เล่มที่2 บทที่ 42 ความหวั่นไหว
ศิษย์จิปาถะนั้นหากไม่มีตราคำสั่งหรือได้รับคำอนุญาตจากเหล่าประมุขยอดเขาจะไม่สามารถออกจากนิกายตามอำเภอใจได้ดังนั้นเมื่อเจียงอวิ๋นมาถึงหน้าประตูใหญ่ของนิกาย ลูกศิษย์ที่เฝ้าประตูสองคนจึงคิดจะเข้ามาขวางทว่าข้างหูพวกเขาพลันมีเสียงพูดดังขึ้น ทำให้ทั้งสองชักเท้ากลับปล่อยให้เจียงอวิ๋นเดินออกจากประตูไปได้อย่างราบรื่น
เจียงอวิ๋นย่อมไม่ทันได้สังเกตความผิดปกติของศิษย์เฝ้าประตูทั้งสองเขาก้าวเท้าออกจากประตู เลี้ยวหนึ่งโค้งตามทางเดินจนเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครมองเห็นแล้ว ร่างกายเขาถึงได้โงนเงนไปมาจากนั้นก็ได้ทรุดตัวลงไปคุกเข่าก่อนจะก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
การบาดเจ็บหรือหมดแรงสำหรับเจียงอวิ๋นแล้วถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำประหนึ่งการทานอาหารสามมื้อไม่จำเป็นต้องใส่ใจแม้แต่น้อย รอยแผลเป็นหลายร้อยแผลทั่วร่างเป็นเครื่องหมายยืนยันได้ดีที่สุด
ในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลเขารู้จักพืชพรรณสัตว์ป่าหลากหลายชนิด สามารถค้นหาสมุนไพรและสัตว์ร้ายที่ใช้ฟื้นฟูพลังและรักษาอาการบาดเจ็บได้ในเวลาสั้นๆดังนั้นตอนนี้เขาจึงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงไปพลางสอดส่องสายตาสำรวจรอบตัวอย่างต่อเนื่องตามความเคยชินไปพลาง
ทว่าหลังจากกวาดสายตามองไปรอบหนึ่งแล้วเจียงอวิ๋นก็เผยรอยยิ้มเจื่อนอย่างอดไม่ได้ ที่นี่เป็นด้านนอกของนิกายแสวงมรรคแม้จะมีคนสัญจรไปมาไม่มาก แต่มีหรือจะมีพวกยาสมุนไพรหลงเหลือ
เขาจึงดึงสายตากลับมาอย่างช่วยไม่ได้จากนั้นจึงก้มลงมองร่างกายของตน
กระดูกอกและกระดูกซี่โครงแหลกไปกว่าครึ่งบนอกซ้ายมีช่องโหว่เพิ่มขึ้นมาโดยห่างจากหัวใจไปเพียงราวๆ หนึ่งชุ่น (นิ้ว)และอวัยวะภายในทั้งหมดได้ย้ายตำแหน่งไปจากเดิมเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าล้วนมีบาดแผลภายในทั้งสิ้น
อาการบาดเจ็บเช่นนี้สำหรับผู้อื่นแล้วอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ทว่าสำหรับเจียงอวิ๋นแล้วกลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยิ่งไม่มีทางอันตรายถึงชีวิตด้วยแต่แค่การต่อกรกับฟางอวี่เซวียนเป็นเวลานานเช่นนี้ทำให้เขาหมดแรงทั้งตัวเพียงกระดิกนิ้วยังเป็นเรื่องยากสุดขีด
ตอนนี้สิ่งที่เขาควรทำมากที่สุดคือการกลับไปยังยอดเขาซ่อนเพื่อพักฟื้นอย่างเต็มที่สักระยะหนึ่งแต่เขารู้ดีว่าตนไม่มีเวลาให้พักแล้ว จำเป็นต้องรีบมุ่งหน้าไปค้นหาลู่เซี่ยวอวี๋ในป่ากักสิงสาให้เร็วที่สุด
หลังสูดหายใจเต็มแรงเจียงอวิ๋นก็กัดฟันแน่น สองมือยันพื้น ฝืนยืนขึ้นอีกครั้งอย่างสุดความสามารถ
ทว่าในตอนนั้นเองตรงหน้าเขาพลันมีชายชราผมขาวคนหนึ่งปรากฏตัว ใบหน้าชายชราเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นจ้องเขม็งมาทางเขา ลึกๆในดวงตาคู่นั้นมีความชื่นชมอยู่เสี้ยวหนึ่ง
ชายชราที่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหันโดยที่เขาไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยผู้นี้ทำให้เจียงอวิ๋นมีสีหน้าระแวง ยังดีที่ชายชรากล่าวเสียงเรียบขึ้นมาก่อน“ข้ามีนามว่าซาจิ่งซาน เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของยอดเขาร้อยสิงสา!”
