**ปฐมบทแห่งสรวงสวรรค์ที่ถูกฉาบด้วยทองคำ**
หลังจากผ่านพ้นพายุทรายทมิฬแห่งความตายและการนองเลือดบนดาดฟ้าเรือเหาะสวรรค์ 'ปราณกลืนดารา' ในที่สุดม่านเมฆที่หนาทึบและแปรปรวนก็ถูกแหวกออกเผยให้เห็นทัศนียภาพที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผู้ฝึกตนทุกคนบนเรือต้องสะดุดแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา ณ ดินแดนแห่งนี้ ไม่ใช่แสงสีทองอมส้มที่ให้ความอบอุ่นตามธรรมชาติทว่ามันคือแสงสว่างจ้าสีทองคำบริสุทธิ์ที่แฝงไปด้วยรังสีอำนาจแห่งปราณฟ้าดินระดับสูงสุดมันคือแสงที่สามารถแผดเผาผู้ที่มีปราณขุ่นมัวให้มอดไหม้และในขณะเดียวกันก็สามารถหล่อเลี้ยงผู้ที่มีรากฐานแข็งแกร่งให้ทะลวงขีดจำกัดได้อย่างน่าอัศจรรย์
เบื้องหน้าของหลินเทียนห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยลี้ คือ **'นครสวรรค์' (HeavenlyCity)** มหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนมหาทวีปฝั่งตะวันออก!
มันไม่ได้สร้างตั้งอยู่บนพื้นดินธรรมดาทว่ามันคือ 'ทวีปลอยฟ้าซ้อนทวีป' กลุ่มเกาะศิลาหยกขาวขนาดยักษ์นับพันเกาะที่ลอยตัวลดหลั่นกันเป็นชั้นๆกลางอากาศธาตุถูกร้อยรัดเข้าด้วยกันด้วยสะพานแสงสีรุ้งที่เกิดจากค่ายกลเวทมนตร์ระดับจักรพรรดิน้ำตกสีทองที่เกิดจากการควบแน่นของปราณบริสุทธิ์ไหลรินจากเกาะชั้นบนสุดลงสู่ชั้นล่างสุดก่อเกิดเป็นละอองหมอกที่ทำให้เมืองทั้งเมืองดูราวกับดินแดนแห่งเทพเจ้าในตำนาน
ทว่าภายใต้ความงดงามที่ชวนให้ลุ่มหลงนั้น ดวงตาสี sapphire ของหลินเทียนที่ถูกขัดเกลาด้วยสัจธรรมแห่งความว่างเปล่ากลับมองทะลุเปลือกนอกที่ถูกฉาบไว้ เขาเห็น 'ความขัดแย้ง' ที่ซ่อนอยู่ใต้แสงทองนั้นอย่างชัดเจน
ยิ่งมองต่ำลงไปที่เกาะชั้นล่างสุดแสงสว่างสีทองก็ยิ่งเลือนลางสถาปัตยกรรมหยกขาวถูกแทนที่ด้วยสลัมที่สร้างจากเศษโลหะและไม้ผุพังแสงสว่างเดียวของชนชั้นล่างคือแสงไฟนีออนปราณ (Neon Qi) สีแดงและม่วงที่ส่องประกายวูบวาบตัดกับความมืดมิดไอเสียจากโรงงานสกัดโอสถสวรรค์พวยพุ่งขึ้นมาบดบังท้องฟ้าของพวกเขามันคือสุนทรียศาสตร์แบบ 'เซียนไซเบอร์พังค์' (XianxiaCyberpunk) ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างถึงที่สุดสวรรค์เบื้องบนถูกค้ำจุนด้วยหยาดเหงื่อและกองซากศพของขุมนรกเบื้องล่าง!
