"หัวหน้า เป็นยังไงบ้าง”นัทพุุ่งเข้ามาทางเขาด้วยท่าทีหวั่นวิตก เกรงว่าหัวหน้าตัวเองจะเป็นอะไรไป หากคิดจะเข้าไปเพียงลำพัง
ทว่าสิ่งที่นัทเห็นคือสภาพศพไม่สมประกอบกับแอ่งเลืิอดที่เจิงนองไปทั่วบริเวณ ทำให้นัทต้องลอบปาดเหงื่อและอดคิดไม่ได้ว่า “โหดชิบหาย”
”ชิวๆ น่า” เขาตอบกลับแบบทีเล่นทีจริงไปทางนัทเพื่อเป็นการหยอกล้อ
“พี่”เสียงเจื้อยแจ้วของหยกดังมาแต่ไกล เจ้าตัววิ่งเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีตื่นตระหนก เมื่อทราบข่าวจากนัทว่าเขาตัดสินใจบุกเดี่ยวเข้าไปในกองกำลังติดอาวุธโดยไม่รอกำลังเสริม
ถึงเธอจะเห็นว่าพี่ชายตัวเองนั้นแข็งแกร่งแต่ส่วนลึกไม่ว่าจะเป็นหยกเองหรือกระทั่งคนอื่นๆก็ยังคิดว่าหากเขาต้องปะทะกับกองกำลังติดอาวุธครบมือเช่นนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะพลิกมาชนะได้. หรืออาจเป็นเรื่องยากที่เขาจะหนีรอดออกมาได้ด้วยซ้ำ
หากทุกๆคนเห็นเขาปราบพยศเจ้าเลวี่ด้วยสองตาตัวเองแล้วละก็ คงไม่มีใครกล้าคิดแบบนี้กับเขาแน่นอน
”หมอนิ่ม ฝากคนเจ็บด้วยนะ”
”เชื่อมือเจ้ได้เลย”
เอาเข้าจริงๆ คนรอบข้างส่วนใหญ่มักจะเป็นกันเองกับเขาเสียมากกว่าที่จะมาเกร็งๆยามอยู่ต่อหน้าเขา. ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรแถมยังรู้สึกดีและตอบโต้กลับไปบ่อยๆด้วยซ้ำ
”ดีมากเจ้ หิหิ”
ผู้รอดชีวิตทุกคนต่างถูกทีมหมอนิ่มเข้าตรวจร่างกายและเริ่มการรักษาตามลำดับ. ส่วนคนอื่นๆเขาสั่งให้แยกย้ายเพื่อช่วยกันค้นหาเสบียงและสิ่งของมีค่าต่างๆ
รวมทั้งอาวุธที่อดีตกองกำลังเคยใช้ก็ถูกคนของเขาหยิบฉวยและจับจองเป็นของตัวเองกันอย่างออกหน้า.
สำหรับเขาบางครั้งก็ปิดตาข้างหนึ่งปล่อยๆไปบ้าง. เพราะไม่ว่ายังไงก็ตามหากมีใครในกองกำลังคิดร้ายต่อเขาจริงๆ. ตัวเขาย่อมรับรู้ได้ทางพันธะสัญญาที่เชื่อมโยงเอาไว้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเขาจะให้โอกาสหยิบจับจองสิ่งของได้ แต่ก็มีบางสิ่งที่พวกเขาไม่อาจจับจองไปได้เด็ดขาด คือ การ์ดเสี่ยงโชคและของจำพวกใช้ในการดำรงชีพ เช่นอาหาร น้ำดื่มและยา เป็นต้น
หลังคนของเขาค้นฐานแห่งนี้ทุกซอกทุกมุมและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ออกมาได้จนหมดแล้ว พวกเขาต่างมารวมตัวกันและเริ่มออกเดินทางกลับไปยังฐานหลบภัยของเขาทันที
"พี่คิดว่าอนาคตของพวกเราจะเป็นยังไง"หยกที่นั่งจับเข่าหันมาถามเขาด้วยสายตาใคร่รู้ ตัวเธอนั้นรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันยากที่จะย้อนกลับไปดังเดิมได้ ถึงจะรู้ว่ามันยากแต่เธอก็ยังหวังลึกๆว่ามันจะเกิดขึ้น
ทว่ายิ่งนานวันสิ่งที่เธอเห็นและพบเจอมาตลอด ทำให้ความคิดของเธอเริ่มแปรเปลี่ยนไป จะว่าโตขึ้นก็ใช่ จะว่าเข้าใจสถานการณ์ก็เป็นได้ ทำให้ทุกๆวันหยกมักจะหาคำตอบให้ตัวเองเสมอว่า อนาคตจะมีอะไรเกิดขึ้นแล้วตอนนั้นเธอและครอบครัวจะเป็นยังไง
"ไม่รู้หลอก""เอะ ทำไมอะ"
"ขนาดสิ่งที่เกิดขึ้นมา พี่ยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดมาได้ยังไง"