เมื่อได้ยินเสียงของชายชราและตำแหน่งที่ชายชราประกาศออกเจียงอวิ๋นก็รู้ได้ทันทีว่า ซาจิ่งซานคือผู้อาวุโสของยอดเขาร้อยสิงสาที่สนใจในตัวลู่เซี่ยวอวี๋และคิดจะรับนางเป็นศิษย์นั่นเอง!
เมื่อครู่นี้เองก็เป็นเสียงของผู้อาวุโสท่านนี้ที่เอ่ยปากขอความเมตตาให้เขาก่อนที่ฟางอวี่เซวียนคิดจะลงมือปลิดชีวิตเขา
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของซาจิ่งซานในเวลานี้ทำให้เจียงอวิ๋นตกใจจากนั้นจึงรีบเอ่ยปากอย่างยากลำบาก “เมื่อครู่นี้ต้องขอบพระคุณผู้อาวุโสซาเป็นอย่างสูงทว่าตอนนี้ผู้อาวุโสท่านสามารถเข้าไปตามหาเซี่ยวอวี๋ในป่ากักสิงสาได้หรือไม่”
ด้วยฐานะและความแข็งแกร่งของซาจิ่งซานแล้วหากเข้าไปในป่ากักสิงสาด้วยตัวเองละก็โอกาสหาตัวลู่เซี่ยวอวี๋พบย่อมสูงกว่าให้เขาเข้าไปเองมาก
ยิ่งกว่านั้นเดิมทีอีกฝ่ายก็คิดจะรับลู่เซี่ยวอวี๋เป็นศิษย์อยู่แล้ว เมื่อรู้แล้วว่าลู่เซี่ยวอวี๋บัดนี้อยู่ในป่ากักสิงสาอีกฝ่ายก็ควรจะเข้าไปหาด้วยตัวเอง
ทว่าซาจิ่งซานกลับส่ายหน้า“ที่ข้าปรากฏตัวมาพบเจ้า ก็เป็นเพราะหนึ่งคำนับของเจ้าเมื่อครู่นี้! ส่วนการตามหาลู่เซี่ยวอวี๋ ข้าทำไม่ได้!”
เจียงอวิ๋นชะงักไปทันที“เพราะเหตุใด?”
“สาเหตุของเรื่องนั้นเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของนิกายแสวงมรรคเรา เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้! แต่ในเมื่อข้ามาแล้ว ข้าย่อมคาดหวังให้เจ้าเข้าไปค้นหานาง และข้ารับปากว่าหากเจ้าพาตัวนางกลับมาในนิกายได้อย่างปลอดภัย ข้าจักยังคงรับนางเป็นศิษย์เช่นเดิมแต่หากนาง...”
ซาจิ่งซานไม่ได้กล่าวจนจบหลังจากชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถึงได้กล่าวต่อ“เช่นนั้นเรื่องนี้ก็จงยุติลงแต่เพียงเท่านี้! ข้าจะไม่ไปหาเรื่องฟางยั่วหลินทางที่ดีเจ้าเองก็เช่นกัน มิฉะนั้นเกรงว่าครั้งต่อไปคงจะไม่มีผู้ใดขอความเมตตาให้เจ้าอีกแล้ว!”