> **"มนุษย์มักสรรเสริญความงดงามของยอดเขาที่เสียดฟ้า...ทว่ากลับหลงลืมไปว่า ยิ่งยอดเขาสูงตระหง่านเพียงใดเงาที่มันทอดทับลงบนผืนดินก็ยิ่งมืดมิดและหนาวเหน็บเพียงนั้น นครสวรรค์แห่งนี้...ก็ไม่ต่างอะไรกับปีศาจที่สวมหน้ากากเทพเจ้า"**
หลินเทียนรำพึงในใจขณะที่เรือเหาะค่อยๆลดระดับความเร็วลง เครื่องยนต์ปราณที่ท้ายเรือพ่นไอเสียสีฟ้าอมม่วงออกมาเพื่อชะลอแรงเฉื่อยเสียงประกาศจากค่ายกลเวทมนตร์ดังขึ้นทั่วทั้งลำเรือแจ้งให้ผู้โดยสารเตรียมตัวเข้าเทียบท่าที่ 'ท่าเรือดาราจักร' ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเกาะชั้นกลางของนครสวรรค์
เมื่อเรือเหาะจอดสนิทสะพานเทียบเรือที่สร้างจากผลึกแสงก็ทอดยาวออกไป ผู้โดยสารระดับวีไอพีต่างก้าวลงจากเรือด้วยท่าทีที่หยิ่งผยองทว่าเมื่อพวกเขาเดินผ่านหลินเทียนที่ยืนอยู่บริเวณหัวเรือทุกคนต่างพร้อมใจกันก้มหน้าและเดินหลีกทางให้ด้วยความสั่นกลัวไม่มีใครลืมภาพที่เด็กหนุ่มในชุดคลุมหนังสัตว์ผู้นี้ฟันสับพายุทรายทมิฬและกลืนกินศรสังหารเทพด้วยการสะบัดกระบี่เพียงครั้งเดียวได้เลย
หลินเทียนก้าวเดินลงจากเรืออย่างเงียบเชียบทันทีที่เท้าสัมผัสกับพื้นหยกขาวของท่าเรือ แรงกดดันของ 'ปราณจิตวิญญาณสวรรค์' ก็ถาโถมเข้าใส่ร่างกายประหนึ่งคลื่นยักษ์สึนามิ!
*ครืนนนน!*
หากเป็นผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งรากฐานจากทวีปชั้นล่างร่างกายคงปริแตกและกระอักเลือดในทันทีทว่าสำหรับหลินเทียนที่เพิ่งผ่านการผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น และเข้าสู่สภาวะ 'ครึ่งก้าวผสานจิตวิญญาณ' แรงกดดันนี้กลับเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่ราดรดลงบนกล้ามเนื้อที่กำลังร้อนระอุ'หัวใจมังกรคราม' ในจุดตันเถียนเต้นรัวด้วยความยินดีมันดูดซับปราณสวรรค์รอบๆตัวเข้ามาหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรทั้งเจ็ดสิบสองเส้นอย่างตะกละตะกลาม
ออร่าสีม่วงทองจางๆแผ่ออกมารอบตัวเขาเพื่อปรับสมดุล หลินเทียนดึงฮู้ดหนังสัตว์ขึ้นมาปิดบังใบหน้าซ่อนเร้นกระบี่มังกรพลิกฟ้าไว้ในเงามืด และเดินกลืนหายเข้าไปในฝูงชนที่พลุกพล่านของท่าเรือสวรรค์
**จัตุรัสลงทะเบียนและสัจธรรมแห่งการดิ้นรน**
จุดหมายแรกของหลินเทียนไม่ใช่การหาที่พักแต่คือการมุ่งหน้าไปยัง 'จัตุรัสดาราวิถี' สถานที่รับลงทะเบียนเข้าร่วม 'งานประลองคัดเลือกดารา' (ionof the Stars) ซึ่งจัดโดยวิหารพิสุทธิ์สวรรค์และสามมหาอำนาจแห่งนครสวรรค์