"แต่มีสิ่งหนึ่งที่พี่รู้ คือ หากอยากอยู่รอดพวกเราต้องแข็งแกร่งขึ้น เพราะพี่เชื่อว่าทุกสิ่งมันอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้ ส่วนอนาคตของเรา คงต้องลุ้นกันต่อไปละนะ ยายบ๊อง"เขายกมือขึ้นมาขยี้ผมน้องสาวตัวเองด้วยความหมั่นเขี้ยวและเอ็นดู หลังจากนั้นเขาก็ได้หันหน้าเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เสมือนจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
"อนาคตหรือ?? ฮึม อ่านะพี่คิดว่าทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากำลังจะทำในปัจจุบันมากกว่า""หิหิ""บู๋ น่าเบื่อจัง ปรัชญาตลอด"ฮาฮา
สองพี่น้องพากันหัวเราะและหยอกล้อกันอย่างน่าเอ็นดู ทำให้บรรยากาศภายในรถอบอวลไปด้วยความอบอุ่น ส่งผลให้คนอื่นๆที่นั่งมาด้วยต่างพลอยรู้สึกขบขันไปตามๆกัน
"รู้มั้ยว่าพี่ตั้งใจจะทำอะไร""จะไปรู้มั้ยละ" หยกทำเสียงประชดใส่ และทำแก้มป่อง ประมาณว่าไม่สนใจหลอก อะไรทำนองนั้น ส่วนเขาที่เห็นท่าทีของเธอกลับต้องยิ้มออกมาและอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเพราะความเอาแต่ใจของน้องสาวเพียงคนเดียว
"หิหิ พี่คิดจะสร้างอาณาจักรขึ้นมายังไงละ""เพ้อแล้ว"ฮาฮา"ก็นะ"
การสนทนาของสองพี่น้อง น้ำเสียงที่ใช้ไม่ได้เบาๆเลย ทำให้คนอื่นๆที่อยู๋ในรถ ทั้งนานะ หลิน แก้ม มุก หมวย กัน และหมอนิ่มต่างก็คิดตามและพอได้ยินว่าเขาคิดจะสร้างอาณาจักรขึ้นมา ทุกๆคนต่างพากันตกตะลึงและชวนสงสัยว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น
เขาไม่ได้อธิบายเพียงแค่ยิ้มเฉยๆ สำหรับเขาต่อให้อธิบายยังไง มันอาจดูไกลเกินไปที่พวกเขาจะเข้าใจ แต่เขาที่ผ่านการวิวัฒนาการมาแล้วครั้งหนึ่ง
ส่งผลให้มุมมองความคิด สติปัญญา ตลอดจนแนวทางการคิดวิเคราะห์ของเขานั้นลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น จึงทำให้เขาสามารถประเมินสถานการณ์ในอนาคตได้จากสภาพความเป็นจริงที่พบเจอ
และทำให้เขาตระหนักถึงความจริงบางอย่างที่ยังคลุมเคลืออยู่ในขณะนี้ ว่าในอนาคตทุกๆอย่างกำลังจะคลี่คลายและเปิดเผยความจริงบางประการที่ไม่เคยมีใครได้รับรู้มาก่อนแน่นอน
ตลอดทางพวกเขาก็ยังมีแวะเก็บกวาดเหล่าซอมบี้ตามรายทางตามปกติ จนกระทั่งถึงที่หมายได้ในที่สุด
บืนๆๆๆๆ
"ยินดีต้อนรับกลับครับ/คะ!!!"เหล่าผู้อาศัยภายในฐานหลบภัยต่างออกมาต้อนรับการกลับมาของพวกเขากันอย่างพร้อมเพียง เสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยพลังและความเคารพนับถือ เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาที่มาถึงต่างตื้นตันใจและอดที่จะภาคภูมิใจในตนเองไม่ได้
"กลับมาแล้วครับ"
เขากล่าวออกมาเบาๆ หลังก้าวขาลงจากรถ ทว่าแม้เสียงกล่าวของเขาจะเบาแต่มันกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและก้องกังวาลไปทั่วบริเวณทำให้ผู้คนที่ยืนรายล้อมต่างได้ยินกันทั้งหมด
"ครับ/คะ!!"