เจียงอวิ๋นประหลาดใจเล็กน้อยที่ซาจิ่งซานไม่สามารถเข้าไปในป่ากักสิงสาเพื่อค้นหาลู่เซี่ยวอวี๋ได้ด้วยตัวเองแต่เมื่อได้ยินคำพูดช่วงท้าย เจียงอวิ๋นก็มีสีหน้าตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง
เพราะซาจิ่งซานบอกไว้ชัดเจนมากหากลู่เซี่ยวอวี๋ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะดูแลลู่เซี่ยวอวี๋เองแต่หากลู่เซี่ยวอวี๋เกิดอะไรขึ้นแล้วละก็เช่นนั้นเขาจะไม่ไปล่วงเกินฟางอวี่เซวียนเพียงเพื่อศิษย์จิปาถะคนหนึ่งที่ตายไปแล้ว!
ซาจิ่งซานอ่านความคิดของเจียงอวิ๋นออกอย่างเห็นได้ชัดทว่าเขาก็ไม่ได้อธิบายแต่อย่างใด เพียงสะบัดมือออกโยนขวดหยกมาที่ตรงหน้าของเจียงอวิ๋น “ในนั้นมีโอสถสามชนิดใช้รักษาบาดแผลและฟื้นฟูพลังปราณให้เจ้าได้”
ซาจิ่งซานกล่าวต่อ“ข้ารู้ว่าเจ้ามีพลังข่มขู่ต่อสัตว์ร้ายอยู่และรู้ด้วยว่าเจ้าคงจะมาจากภูเขาหนึ่งแสนไพศาล ทว่าข้าก็ยังต้องเตือนเจ้าสักประโยคสัตว์ร้ายในป่ากักสิงสาเองก็ร้ายกาจมิใช่น้อย! จำไว้ร้อยลี้เป็นเขตแดน อย่าย่างกรายเข้าไปลึกเกินร้อยลี้!”
“แล้วก็ข้ารู้ว่าเจ้าต้องขุ่นเคืองในวิธีการของข้าเป็นแน่ทว่าในวันหน้าเจ้าจักเข้าใจเองว่า บางคราว พวกเราก็มิอาจทำอะไรตามอำเภอใจได้!”
หลังทิ้งคำพูดนี้ไว้เงาร่างของซาจิ่งซานก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย หากมิใช่เพราะในมือยังถือขวดหยกไว้เจียงอวิ๋นก็คงอดสงสัยไม่ได้ว่าเมื่อครู่นี้เขาฝันไปหรือเปล่า
คำพูดของซาจิ่งซานได้กระตุ้นอะไรบางอย่างในใจของเจียงอวิ๋นทว่าเขากลับไม่มีเวลาไปใคร่ครวญมากนักหลังจากลังเลครู่หนึ่งก็เปิดขวดออกแล้วพบว่าข้างในมีโอสถอยู่ทั้งหมดเก้าเม็ดมีสามสี สีละสามเม็ด
เจียงอวิ๋นเทโอสถออกมาสีละหนึ่งเม็ดแม้เขาจะไม่รู้ว่าโอสถนี้มีชื่อว่าอะไรและมีสรรพคุณอย่างไรทว่าเมื่อนำมาดมดูแล้วก็พอจะคาดเดาได้คร่าวๆ
“โอสถรักษากระดูกหนึ่งเม็ดรักษาอาการบาดเจ็บภายในหนึ่งเม็ด และฟื้นฟูพลังปราณหนึ่งเม็ด” หลังจากพึมพำเสร็จเจียงอวิ๋นก็กลืนเข้าปากไปอย่างไม่ลังเล
ตอนนี้เขาต้องรีบฟื้นฟูพลังกลับมาให้เร็วที่สุดและรีบเข้าไปในป่าเพื่อตามหาลู่เซี่ยวอวี๋
ส่วนซาจิ่งซานจะเล่นตุกติกอะไรในโอสถหรือไม่นั้นเจียงอวิ๋นไม่กังวลแม้แต่น้อย เพราะด้วยความแข็งแกร่งของซาจิ่งซานหากคิดจะเล่นงานเขาจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายเพียงนี้เลย
เมื่อโอสถเข้าไปในร่างกายของเจียงอวิ๋นแล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นกระแสอุ่นสามสายแผ่ซ่าน และเพียงครู่เดียวเท่านั้น เจียงอวิ๋นก็ดีดตัวขึ้นจากพื้นได้
