เช้าวันรุ่งขึ้นของเมืองหยางโจว วันนี้ท้องถนนปลอดโปร่ง ตลอดทั้งเส้นทางถูกตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดงสด แสดงให้เห็นถึงพิธีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ที่จะจัดขึ้นภายในเมืองแห่งนี้
เส้นทางที่ถูกตกแต่งด้วยสีแดงนั้นคือเส้นทางของตระกูลจางและตระกูลชิงไปจนถึงคฤหาสน์เจ้าเมืองหยางโจว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวันนี้คือพิธีแต่งงานระหว่างนายน้อยของตระกูลจาง และเทพธิดาสุดหวงแหนของตระกูลชิง
ตระกูลจางและตระกูลชิงขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลที่มีมิตรภาพต่อกันมาเนิ่นนาน โดยเฉพาะศึกสงครามกับเมืองชิงโจวเมื่อครั้งก่อนที่เป็นสมรภูมิในการสร้างชื่อเสียงให้แก่ตระกูลจาง แต่ก่อนหน้านั้นจางหยินเซียวและชิงเหลียนเฟิงได้หมั้นหมายบุตรชายและบุตรสาวของตระกูลไว้ด้วยกันตั้งแต่ที่จางหลินอายุได้เพียงแค่ 8 ขวบ และค้นพบว่าเขาคือชายผู้มากพรสวรรค์ที่หาได้ยากแม้ในแคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาใครหลายๆคนต่างก็รู้สึกยินดีกับการหมั้นหมายของเด็กทั้งสองคนนี้ แต่กลับกลายเป็นว่าหลังจากนั้นไม่กี่ปี จางหลินผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะกลับไม่มีการพัฒนาทางด้านการฝึกฝน และดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถเปิดจุดชีพจรได้ด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นชื่อเสียงของเขาก็ยิ่งตกต่ำลงจนถูกเรียกขานว่า ‘ชายผู้ถูกสวรรค์ทอดทิ้ง’ ที่มีเพียงแค่จิตวิญญาณยุทธ์ที่ไร้ค่า แต่ถึงกระนั้นก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะที่สามารถปลุกจิตวิญญาณยุทธ์ได้แต่อายุยังน้อย แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะไร้ประโยชน์สำหรับเขาในตอนนี้ก็ตาม
ใครหลายๆคนต่างก็ชื่นชมตระกูลชิงที่ยังไม่ถอนการหมั้นหมายกับชายหนุ่มไร้ประโยชน์ของตระกูลจาง ซึ่งอาจจะทำให้ภาพลักษณ์ภายนอกของตระกูลชิงแลดูสง่าและจริงใจต่อตระกูลจางเป็นอย่างยิ่ง
แต่นั่นก็เป็นความคิดเห็นของคนส่วนน้อย บุคคลส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกไม่เห็นด้วยที่จะให้คุณหนูน้อยของตระกูลชิงที่เปรียบได้ดั่งเทพธิดาในดวงใจแต่งงานกับจางหลิน เพราะทั้งสองนั้นแตกต่างกันเกินไป และดูเหมือนว่าเส้นทางในอนาคตของทั้งสองจะเป็นเส้นขนานและไม่มีวันมาบรรจบกัน
หากจางหลินยังคงยืนยันที่จะแต่งงานกับชิงเยว่ ชิงเยว่ก็อาจจะถูกฉุดรั้งไว้ไม่ให้พัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ นั่นเป็นเหตุผลที่ใครหลายๆคนเสียดายโดยเฉพาะกับเจ้าเมืองหยางโจว
ดังนั้นแล้วพิธีแต่งงานในครั้งนี้ดูเหมือนว่าผู้ที่เสียเปรียบจากภายนอกก็คือตระกูลชิง ที่ยอมรักษาศักดิ์ศรีของตนเองโดยไม่ถอนสัญญาหมั้นหมายกับคนไร้ประโยชน์อย่างจางหลิน
โดยหารู้ไม่ว่าในความเป็นจริงพิธีแต่งงานนี้เป็นสิ่งที่ตระกูลชิงเฝ้ารอมาเนิ่นนาน เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ครอบครองสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าที่ตระกูลจางครอบครองอยู่
แต่น่าเสียดายที่การมาถึงของปรมาจารย์ซูหยานทำให้แผนการทั้งหมดของชิงเหลียนเฟิงต้องพังทลาย
ไม่มีผู้ใดรับรู้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเบื้องหลัง เพราะท้ายที่สุดในสายตาของบุคคลภายนอก ตระกูลจางเป็นเพียงตระกูลที่หลบซ่อนอยู่ในเงาของตระกูลชิงมาตั้งแต่ต้น...