หลังจากนั้นเขาก็ได้สั่งให้มีการมอบรางวัลสำหรับผู้คนที่ออกไปทำภารกิจร่วมกับเขาครั้งนี้ ซึ่งผลสำเร็จที่ได้รับมาทำให้ทุกๆคนต่างพากันยิ้มและเชิดอกอย่างภาคภูมิใจ ส่งผลให้คนอื่นๆที่ไม่ได้ติดตามไปด้วยต่างพากันอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
ส่วนผู้รอดชีวิตที่เขาพามาเพิ่มนั้น ทีแรกที่พวกเขาเห็นการต้อนรับอันอบอุ่น ทำให้พวกเขาทุกคนต่างตกตะลึง และรู้สึกได้ถึงความเป็นผู้นำที่ดีของเขา แม้แต่แนนเองก็ยังสนอกสนใจในการจัดการของเขาที่ทำให้ผู้คนสามารถแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมาได้
1 สัปดาห์ผ่านพ้นไป หลังจากที่เขานำกองกำลังเข้ายึดครองโกดังผลิตรถถัง ด้วยการส่งคนไปดูแลบวกกับยามจำเป็นจำนวนมากทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดนอกจากเขาอนุญาติเท่านั้นที่จะสามารถผ่านเข้าออกพื้นที่โกดังผลิตรถถังได้อย่างปลอดภัย
และด้วยเวลาที่ผ่านมาทำให้เขาสามารถจัดตั้งกองกำลังขึ้นใหม่ได้ โดยกองกำลังใหม่นี้เขาได้จัดสรรและแบ่งหน่วยใหม่ทั้งหมด ประกอบไปด้วย
หน่วยบุกทะลวง คือหน่วยที่เน้นไปทางด้านพละกำลังเป็นหลัก อาศัยค่าสถานะทางด้านพละกำลังที๋โดดเด่่นบุกทะลวงเปิดทางให้กับสมาชิกในทีม มีทั้งหมด 3 กอง กองละ 100 คน ผู้นำคือ กัน เก้า และสน สำหรับเก้าและสน ทั้งสองคนมีความสามารถที่เข้าตาเขา
โดยเก้าเป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 24-25 ปี หน้าตาคมเข้ม มีความชำนาญในด้านศิลปะป้องกันตัวทั้ง เคนโด้ ยูโด คาราเต้และอื่นๆอีก 2-3 อย่าง
และเก้ายังมีระดับอยู่ที่ 15 ซึ่งถือว่าโดดเด่นไม่น้อย บวกกับได้ทำผลงานที่น่าชื่นชมโดยการ สังหารอสูรกลายพันธุ์ขั้น 2 ได้เพียงลำพังทำให้เขาเล็งเห็นถึงความสามารถที่น่าสนับสนุน
ส่วนสนนั้นเป็นชายหนุ่มอายุ 28 ปี ผิวเข้มมีความชำนาญทางด้านมวยไทย และที่สำคัญสนเคยได้แชมป์มาก่อน บวกกับระดับของสนนั้นเท่าเทียมกับเก้าและยังสามารถล้มอสูรกลายพันธุ์ขั้น 2 ได้เพียงลำพังเช่นเดียวกัน ทำให้สนนั้นถือเป็นหนึ่งในคนที่โดดเด่นไม่แพ้กัน
หน่วยที่ 2 หน่วยสนับสนุน เป็นหน่วยที่เน้นในด้านของการรักษาหรือสนับสนุนทีมเป็นหลัก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กองกองละประมาณ 100 คน โดยแต่ละกองจะมีหน้าที่ที่ชัดเจนตามสายงานที่เขาแบ่งเอาไว้ คือ สายสนับสนุนที่เน้นไปในด้านการรักษาและการจัดการต่างๆที่เหมาะสมตามสถานการณ์ มีหมอนิ่มเป็นหัวหน้ากอง