แม้ผลลัพธ์ของโอสถจะไม่เลวทว่าไม่มีทางฟื้นฟูเจียงอวิ๋นได้อย่างสมบูรณ์ในเวลาสั้นๆ แต่มันก็ทำให้เจียงอวิ๋นฟื้นฟูพลังปราณได้พอสมควรจนเขาพอจะเคลื่อนไหวได้แล้ว
เจียงอวิ๋นเร่งเดินทางเข้าป่าพลางคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นสีหน้าเขามืดมนลงเรื่อยๆ
เดิมทีเจียงอวิ๋นคิดว่าแม้ฟางยั่วหลินจะหลอกลู่เซี่ยวอวี๋ไปทำภารกิจทว่าเป้าหมายของนางก็คงเป็นเพียงการขับไล่ลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากนิกายเท่านั้นทว่าบัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่าฟางยั่วหลินมิเพียงแต่คิดจะขับไล่ลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากนิกายเท่านั้นแต่เป้าหมายที่แท้จริงของนาง คือการเอาชีวิตลู่เซี่ยวอวี๋
ระหว่างทั้งสองมิได้มีความแค้นใดๆต่อกันเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ลู่เซี่ยวอวี๋ไปต้องตาซาจิ่งซานเข้ามีโอกาสได้เป็นศิษย์สายในแทนฟางยั่วหลินเท่านั้น ทว่าด้วยเรื่องเล็กๆ เพียงเท่านี้ฟางยั่วหลินกลับคิดจะสังหารลู่เซี่ยวอวี๋อย่างไม่ลังเล!
เรื่องนี้ทำให้เจียงอวิ๋นอดนึกถึงคำพูดของฟางอวี่เซวียนที่กล่าวกับเขาก่อนหน้านี้ไม่ได้ว่าไม่ว่ากฎเกณฑ์ใดๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ใช้กับผู้อ่อนแอเท่านั้น ขอเพียงแข็งแกร่งมากพอจักสามารถเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ทั้งปวงไว้ใต้ฝ่าเท้าได้
ต้องยอมรับว่าคำพูดนี้มีความหมายต่อเจียงอวิ๋นอย่างใหญ่หลวง
เขามาจากภูเขาหนึ่งแสนไพศาลภายในนั้น กฎคือสิ่งที่ทุกหมู่บ้านต้องรักษาอย่างเข้มงวดกระทั่งหมู่บ้านที่แข็งแกร่งก็มิกล้าละเมิดตามอำเภอใจ
ด้วยเหตุนี้เองสำหรับเจียงอวิ๋นแล้ว กฎจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำตาม มิอาจฝ่าฝืนโดยเด็ดขาดทว่าเมื่อได้เห็นสิ่งที่พี่น้องตระกูลฟางทำและท่าทีของเหล่าผู้อาวุโสประมุขยอดเขาทั้งหลายในนิกายแสวงมรรคแล้วเจียงอวิ๋นจึงเกิดความหวั่นไหวในความเชื่อเกี่ยวกับการรักษากฎของตนขึ้นแล้ว
“การเหยียบย่ำกฎไว้ใต้เท้า! หมายความว่า ตราบใดที่ข้าแข็งแกร่งพอ เช่นนั้นคำพูดของข้าก็คือกฎหรือกระทั่งตัวข้าเองนี่แหละคือกฎ!”
เจียงอวิ๋นกำหมัดแน่นใบหน้าที่ยังดูใสซื่อได้เผยความแข็งกร้าวออกมาเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะบรรยายด้วยคำพูดขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจแม้จะไม่รุนแรง ทว่ามันกลับลุกไหม้ดวงตาของเขาประหนึ่งประกายไฟก็ไม่ปาน