ถนนหนทางในนครสวรรค์กว้างขวางและปูด้วยศิลาหิมะที่ไม่มีวันเปื้อนฝุ่นรถม้าที่วิ่งสัญจรไม่ได้ใช้ม้าลากแต่เป็นสัตว์อสูรกลไกรูปทรงกิเลนและพยัคฆ์ที่ส่องแสงนีออนปราณตามข้อต่อ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่ขายอาวุธระดับวิญญาณและโอสถสวรรค์ที่แค่สูดกลิ่นก็ทำให้ตาสว่างหลินเทียนเดินผ่านความเจริญรุ่งเรืองเหล่านี้ด้วยสายตาที่ว่างเปล่าความเย้ายวนของวัตถุไม่อาจสั่นคลอนปณิธานของมังกรได้
เมื่อมาถึงจัตุรัสดาราวิถีภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความยิ่งใหญ่ที่ชวนให้ตื่นตะลึงลานกว้างขนาดยักษ์ที่สร้างจาก 'เหล็กกล้าดารา'(Star-iron) อัดแน่นไปด้วยผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์นับแสนคนจากทั่วทุกสารทิศของมหาทวีป!ทุกคนต่างเป็นอัจฉริยะที่ถูกคัดสรรมาจากตระกูลใหญ่ สำนักยุทธ์ชั้นนำหรือราชวงศ์ของเมืองต่างๆ ออร่าที่แผ่ออกมาจากลานกว้างนี้มีตั้งแต่ 'ก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด' ไปจนถึง 'ผสานจิตวิญญาณขั้นต้น' เลยทีเดียว!
ตรงกลางจัตุรัสมีเสาศิลาหยกดำขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ บนเสานั้นฉายภาพโฮโลแกรมปราณ (HolographicQi Array) แสดงสายการประลองและกฎเกณฑ์ต่างๆตัวอักษรสีทองเรืองแสงลอยเด่นอยู่กลางอากาศ
หลินเทียนเดินไปต่อแถวที่ยาวเหยียดแถวนี้คือแถวสำหรับผู้ที่นำ 'ป้ายเบิกทาง' หรือหลักฐานการเป็นตัวแทนมาแสดงเพื่อรับป้ายหยกประจำตัวผู้เข้าแข่งขัน สภาพของหลินเทียนในยามนี้ดูขัดแย้งกับผู้คนรอบข้างอย่างสิ้นเชิงท่ามกลางอัจฉริยะที่สวมชุดไหมสวรรค์ราคาแพง ประดับด้วยอัญมณีวิญญาณและมีผู้ติดตามนับสิบคนหลินเทียนกลับสวมเพียงชุดคลุมหนังสัตว์ที่ขาดวิ่นและเปื้อนคราบฝุ่นจากการเดินทางไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีรังสีพลังที่โอ้อวด เขาดูไม่ต่างอะไรกับขอทานที่หลงเข้ามาในงานเลี้ยงของทวยเทพ
"เฮ้ย! ไอ้ขอทาน ถอยไปห่างๆหน่อยสิวะ!กลิ่นสาบความจนของแกมันทำให้เสื้อคลุมไหมฟ้าของนายน้อยข้าแปดเปื้อน!"
เสียงตวาดที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสดังขึ้นจากด้านหลังของหลินเทียนชายฉกรรจ์ในชุดเกราะเงินผู้เป็นองครักษ์ ผลักไหล่ของหลินเทียนอย่างแรงหมายจะให้พ้นทางทว่า... *ปึก!*
มือขององครักษ์ที่กระแทกเข้ากับไหล่ของหลินเทียนกลับให้ความรู้สึกเหมือนกระแทกเข้ากับกำแพงศิลาบรรพกาล!ร่างของหลินเทียนไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่มิลลิเมตรเดียวในขณะที่ข้อมือขององครักษ์กลับส่งเสียงลั่น 'กร๊อบ' และสะท้อนกลับจนปวดร้าวไปถึงหัวไหล่!