และอีกสายคือ ข่าวกรอง ซึ่งรับหน้าที่สอดแนมและตรวจสอบพื้นที่ความปลอดภัยก่อนที่หน่วยอื่นๆจะลุยทำภารกิจที่เขามอบหมายให้
โดยสมาชิกในทีมจะเน้นไปที่ความเร็วเป็นหลัก และต้องมีทักษะที่เกี่ยวข้องในด้านการสอดส่องหรือตรวจจับ เพื่อให้ง่ายต่อการทำภารกิจ ซึ่งมีนัทเป็นหัวหน้าสายงานนี้
หน่วยที่ 3 คือ หน่วยเคลื่อนพลเร็ว ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 2 สาย คือ สายจู่โจมและสายทำลาย โดยสายจู่โจมมีนานะเป็นหัวหน้า
สมาชิกในสายจู่โจมจะเน้นหนักไปที่พละกำลังและความเร็ว ซึ่งจะมีค่าสถานะใดสถานะหนึ่งโดดเด่นกว่ากันเพียงเล็กน้อย หรือพูดง่ายๆเป็นสายที่มีความสมดุลของสถานะทั้ง 2 ด้านทั้งพละกำลังและความเร็ว เพื่อให้แต่ละคนสามารถพลิกแพลงหรือปรับตัวตามสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม
ส่วนสายทำลายจะเป็นการพึ่งพายานพาหนะทั้งรถถังและรถรบประยุกต์ จำนวนของสายนี้ยังมีสมาชิกเพียงหยิบมือเท่านั้น ซึ่งจะเน้นหนักไปที่การบุกทำลายเป็นหลัก โดยภารกิจที่จะได้รับมักเกี่ยวกับการกวาดล้างซอมบี้ไม่ต่ำกว่า 1000 ตัว
รถรบประยุกต์ คือรถที่ถูกนำมาตกแต่ง ปรับปรุงให้มีความสามารถในการบุกทำลายเหล่าซอมบี้ อาทิ เพิ่มแท่งเหล็ก สำหรับการทะลวง เพิ่มใบมีดสำหรับการกวาดล้าง เป็นต้น
สำหรัยสายทำลายนี้ มีกล้าเป็นหัวหน้ากอง ซึ่งได่้รับการถ่ายทอดวิชามาจากกันอีกที
จำนวนรถถังที่เขามีในครอบครองนั้นมีมากถึง 25 คัน ถ้าถามว่าเป็นจำนวนที่น่าหวาดกลัวมั้ย เขาตอบเลยว่าใช่ ทว่าการใช้งานรถถังแต่ละครั้งต้องผ่านการอนุมัติจากเขาก่อนเท่านั้น
เนื่องจากทรัพยากรที่ต้องเสียไปทั้งกระสุนปืนและน้ำมัน หากผลลัพธ์จากการใช้งานไม่คุ้มค่า เขาย่อมไม่ยอมปล่อยให้ใช้งานโดยใช่เหตุแน่นอน
หน่วยที่ 4 หน่วยเวทมนตร์ เป็นหน่วยงานที่สมาชิกทุกคนจะมีทักษะหรือความสามารถจำพวกธาตุทั้ง 4 เป็นหลัก อาทิ บอลไฟ กระสุนลม หรือ โกเลมดิน เป็นต้น
สมาชิกในกลุ่มนี้มีจำนวน 4 กอง หรือ 400 คนโดยประมาณ โดยแต่ละคนในหน่วยนี้จะมีค่าสถานะที๋โดดเด่นไปทางด้านสติปัญญาเป็นหลัก ทำให้พวกเขามีพลังทำลายที่รุนแรงไม่แพ้หน่วยเคลื่อนพลเร็ว สายบุกทำลาย
