ยังมี 'ใจกลางป่าอสูร' สถานที่ที่แม้แต่อสูรระดับราชันยังต้องก้มหัวให้ความเงียบงัน มันคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยถ้ำของผลึกิญญาส่องประกายระยิบระยับ รอบด้านโอบล้อมด้วยสมุนไพรเซียนหายากที่หากนักปรุงยาผู้ใดมาพบเห็นเข้า คงมิอาจรักษาอาการใจสั่นระรัวไว้ได้
ลึกเข้าไปในถ้ำใจกลางป่า ท่ามกลางหมู่มวลพฤกษาเซียน ปรากฏแท่งผลึกิญญาบริสุทธิ์สูงตระหง่าน ประดุจบัลลังก์ที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น บนยอดผลึกนั้นมีกลีบดอกมู่ตานั์สีชมพูอมฟ้าซ้อนทับกันหลายสิบชั้น โอบอุ้มร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งไว้ภายใน
ใบหน้าของเขางดงามเกินกว่าที่จิตรกรเอกจะวาดเข่นออกมาได้ คิ้วเรียวงามดั่งวงพระจันทร์รับกับสันจมูกที่โด่งคมดั่งเทือกเขาฉินซาน เปลือกตาที่ปิดสนิทประดับด้วยขนตางอนยาวที่ทาบทับลงบนผิวพรรณขาวละเอียดราวกับไข่มุกใต้สมุทร บนหน้าผากนวลเนียนปรากฏสัญลักษณ์ดอกไม้สามกลีบสีชาดเข้มข้น ขับเน้นความงามให้ดูสูงส่งและลึกลับในเวลาเดียวกัน
อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่เขาสวมใส่ เมื่อยามต้องแสงรำไรที่ลอดผ่านเพดานถ้ำ จะทอประกายเลื่อมพรายเป็สีเขียวขลิบฟ้า ประดุจปีกแมลงทับที่หายากยิ่ง ชายเสื้อถูกปักอย่างประณีตด้วยไหมเงินเป็ลวดลายดอกมู่ตานที่ดูราวกับมีชีวิต
ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุด กลับเป็หางสีขาวพวงหนาเจ็ดหางที่ขดโอบรอบกายอย่างนุ่มนวล ใบหูสามเหลี่ยมปกคลุมด้วยขนสีขาวสะอาดขยับไหวเล็กน้อยยามที่สายลมพัดผ่าน ราวกับเทพเซียนที่กำลังตกอยู่ในห้วงนิทราอันแสนยาวนาน
เมื่อยี่สิบปีก่อน ท้องฟ้าเหนือป่าอสูรเคยเกิดอาเพศครั้งใหญ่ เมฆาดำทะมึนหมุนวนเป็กงล้อปีศาจปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ แรงกดดันมหาศาลทำให้เหล่าผู้าุโของห้าสำนักใหญ่ต้องออกจากฌานสมาบัติด้วยความตื่นตระหนก สายฟ้าฟาดและลมพายุโหมกระหน่ำจนดูคล้ายวันสิ้นโลก
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ลูกไฟดวงหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากสรวง์ ตัดผ่านม่านเมฆาดำจนแยกออกเป็สองเสี่ยง มุ่งตรงสู่ใจกลางป่าด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียง ทว่า... เมื่อดวงไฟนั้นกระทบพื้น กลับไร้ซึ่งเสียงกัมปนาท ไร้ซึ่งแรงะเิที่ควรจะเป็ ทุกสิ่งมลายหายไปราวกับเป็เพียงภาพลวงตาที่ฟ้าดินกลั่นแกล้ง
ยี่สิบปีผ่านไป... เื่ราวเ่าั้ถูกลบเลือนด้วยกาลเวลา เหล่าสำนักใหญ่ต่างสรุปอย่างทนงตนว่าเป็เพียงการผันแปรของพลังธรรมชาติ ทว่าความจริงที่ถูกซุกซ่อนไว้ในใจกลางป่าที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปถึงนั้น กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
.
.
.
“อาริตตาเกะ โนะ ยูเมะ โวะ คาคิอัทสึเมะ~”
“ซากาชิโทโนะ โวะ ซากาิ นิ ยุคุ โนะ ซา~ วันพีซ!”
เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานในภาษาที่ฟังดูแปลกหูดังแว่วมาตามสายน้ำใสสะอาดใจกลางป่าที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุด ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั้นขัดกับตำนานความสยองขวัญของป่าอสูรอย่างลิบลับ
บนแพยางรูปเป็ดสีเหลืองสดใสที่ลอยคออยู่ในลำธาร มีร่างของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบผู้หนึ่งนอนเอกขเนกอย่างสำราญใจ ผิวขาวผ่องราวกับหิมะรับกับเรือนผมสีเงินยาวสลวย บนศีรษะเล็กๆ นั้นมีหูจิ้งจอกสีขาวขยับไปตามจังหวะเพลง หางทั้งเจ็ดพวงที่เล็กลงตามขนาดตัวโบกสะบัดไปมาในอากาศอย่างสุนทรี
มือหนึ่งของเด็กน้อยถือแก้วทรงสูงที่บรรจุน้ำส้มคั้นสดใส่น้ำแข็งเย็นฉ่ำ อีกมือหนึ่งหยิบมันฝรั่งทอดแผ่นหยักยี่ห้อดังเข้าปากเสียงดัง 'กร้วม!' บนใบหน้าประดับด้วยแว่นกันแดดสีดำแบรนด์เนมสุดหรูที่ดูอย่างไรก็ไม่เข้ากับชุดโบราณปักลายมู่ตานที่เขาสวมใส่เลยแม้แต่นิด
“อา... ชีวิตสโลว์ไลฟ์นี่มันดีจริงๆ”
เด็กน้อย หรือก็คือ 'เรศณรงค์' พึมพำออกมาพลางเคี้ยวขนมจนแก้มตุ่ย หลังจากที่เขาถูกตาแก่เทพมิติ 'ถีบ' ส่งลงมาพร้อมกับพรข้อเดียวที่เขาขอ นั่นคือ 'ห้างสรรพสินค้า' แต่เฒ่าเ้ากรรมกับไม่ยอมให้เขาง่ายๆจึงได้ของแถมมาเป็ระบบภารกิจมาด้วย เดิมทีเขาควรจะกลับมาในร่างเทพจิ้งจอกอี้หรานผู้เกรียงไกร ทว่าดวงจิตที่แยกจากร่างไปนานเกินไปทำให้เกิดบั๊กในการรวมร่าง ผลที่ได้คือร่างมหาเทพจิ้งจอกหดเล็กลงเหลือเพียงเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบที่มาพร้อมกับระบบ 'Shopping Point' หรือแต้มความดีที่ต้องสะสมจากการช่วยเหลือ
ตลอดสองปีที่ผ่านมา เรศณรงค์ใช้ชีวิตเป็นักบุญแห่งป่าอสูร (เพื่อหาแต้มไปช้อปปิ้ง) เขาช่วยแม่นกซ่อมรัง ช่วยหอยทากข้ามฝั่งน้ำ หรือแม้กระทั่งไปเป็ 'หมอตำแย' จำเป็ช่วยแม่หมีทำคลอด จนตอนนี้เขาสามารถปลดล็อกห้างสรรพสินค้าได้ถึงชั้นที่ 3
“เสี่ยวกุย... ว่ายให้มันนิ่งๆ หน่อยสิ ขนมฉันจะร่วงแล้วนะ” เขาบ่นกระปอดกระแปดพลางใช้เท้าเขี่ยกระดองเต่าขนาดมหึมาที่ลอยตีคู่มากับแพเป็ด เ้าเต่าั์ตัวนี้คืออสูรเ้าถิ่นที่เขาไปแย่งสมุนไพรมาเพื่อปลดล็อกชั้นที่ 3 แต่มันกลับติดสอยห้อยตามเขามาเพราะบอกว่า 'เ้าพังบ้านข้า ข้าจะอยู่กับเ้า เธอต้องรับผิดชอบข้า!'
ปัจจุบันเรศณรงค์กลายเป็สโนว์ไวท์แห่งป่าอสูรที่คอยพูดคุยกับสัตว์ป่า ถ้าให้เลือกเขายอมอยู่อย่างสันโดษเป็อินโทรเวิร์ดสายชิลล์ ดีกว่าต้องไปปั้นหน้าสู้กับเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ในยุทธภพ
'ติ้งงง!'
เสียงแจ้งเตือนระบบดังขึ้นภายในหัว
“สร้างความสัมพันธ์กับอสูรเ้าถิ่นเพื่อปลดล็อกชั้นสี่งั้นเหรอ? หึ... ฝันไปเถอะ!”
เขาพ่นลมหายใจอย่างเอาแต่ใจ
“แค่ชั้นสามที่มีแว่นกันแดดกับแพเป็ด ฉันก็พอใจแล้ว! ใครจะอยากไปเสี่ยงชีวิตกับพวกเ้าถิ่นหน้าโหดพวกนั้นกันล่ะ!”
ว่าแล้วเขาก็ดูดน้ำส้มอึกใหญ่ นอนมองฟ้าครามผ่านแว่นดำ ปล่อยให้แพเป็ดลอยไปตามกระแสแม่น้ำอย่างไร้จุดหมาย ท่ามกลางสายตาเกรงขามของเหล่าสัตว์อสูรที่แอบมองมาจากพุ่มไม้... ใครจะรู้ว่าก้อนขาวๆ นุ่มฟูบ
นแพเป็ดตัวนี้ คือตัวตนที่แม้แต่์ยังต้องะเื!
.
.
.