.
.
.
บรรยากาศโดยรอบของคฤหาสน์เจ้าเมืองดูครึกครื้นเป็นพิเศษ ที่ตั้งของคฤหาสน์นั้นอยู่กลางเทือกเขาสูงชัน แต่ก็ยังมีแขกมากหน้าตามาห้อมล้อมอาณาบริเวณรอบนอกของคฤหาสน์ เพื่อที่จะมาเฉลิมฉลองให้แก่พิธีแต่งงานของหนุ่มสาวทั้งสอง
โดยส่วนใหญ่พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มาเพราะจางหลิน แต่ต้องการมาเพียงเพื่อที่จะดูความงดงามของเทพธิดาแห่งเมืองหยางโจวอย่างชิงเยว่ต่างหาก
ขณะนี้ใจกลางคฤหาสน์เจ้าเมืองมีเวทีขนาดใหญ่ที่ถูกประดับประดาด้วยความงดงาม โดยมีม่านสีแดงและสีขาวสลับกัน ซึ่งให้ความรู้สึกราวกับว่าเป็นพิธีแต่งงานระหว่างองค์ชายและองค์หญิงอย่างไรอย่างนั้น
เบื้องหน้าของเวทีวิวาห์ มีร่างชายชราและชายวัยกลางคนมากมายได้มานั่งล้อมรอบและพูดคุยอย่างสนุกสนาน พร้อมกับสุราที่ถูกจัดเตรียมให้แก่พวกเขาโดยเฉพาะ
พวกเขาเหล่านี้คือผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองหยางโจว ภายในเมืองหยางโจวตระกูลที่มีชื่อเสียงและเปรียบดั้งเสาหลักได้แก่ตระกูลชิง ตระกูลจาง ตระกูลฉี ตระกูลหลิน ตระกูลหยูและสุดท้ายตระกูลเสิ่น
ซึ่งหากเรียงลำดับความสำคัญแล้ว ตระกูลชิงย่อมอยู่บนยอดเจดีย์อย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้ที่กำลังนั่งบนเก้าอี้ที่เหนือผู้อื่นคือชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าสี่เหลี่ยม หากแต่ดวงตาของเขาเฉียบแหลมราวกับอินทรีย์ เขากำลังยกถ้วยสุราขึ้นมากระดกอย่างสงวนท่าที
ชายวัยกลางคนผู้นี้คือผู้ที่ถูกเรียกขานว่าเป็นชายที่มีความเที่ยงธรรมที่สุดในเมืองหยางโจว เขาคือเจ้าเมืองหยางโจว มู่อู่เสวี่ย
ไม่ไกลนักคือร่างของผู้นำตระกูลฉีอย่างฉีเหิงเทียนในชุดเกราะรบ โดยมีชิงเหลียนเฟิงมานั่งรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
ขณะที่กำลังรอการมาถึงของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ฉีเหิงเทียนที่มีใบหน้าแดงก่ำเพราะความมึนเมาก็เหล่ตามองที่ชิงเหลียนเฟิงพลางเอ่ยถาม “ชิงเหลียนเฟิง ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเสียสติหรืออย่างไรที่กล้าจะให้บุตรสาวที่เจ้าหวงแหนขนาดนั้นให้แต่งงานกับชายหนุ่มที่ไร้ประโยชน์อย่างจางหลิน”
ชิงเหลียนเฟิงยิ้มบางๆ และยกสุราขึ้นมาจิบหนึ่งคำ “ท้ายที่สุดตระกูลชิงก็เป็นตระกูลที่มีศักดิ์ศรี ชื่อเสียงที่บรรพบุรุษเคยสั่งสมไว้ไม่สามารถพังทลายในยุคของข้าได้… เมื่อบุรุษได้ลั่นวาจาไว้แล้ว บุรุษย่อมไม่คืนคำ”