ทว่าข้อเสียของสายนี้คือความคล่องแคล่วและพละกำลังที่น้อยนิด ซึ่งน้อยคนนักที่จะมีค่าสถานะเหล่านี้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ทำให้พวกเขาเวลาออกทำภารกิจมักจะฟอร์มทีมและร่วมทำภารกิจกับหน่วยอื่นๆ โดยอาศัยหน่วยบุกทะลวงคอยป้องกัน และอาศัยหน่วยเคลื่อนพลเร็ว สายจู่โจมคอยเบี่ยงเบนศัตรู เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ทักษะที่มีแสดงประสิทธิภาพออกมาได้สูงสุด
และหน่วยที่ 5 ซึ่งเป็นหน่วยสุดท้ายที่เขาเป็นคนจัดตึ้งขึ้นมา คือ หน่วยลอบสังหาร หน่วยนี้มีคนเพียง 100 คนเท่านั้นโดยมีชิน อดีตมือขวาของกันเป็นหัวหน้าหน่วย หน่วยนี้จะรับภารกิจจากเขาโดยตรง ซึ่งบางครั้งอาจแบ่งคนไปช่วยหน่วยอื่นๆในการทำภารกิจเช่นกัน
โดยคนในหน่วยนี้มักจะมีความสามารถที่เน้นไปในทางซ่อนเร้นและสังหารอย่างรวดเร็วเป็นหลัก ที่สำคัญสมาชิกส่วนใหญ่จะต้องมีค่าความเร็วขั้นต่ำที่ 30 เท่า และพละกำลังอย่างน้อย 20 เท่าถึงจะถูกจัดเข้าหน่วยนี้ได้
ทุกหน่วยมักจะได้รับมอบหมายภารกิจให้ออกกวาดล้างและสำรวจแหล่งอาหาร หรือกระทั่งฐานหลบภัยอื่นๆ โดยเงื่อนไขเดียวคือ ทุกครั้งที่ทำภารกิจ คนในกลุ่มจะต้องมีสมาชิกให้ครบทุกหน่วยหรืออย่างน้อยต้องประกอบด้วยคนต่างหน่วย 3 หน่วยขึ้นไปถึงจะสามารถรับภารกิจไปทำได้ เพื่อให้เกิดการประสานงาน ทั้งรุกและรับ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบหรือความสูญเสียที่ไม่จำเป็นลง
ที่สำคัญหากมีใครตาย คนทั้งกลุ่มจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะฉะนั้นเมื่อประเมินแล้วไม่ไหวให้ถอยหรือแจ้งขอกำลังเสริม หากดันทุรังและเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมามีโทษสถานหนักรอต้อนรับการกลับมาอยู่
"หัวหน้า""ว่าไง"นัทเดินเข้ามารายงานเขาตามปกติ ทว่าครั้งนี้คนที่มากับนัทด้วยนั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะหนึ่งในนั้นคือเกรท หญิงสาวสวยที่เขายกให้เป็นอันดับหนึ่งไม่แพ้นานะ
และอีกคนคือคนที่เขาต้องมองด้วยความสนใจไม่แพ้กัน คนคนนั้นคือ คิว มือขวาของไกร ซึ่งเป็นคนๆเดียวกันกับที่มารับครอบครัวของเกรทเข้าศูนย์บัญชาการทหารนั่นเอง
"ไม่ทราบว่าต้องการอะไรกันครับ"
เขาไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นหรือตกใจอะไร นอกจากรอยยิ้มกรุ่มกริ่มที่ปรากฏบนใบหน้า เมื่อมองไปเห็นเกรทสาวสวยซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของหยกน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา พร้อมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ที่แม้แต่นัทยังอดหวั่นใจไม่ได้เช่นกัน
End