"โอ๊ย!"องครักษ์ร้องเสียงหลง ถอยหลังไปสามก้าว
หลินเทียนค่อยๆหันใบหน้ากลับมามองใต้เงามืดของฮู้ด ดวงตาสี sapphire ทอประกายเย็นเยียบ"ระวังมือของเจ้าหน่อย... หากมันสัมผัสข้าอีกครั้งข้าจะตัดมันไปเป็นอาหารให้สุนัขจรจัด"
"แก! บังอาจนักรู้ไหมว่าพวกข้าเป็นคนของใคร!" องครักษ์ชักดาบที่เอวออกมาทันที
"หยุด!"เสียงตวาดแหลมสูงดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มผู้เป็นนาย
ผู้ที่ก้าวขึ้นมาคือ **'เหลยเจิ้น' (LeiZhen)** นายน้อยแห่ง **'ตระกูลอัสนีม่วง'** หนึ่งในขั้วอำนาจระดับกลางของนครสวรรค์เหลยเจิ้นสวมชุดคลุมสีม่วงสว่างที่ถักทอด้วยเส้นไหมอัสนีใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่าเต็มไปด้วยความอหังการร่างของเขาลอยอยู่เหนือพื้นเล็กน้อยโดยการเหยียบอยู่บน 'พยัคฆ์อัสนีกลไก'(Mechanical Lightning Tiger) สัตว์พาหนะเวทมนตร์ที่พ่นประกายไฟสีม่วงออกมาทุกครั้งที่หายใจ
เหลยเจิ้นมองดูหลินเทียนตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะทางจมูก "ไอ้สวะเร่ร่อน...บังอาจมากระด้างกระเดื่องต่อหน้าข้า เหลยเจิ้นผู้นี้งั้นรึ? ดูจากสภาพของแก คงไปขโมย 'ป้ายเบิกทาง' ของใครมาเพื่อหวังจะเสี่ยงโชคในงานประลองล่ะสิ...คนอย่างแก แค่มายืนร่วมแผ่นดินเดียวกับข้าก็ถือเป็นความอัปยศของนครสวรรค์แล้ว!"
ผู้คนในแถวเริ่มหันมามองหลายคนส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้าช่วย เพราะในนครสวรรค์ความอ่อนแอคือความผิดบาปที่ร้ายแรงที่สุด
หลินเทียนไม่ได้โต้ตอบด้วยคำพูดเขาเพียงแค่ยืนนิ่ง แววตาของเขาปราศจากความโกรธ ทว่ามันคือความ 'ว่างเปล่า' ประหนึ่งมองดูฝุ่นผงที่ลอยอยู่กลางอากาศ
> **"สุนัขที่เห่าเสียงดังมักหลงคิดว่าเสียงของมันคือเสียงคำรามของราชสีห์... ทว่าในสายตาของพญาอินทรีมันก็เป็นเพียงแค่เสียงหนวกหูที่ก้องอยู่บนพื้นดิน"**
การเพิกเฉยของหลินเทียนราวกับเป็นการตบหน้าเหลยเจิ้นฉาดใหญ่กลางจัตุรัส!ความโกรธเกรี้ยวพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองของนายน้อยตระกูลอัสนีม่วงทันที
"รนหาที่ตาย!ข้าจะสั่งสอนแกให้รู้ว่า กฎเกณฑ์ของชนชั้นสูงเป็นอย่างไร!"
เหลยเจิ้นแผดเสียงคำราม ลมปราณระดับ 'ผสานจิตวิญญาณขั้นต้น' ระเบิดออก! มันสะบัดมือขวา สร้าง **'แส้อัสนีสีม่วง'** ที่ควบแน่นจากสายฟ้าปราณฟ้าดินฟาดเข้าใส่ใบหน้าของหลินเทียนอย่างอำมหิต! ความเร็วของแส้ทะลวงกำแพงเสียงอากาศรอบข้างปริแตก เสียงดังเปรี้ยงประหนึ่งฟ้าผ่าลงกลางจัตุรัส!
**สัจธรรมแห่งความไร้ลักษณ์และการเบิกทาง**
อัจฉริยะหลายคนรอบข้างถึงกับถอยกรูแส้อัสนีนี้หากฟาดโดนผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งรากฐานกะโหลกศีรษะย่อมระเบิดเป็นแตงโมตกแตกอย่างไม่ต้องสงสัย!
ทว่า...ในเสี้ยววินาทีที่ปลายแส้อัสนีสีม่วงกำลังจะสัมผัสกับฮู้ดหนังสัตว์ของหลินเทียนโลกทั้งใบในสายตาของราชันมังกรก็เคลื่อนไหวช้าลงอย่างถึงที่สุด
หลินเทียนไม่หลบ ไม่กางม่านพลังและไม่แม้แต่จะกระพริบตา!
**"วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นที่เจ็ด: มังกรสูญสภาวะ"**
วูบ!
ร่างของหลินเทียนพลันเปลี่ยนสถานะจากสสารกลายเป็น'ความว่างเปล่า' ในเสี้ยวของเสี้ยววินาทีแส้อัสนีสีม่วงที่ทรงพลังระดับผสานจิตวิญญาณฟาดทะลุผ่านใบหน้าและลำตัวของหลินเทียนไปราวกับตีผ่านอากาศธาตุ! ไม่มีเสียงปะทะไม่มีรอยไหม้ แส้นั้นฟาดลงบนพื้นศิลาหิมะด้านหลังจนแตกกระจายเป็นหลุมลึกทว่าร่างของหลินเทียนกลับยังคงยืนอยู่ที่เดิมอย่างไร้รอยขีดข่วน!
"อะไรกัน! วิชาภาพมายางั้นรึ?!" เหลยเจิ้นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด
ทว่าความตื่นตะลึงของมันยังไม่ทันจางหาย หลินเทียนที่กลับคืนสู่สภาวะมวลสารปกติก็ได้ก้าวเท้าไปข้างหน้าเพียงหนึ่งก้าว... เป็นหนึ่งก้าวที่ย่นระยะทางข้ามมิติ!
*ฟุ่บ!*
หลินเทียนมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าพยัคฆ์อัสนีกลไกที่เหลยเจิ้นขี่อยู่ระยะห่างเพียงหนึ่งช่วงแขน!
"แก!"เหลยเจิ้นพยายามจะชักกระบี่ ทว่าช้าเกินไป!
หลินเทียนไม่ได้มองหน้าเหลยเจิ้นด้วยซ้ำเขาก้มลงมองที่ส่วนหัวของพยัคฆ์อัสนีกลไกนิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวาประกบเข้าหากันปราณสีม่วงทองที่ถูกบีบอัดจนเข้มข้นถึงขีดสุดรวมตัวกันที่ปลายนิ้ว
"เครื่องจักรที่ไร้จิตวิญญาณ...ไม่อาจเลียนแบบความสง่างามของสัตว์อสูรที่แท้จริงได้"
หลินเทียนดีดปลายนิ้ว... *ก๊อก!*เป็นการดีดนิ้วที่เบาบางประหนึ่งเคาะประตูบ้าน ทว่าแฝงไปด้วย **'สัจธรรมทำลายล้าง'** ของวิชากระบี่นิรนาม!พริบตาที่ปลายนิ้วสัมผัสกับกะโหลกโลหะของพยัคฆ์อัสนี...คลื่นอัสนีสีม่วงทองก็พุ่งทะลวงเข้าสู่แกนกลางพลังงานของมันโดยตรง!
*ปั้งงงงงงง! ครืนนนนน!*
พยัคฆ์อัสนีกลไกที่สร้างจากโลหะระดับสวรรค์และมีมูลค่ามหาศาลพลันหยุดนิ่ง ดวงตาที่เรืองแสงสีม่วงดับวูบ ก่อนที่ร่างทั้งร่างของมันจะแตกร้าวและระเบิดออกเป็นชิ้นส่วนโลหะนับพันชิ้น!
"อ๊ากกก!"เหลยเจิ้นที่ยืนอยู่บนหลังของมันสูญเสียที่ยืนอย่างกะทันหัน ร่างของนายน้อยผู้หยิ่งยโสร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นศิลาดินปืนอย่างแรงคลุกฝุ่นและเศษโลหะ สภาพดูไม่ต่างอะไรกับสุนัขข้างถนนที่มันเพิ่งดูถูกไปเมื่อครู่!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมจัตุรัสดาราวิถีอีกครั้ง!อัจฉริยะนับแสนคนที่มุงดูเหตุการณ์ต่างอ้าปากค้าง ไม่มีใครมองออกเลยว่าเด็กหนุ่มในชุดคลุมซอมซ่อผู้นี้ใช้พลังอันใดในการทำลายพาหนะเวทมนตร์ระดับผสานจิตวิญญาณลงได้ด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว!
"บะ... บังอาจ!แกกล้าทำลายพาหนะของข้า! ทหาร! ทหารองครักษ์นครสวรรค์อยู่ไหน!จับตัวไอ้ผู้บุกรุกนี่ไปประหารเดี๋ยวนี้!" เหลยเจิ้นตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาชี้หน้าหลินเทียนพร้อมกับแหกปากโวยวายด้วยความอับอายและโกรธแค้น
สิ้นเสียงตะโกนกองทหารองครักษ์เกราะทองคำของนครสวรรค์กว่าสิบคนก็พุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้า!พวกมันทุกคนล้วนอยู่ในระดับ 'ผสานจิตวิญญาณขั้นต้น' หัวหน้าหน่วยชี้ทวนเลเซอร์ปราณมาที่หลินเทียน
"ผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวายในจัตุรัสดาราวิถีขัดขวางงานประลองคัดเลือกดารา ย่อมมีโทษประหาร! คุกเข่าลงซะ!"หัวหน้าทหารองครักษ์ตวาดลั่นรังสีพลังสิบสายพุ่งเข้ากดทับหลินเทียนหมายจะให้เขาทรุดลงกับพื้น
ทว่า...แผ่นหลังของหลินเทียนยังคงตั้งตรงดุจขุนเขาที่ไม่อาจสั่นคลอน
เขาไม่ได้ชักกระบี่มังกรพลิกฟ้าเพื่อต่อสู้กับทหารองครักษ์เพราะเขารู้ดีว่าการเปิดศึกกับนครสวรรค์ในตอนนี้เป็นเรื่องโง่เขลาหลินเทียนล้วงมือซ้ายและมือขวาเข้าไปในสาบเสื้อคลุม
"พวกเจ้าต้องการให้ข้าคุกเข่าเพื่อแสดงความเคารพต่อกฎของนครสวรรค์งั้นรึ?" หลินเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานและทรงอำนาจจนทหารองครักษ์ต้องชะงัก"งั้นจงเบิกตาดูให้ดี ว่าพวกเจ้า...มีสิทธิ์รับการคุกเข่าจากข้าหรือไม่!"
*ฟุ่บ!*
หลินเทียนสะบัดมือทั้งสองข้างออกไปข้างหน้า!
สิ่งที่พุ่งออกมาจากมือของเขาไม่ใช่อาวุธลอบสังหาร ทว่ามันคือ 'ป้ายคำสั่ง' สองชิ้นที่พุ่งไปปักลงบนพื้นศิลาตรงหน้าหัวหน้าทหารองครักษ์!
ชิ้นแรกทางซ้าย...คือเหรียญทองคำบริสุทธิ์ที่แผ่รังสีแห่งความตายและกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นที่สุด...**'ตราสัญลักษณ์ดาราทองคำ'** จากสังเวียนโลหิตคนบาป!ตราแห่งผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากขุมนรกใต้ดินสัญลักษณ์แห่งความโหดเหี้ยมที่แม้แต่ขุนนางยังต้องให้ความเกรงใจ!
ชิ้นที่สองทางขวา...คือป้ายหยกสีฟ้าอมเขียวที่ส่องแสงสว่างเจิดจ้าแผ่กลิ่นอายความพิสุทธิ์และอำนาจสูงสุดที่ล่วงละเมิดมิได้... **'ป้ายเบิกทางวิหารพิสุทธิ์'**! ของประทานจากเซียวเฉียนผู้สืบทอดแห่งวิหารพิสุทธิ์สวรรค์ สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดในมหาทวีปฝั่งตะวันออก!
ทันทีที่ทหารองครักษ์และฝูงชนมองเห็นป้ายคำสั่งทั้งสองชิ้นอากาศในจัตุรัสก็แทบจะหยุดนิ่ง!
ตราดาราทองคำหมายถึงความบ้าคลั่งระดับปีศาจ
ป้ายวิหารพิสุทธิ์หมายถึงเส้นสายระดับเทพเจ้า
การครอบครองป้ายใดป้ายหนึ่งก็เพียงพอที่จะเดินยืดอกในนครสวรรค์ได้แล้วทว่าการครอบครอง 'ทั้งสองป้าย' ที่เป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงในเวลาเดียวกัน...มันคือปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์!
"ปะ...ป้ายของวิหารพิสุทธิ์สวรรค์! แถมยังเป็นป้ายระดับผู้สืบทอดลำดับที่หนึ่ง!"หัวหน้าทหารองครักษ์หน้าซีดเผือดรีบเก็บทวนเลเซอร์และทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที "ขะ...ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่! ขออภัยใต้เท้าที่ล่วงเกิน!"
ทหารองครักษ์ทั้งหน่วยรีบคุกเข่าตามอย่างพร้อมเพรียง!เหลยเจิ้นที่เพิ่งจะตะโกนด่าทอเมื่อครู่ บัดนี้ขาทั้งสองข้างอ่อนปวกเปียกทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวจนสติหลุด...มันเพิ่งจะหาเรื่องกับคนที่ครอบครองป้ายของวิหารพิสุทธิ์สวรรค์!โทษทัณฑ์นี้อาจทำให้ตระกูลอัสนีม่วงของมันถูกลบหายไปจากนครสวรรค์ในชั่วข้ามคืน!
หลินเทียนยืนเอามือไพล่หลังมองดูผู้คนที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
> **"อำนาจที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงคำราม... เพียงแค่วางสัจธรรมลงบนพื้น โลกทั้งใบก็พร้อมจะก้มหัวให้"**
ทว่า ท่ามกลางความตื่นตะลึงนั้นเองท้องฟ้าเหนือจัตุรัสดาราวิถีก็พลันมืดครึ้มลงอีกครั้งปราณจิตวิญญาณระดับที่สูงล้ำยิ่งกว่าทหารองครักษ์แผ่ซ่านลงมาจากเมฆา เผยให้เห็นร่างเงาของชายชราในชุดคลุมสีขาวที่ลอยตัวลงมาอย่างเชื่องช้า...ผู้อาวุโสแห่งวิหารพิสุทธิ์สวรรค์ปรากฏตัวขึ้นเพื่อตรวจสอบความผิดปกติของป้ายเบิกทาง!
การเดินทางของราชันมังกรในนครสวรรค์ได้เบิกม่านขึ้นอย่างอึกทึกครึกโครมที่สุด และพายุลูกใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมกำลังจะโหมกระหน่ำเข้าใส่การประลองคัดเลือกดาราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง!
**จบบทที่ 41 (สองป้ายเบิกสวรรค์)**