“หึ! ข้าเกรงว่าการที่เจ้าจะให้บุตรสาวของเจ้าแต่งงานกับนายน้อยตระกูลจางที่ไร้ประโยชน์นั้น อาจจะทำให้ชื่อเสียงของบรรพบุรุษตระกูลชิงมัวหมองกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ” จู่ๆผู้นำตระกูลหลิน หลินเมิ่งเยี่ยนกล่าวอย่างถากถาง
ดูเหมือนว่าชายผู้นี้จะไม่ค่อยชื่นชอบตระกูลจางสักเท่าใดนัก
ชิงเหลียนเฟิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะแห้งๆ “มิใช่ว่าโอกาสของเจ้าหนูหลินจะดับลง ข้าเชื่อว่ายังมีวิธีการที่จะรักษาเขาได้อยู่ ขอเพียงแค่เขาสามารถกลับมาฝึกฝนปราณได้ ข้ามั่นใจได้ว่าชื่อเสียงของเขาจะแซงหน้าเหล่าเยาวชนรุ่นใหม่ทั้งหมดอย่างแน่นอน”
“เจ้ายังมีความเชื่อนั้นอยู่อีกหรือ?” ฉีเหิงเทียนกลอกตา ก่อนที่เขาจะกล่าวย้ำเตือนอย่างจริงจัง “ชิงเหลียนเฟิง เจ้าเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว ชิงเยว่ยังคงมีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า เหตุใดเจ้าไม่ยกเลิกการหมั้นหมายและงานแต่งนี้ไปเสียเล่า?”
ชิงเหลียนเฟิงไม่ได้กล่าวอะไร หากแต่ส่ายหน้าเบาๆแสดงให้เห็นว่าเขาปฏิเสธความคิดของฉีเหิงเทียน
“ฮึ่ม! ข้าเตือนเจ้าแล้ว อย่าเสียใจภายหลังก็แล้วกัน” ฉีเหิงเทียนพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา และไม่ได้สนใจชิงเหลียนเฟิงอีกต่อไป
โดยหารู้ไม่ว่ามุมปากของชิงเหลียนเฟิงกลับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มลึกลับ
หัวหน้าตระกูลเสิ่นอย่างเสิ่นเป่ยลี่และหัวหน้าตระกูลหยูอย่างหยูหมานเทียนไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ และยังคงร่ำสุราต่อไปอย่างไม่แยแส
เจ้าเมืองมู่ที่กำลังนั่งในตำแหน่งที่สูงก็เหล่ตามองไปรอบๆ “ยังไม่มีผู้ใดจากตระกูลจางมาถึงเลยงั้นรึ?”
ชิงเหลียนเฟิงเองก็แปลกใจ มันปราดตามองไปรอบๆกลุ่มคนที่นั่งอย่างเป็นระเบียบ และพบว่าขณะนี้ยังไม่มีสมาชิกของตระกูลจางอยู่ที่ในพิธีงานแต่งงานแม้แต่คนเดียว ทั้งๆที่สมาชิกบางส่วนของตระกูลชิงล้วนแล้วแต่อยู่ที่นี่ทั้งสิ้น
หลินเมิ่งเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างเย้ยหยัน "ข้าว่าพวกมันคงรู้สึกอับอายขายหน้าจนไม่กล้ามาพบหน้าผู้คนเสียมากกว่า!”
คนอื่นๆที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเห็นด้วยและคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน