จิตดวงนี้ได้ผ่านการมองเห็นเรื่องราวมานับครั้งไม่ถ้วน ภาพหลากหลายต่างก็มีที่มาคนละช่วงเวลา มีความต่างทางด้านภพภูมิที่วนเวียนไม่รู้จบ เปรียบดั่งวานรที่ท่องเที่ยวไปไหนป่าใหญ่ พบเจอกิ่งไม้ก็ย่อมต้องจับโหนเป็นธรรมดา จับกิ่งนี้ปล่อยกิ่งนั้น คลายกิ่งที่จับเดิมออกเพื่อเหนี่ยวกิ่งอื่น เช่นนี้เรื่อยไปไม่รู้จบ ร่างสังขารเกิดหนึ่งคราจิตรับรู้ก็ไปจับเอามาเป็นอารมณ์ จิตไปตั้งอาศัยอยู่ในอารมณ์ใด อัตภาพของกายสังขารนั้นจะได้ไปตามอารมณ์นั้น
อาศัยอยู่ในร่างของเดรัจฉานก็มีโมหะรุนแรงตั้งแต่กำเนิด เมื่อเกิดอยู่ในภพเปรตราคะอยากก็มากล้นให้ต้องหิวโหยอยู่ตลอด ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้เพราะอารมณ์ทั้งหลายเกิดดับเป็นไตรลักษณ์ ตั้งอยู่แล้วสลายไปติดต่อกันจนจิตรับรู้เริ่มเกิดความเบื่อหน่าย สภาพดินฟ้าอากาศก็ดี ความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมต่างๆ ภายในโลกก็ดี ทั้งหลายเหล่านี้กำลังประจักษ์เห็นในอุตุนิยามว่าด้วยเรื่องของกฎที่ครอบคลุมความเป็นไปของธรรมชาติ
พืชนิยามว่าด้วยเรื่องของสิ่งมีชีวิต การสืบพันธุ์ และพันธุกรรมก็ดี ทั้งหลายเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปที่มีอยู่มาโดยตลอด กลไกการทำงานของจิตก็มีเจตสิกเป็นองค์ประกอบ เกิดดับรับอารมณ์ทั้งหลายด้วยการปรุงแต่งให้มีความเป็นไปต่างๆ นานา เจตสิกอิงอาศัยร่วมกับจิต กิจการงานของเจตสิกจึงเกิดขึ้นร่วมกับจิต และดับไปพร้อมกับจิต ผลงานของเจตสิกคืออารมณ์ที่ปรุงแต่งขึ้นให้เป็นเนื้อเดียวกันกับจิต ราวกับน้ำและสีเหลวที่ผสมกันจนเป็นเนื้อเดียว ยากที่จะแยกออกจากกัน ด้วยเหตุแห่งเจตสิกที่เกิดขึ้น
เจตสิกนี้แม้ว่าจะเป็นสิ่งปรุงแต่งจิต ทำให้จิตมีพฤติกรรมเป็นไปตามลักษณะของเจตสิก แต่ก็ถือได้ว่าจิตคือประธานเป็นแหล่งที่อยู่ให้เจตสิกได้อาศัยถือกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ ความรักความเกลียด สงบแลฟุ้งซ่าน เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคุณสมบัติของเจตสิกทั้งสิ้น มิเนอร์วายังคงรับรู้ถึงการเกิดดับของจิตนิยามได้อย่างเด่นชัด
ภาพต่างๆ ที่รับรู้อยู่ล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไปกันทั้งนั้น สิ่งใดที่กระทำลงไปก็จะมีผลของการกระทำติดตามมาด้วยเสมอ หากในอดีตเคยปลูกต้นกล้วยไว้ ผลที่ได้ย่อมต้องเป็นกล้วยไม่ผิดไปจากนี้ เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วย่อมต้องเข้าใจเช่นเดียวกัน หากเคยปลูกต้นกรรมใดเอาไว้ ในกาลต่อมาย่อมต้องได้รับผลกรรมนั้นอย่างแน่นอน ต้นและผลย่อมสมเหตุสมผลเหมาะสมกัน กรรมนิยามเหล่านี้จึงได้เห็นผ่านการเกิดดับของภาพมากมาย กายสังขารนับไม่ถ้วนที่ได้ประสบกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้
โดยที่ไม่รู้ตัวนาคินทร์นาคราชที่นั่งหลับตาอย่างสงบก็พบกับสิ่งผิดปกติ วินาทีที่ลืมตาขึ้นมาร่างที่กำลังส่องแสงของผู้เป็นอาจารย์ก็ดับแสงลง สรรพสิ่งรอบด้านล้วนเงียบเสียงลงอย่างน่าประหลาด แม้แต่เสียงของลมหายใจก็ไม่ปรากฏให้รับรู้ ด้วยความคิดที่ว่าอาจารย์นั้นได้ตายไปแล้ว ใบหน้ากระวนกระวายจึงเผยชัดด้วยอาการทำตัวไม่ถูก นาคราชผู้เป็นศิษย์จึงได้แต่นั่งลนลานอยู่กับที่ จะเข้าไปสำรวจก็ไม่กล้า จะนั่งอยู่กับที่ก็รู้สึกเป็นห่วงนัก ความเงียบไร้เสียงนั้นเกิดขึ้นได้ไม่นาน ประกายแสงพร้อมกับลมหายใจก็กลับคืนมาอีกครั้ง แต่แสงที่เปล่งออกมาในครั้งนี้ก็แปลกไปอยู่นิดหน่อย มันติดๆ ดับๆ ดั่งเปลวไฟจากไส้เทียนที่กำลังจะริบหรี่
ในห้วงจิตของมิเนอร์วาเกิดภาพขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเพียงแสงกะพริบวูบวาบที่จิตรับรู้สัมผัสตามไม่ทัน มันเกิดแล้วก็ดับอยู่เช่นนี้ รวดเร็วจนกลายเป็นเจตสิกห้าสิบสองแบบที่ปะทุขึ้นมาภายในจิตรับรู้พร้อมกัน อนิจจา วะตะ สังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ… มีอันต้องเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปเป็นธรรมดา มันเกิดขึ้นแล้วย่อมต้องดับไป การเข้าไปดับระงับมันได้ย่อมต้องเป็นสุข…
จิตรับรู้ของมิเนอร์วาพยายามดับเจตสิกทั้งห้าสิบสองลงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ตัวมานะก็พยายามตั้งมั่นไม่ยอมถอย สัญญาก็จดจำอารมณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ร่ำไป ให้เวทนาได้แยกแยะว่าชอบหรือไม่ หากรู้สึกเฉยๆ ก็จะได้ปล่อยวางเสีย มีเจตนาเป็นตัวทำให้จิตเกิดความมุ่งมั่นในอารมณ์ที่มากระทบ มิติรอบกายของมิเนอร์วาก็เกิดการสั่นไหว แสงสว่างที่ส่องออกมาจึงยิ่งเจิดจ้ายิ่งกว่าครั้งใด สว่างมากเสียจนนาคินทร์นาคราชต้องหรี่ตาดู
เริ่มจากการหว่านเมล็ดแห่งฌานอันเป็นสมาบัติ ชายหนุ่มจึงได้รับผล ผ่านช่วงชีวิตที่ประจักษ์ในอภิญญาอันเป็นการอบรมจิต บ่มความรู้อันเหนือล้ำของจิตที่กำลังเจริญซึ่งปัญญา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป สรรพธาตุใดๆ ล้วนมีความเสื่อมสูญอยู่คู่กันเป็นสิ่งธรรมดา จิตของชายหนุ่มได้พุ่งตัวย้อนกลับมา นิยามทั้งสี่ที่ได้พบเจอจึงหลอมรวมเป็นธรรมนิยามอันเที่ยงแท้
มิเนอร์วาสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสที่ทำให้จิตต้องเศร้าหมอง มีความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว โน้มน้อมจิตไปเพื่อเข้าหาอาสวักขยญาณ อันเป็นการตื่นรู้ในเรื่องของการทำให้อาสวะที่หมักดองอยู่ในจิตนั้นสิ้นไป
เปรียบดั่งสระน้ำบนยอดเขาที่ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว มีบุรุษผู้หนึ่งยืนมองอยู่ตรงที่ขอบสระ เขาจะเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง เห็นก้อนกรวดก้อนดินบ้าง ฝูงปลาบ้างก็กำลังว่ายน้ำบ้างก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ บุรุษผู้นี้จะพึงคิดว่า สระน้ำบนยอดเขานี้ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว เขาจะเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง เห็นก้อนกรวดก้อนดินบ้าง เห็นฝูงปลาที่กำลังว่ายน้ำก็ดี จะลอยตัวหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็ดี เหล่านี้ล้วนอยู่ในสระนั้น เป็นความเรียบง่ายของจิตที่ทุกชีวิตได้มองข้ามไป
ในที่สุดจิตรับรู้ของมิเนอร์วาก็ดับไปพร้อมกับแสงเจิดจ้ารอบกาย จิตดวงนี้ได้เข้าสู่ชายขอบของความว่างเปล่าแล้ว มองเห็นแล้วซึ่งทุกสิ่งที่อยู่ในสระที่เรียกว่าจิตนี้ เมื่อมนสิการนึกถึงสิ่งที่มากระทบจิตก็เผลอตัวมุ่งหน้าลงไปในสระ อายตนะทั้งหกของร่างกายจึงรับรู้อารมณ์ผ่านผัสสะ ทำให้กายหยาบรู้สึกตัวโดยธรรมชาติ
มิเนอร์วาลืมตาตื่น พร้อมกับกลิ่นอายพลังวิญญาณที่เพิ่มพูนขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง ความหนาแน่นของพลังวิญญาณกำลังไต่ขึ้นสูง จนนาคินทร์นาคราชที่มีกายเป็นเทวะยังต้องรู้สึกตกใจ ร่างที่นั่งขัดสมาธิไม่ไหวติงกะพริบตาเพียงหนึ่งครั้ง มิติโดยรอบก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เกิดการแตกทำลายของห้วงมิติจนกลายเป็นรูโหว่สีดำขึ้นมานับสิบรอย เหตุการณ์เช่นนี้อยู่เหนือล้ำความเข้าใจของโลกิยะไปอย่างสิ้นเชิง
ประจักษ์โลกุตระ!
มิเนอร์วาบงการให้เศษฝุ่นที่อยู่ภายในอากาศเริ่มจับตัวจนกลายมาเป็นก้อนดิน พวกมันพุ่งหายเข้าไปในช่องว่างมิติ จากนั้นก็โผล่ออกมาจากอีกรูหนึ่งราวกับว่าพื้นที่ภายในนั้นไม่ยอมรับการมีตัวตนของวัตถุแปลกปลอม ต้นทางและปลายทางทั้งหลายที่เปิดเอาไว้จึงเชื่อมต่อกัน และขับไล่ก้อนดินออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อชัดแจ้งจนแน่แก่ใจแล้ว ก้อนดินทั้งหลายก็สลายกลับไปเป็นฝุ่น ช่องว่างนับสิบรอยที่คาดว่าน่าจะเป็นมิติโลกุตระอันน่าอัศจรรย์ก็ปิดตัวลง ชายหนุ่มยกยิ้มอย่างพึงพอใจ แม้จะน่าเสียดายที่มองเห็นเพียงแค่ชายขอบ แต่ก็ถือว่าเขาได้มองเห็นแล้ว ประจักษ์แล้วซึ่งโลกุตระ…
มิเนอร์วาลุกขึ้นยืนแล้วมองไปที่นาคินทร์ด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เขาสนทนาธรรมกับนาคราชด้วยเหตุการณ์ที่พึ่งได้มาพบเจอมา อีกฝ่ายยิ่งเผยแววตาศรัทธาต่อคำสอน แม้จะฟังรู้บ้างไม่รู้บ้างแต่นาคินทร์ก็พยายามอย่างสุดความสามารถ จนกระทั่งชายหนุ่มเห็นว่าพอสมควรแล้ว เขาก็ลุกขึ้นยืนเดินลงจากเจดีย์ไป
เมื่อลงมาถึงชั้นที่สี่ บงกชโลหะจำนวนมากที่เคยเห็นก็ดูธรรมดาสามัญอย่างถึงที่สุด แต่ทว่ามีอยู่ดอกหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของมิเนอร์วาเอาไว้ ชายหนุ่มชะงักเท้าด้วยความประหลาดใจ เขามองไปที่ดอกบัวโลหะขนาดใหญ่ซึ่งมั่นใจว่าไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน ยิ่งพินิจมองในระยะใกล้ก็ยิ่งแน่ใจในความคิดนี้ เขาเอื้อมมือไปสัมผัสกับเนื้อโลหะที่แวววาว จากนั้นก็หลับตาทำความรับรู้ คุณสมบัติในการดูดซับแรงกระแทกรวมไปถึงการสลายแรงปะทะ อีกทั้งยังมีความคมกริบที่สามารถตัดได้แม้กระทั่งเพชร มิเนอร์วายกยิ้มขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี แร่โลหะหายากเพียงหนึ่งเดียวที่ชนเผ่ามายาครอบครองเป็นเจ้าของ แร่โลหะนี้มีชื่อว่า…
อลูมิไลท์!
วิธีการถลุงแร่รวมไปถึงวิธีการหลอมล้วนเป็นความลับที่สืบต่อกันมาเฉพาะชาวมายาเท่านั้น เดาว่าบงกชโลหะดอกนี้ต้องเป็นของนักบวชสักผู้หนึ่งที่มาจากเผ่ามายาอย่างแน่นอน รวมไปถึงอิทธิฤทธิ์ในกายอำพรางสายตา หากชายหนุ่มไม่ได้ประจักษ์โลกุตระมาเช่นนั้นก็คงจะมองไม่เห็น เขาพนมมือก้มลงไปกราบพื้น เขาไม่ได้กราบเพื่อบูชาในความขลังของโลหะ แต่มิเนอร์วากราบแรกถวายให้แก่พระพุทธ กราบสองนั้นมอบให้แก่พระธรรมคำสั่งสอน ในกราบที่สามก็เพื่อรำลึกถึงพระคุณที่เหล่าภิกษุได้สืบทอดสิ่งของเหลือเอาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นอริยบุคคลหรือภิกษุผู้ปฏิบัติชอบ กราบที่สามนี้ก็ควรค่าแก่การสักการะแล้ว…
นาคินทร์นาคราชเห็นอาจารย์ก้มลงกราบก็รีบทำตาม เลียนแบบโดยที่ไม่รู้ความหมายเลยแม้แต่น้อย นั่นก็คือโมหะประเภทหนึ่ง มิเนอร์วาก็คร้านจะสอนในตอนนี้ เขาใช้พลังวิญญาณแทรกซึมเข้าไปในเนื้อโลหะ จากนั้นก็ยกบงกชดอกใหญ่นี้ให้ลอยขึ้นมา เริ่มจากการบังคับในเบื้องต้นด้วยคำสั่งให้หุบดอก อยากจะให้อ้าบานเขาก็ควบคุมให้ผลิดอก มีกลีบดอกอันคมกริบทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดกลีบซึ่งมีขนาดที่เท่ากัน กลีบบงกชนี้เรียงซ้อนกันอย่างมีนัยราวกับเป็นภาพของค่ายกลที่แฝงซ่อนไว้ มิเนอร์วาสำรวจดูอยู่หลายทีจากนั้นก็เก็บบงกชโลหะดอกนี้กลับไป ส่วนดอกอื่นที่สร้างมาจากโลหะธรรมดานั้น ก็หลงเหลือเอาไว้ให้แก่ผู้มีวาสนาที่จะมาเยือนในภายภาคหน้าต่อจากเขา
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นที่สามเขาก็เงยหน้ามองเพดาน เห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ถูกผนึกด้วยโซ่แปดเส้น มันถูกตรึงให้ลอยตัวอยู่บนเพดาน อยู่เหนือตำราคร่ำครึทั้งหมดเหล่านั้น มิเนอร์วาหงายฝ่ามือขึ้นมาบงกชโลหะก็ผลิบานขึ้นกลางอากาศ กลีบดอกทั้งร้อยแปดกระจายตัวปลิวว่อนเต็มอากาศ ประจักษ์โลกุตระถูกกระตุ้นทำให้มิติจำนวนแปดแห่งเกิดการแตกร้าว เขาส่งกลีบบัวเข้าไปลองหยั่งเชิงก่อนหนึ่งครั้ง เมื่อเห็นว่าพอจะควบคุมได้ บัญชาของผู้เป็นนายจึงส่งออกไปให้ตัดทำลายโซ่ทั้งแปดเหล่านั้น
เพียงเอื้อมมือคว้า หนังสือเล่มนั้นก็ตกอยู่ในมือของมิเนอร์วา สรรพเวทย์มนตราในด้านการทำนายล้วนมีเนื้อหาปรากฏอยู่ภายในหนังสือเล่มนี้ ดูฤกษ์ยามกาลเวลา ทำนายเหตุหาสิ่งที่สงสัยด้วยวิธีการเสี่ยงทายที่มากมายหลายหนทาง ชายหนุ่มค่อนข้างประหลาดใจไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหนังสือที่ดูไร้พิษภัยเช่นนี้ถึงถูกผนึก เขาพลิกดูอยู่หลายหน้าก็เก็บหนังสือกลับไป เมื่อกวาดสายตามองไปที่หนังสือเล่มอื่นหนึ่งรอบ เขาก็จากไป ก้าวขาลงสู่ชั้นที่สองโดยไม่เลือกเข้าไปอ่านดู
สาเหตุก็เป็นเพราะสิ่งต่างๆ เมื่อก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นเรื่องที่หลอกตา คงจะมีเพียงดอกบัวโลหะบนชั้นที่สี่เท่านั้นที่จับต้องได้ เดาว่าคงจะเป็นวิธีการปกป้องคัดกรองบุคคลของสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นที่ชั้นสองของเจดีย์จึงว่างเปล่า ไร้ซึ่งพระพุทธรูปทองคำหรือทองแท่งให้ได้เห็น ถ้วยและพานที่สร้างมาจากทองคำล้วนอันตรายหายไม่หลงเหลือ มิเนอร์วาไม่ได้แปลกใจให้กับภาพที่ได้เห็นสักเท่าไหร่ ผู้ใดเกิดจิตละโมบก็คงไม่แคล้วต้องมืดบอด ไม่อาจมองเห็นเจดีย์แห่งนี้อีก เขาก้าวขาลงมายังชั้นที่หนึ่ง จากนั้นก็ตรงไปเปิดอ่านหนังสือธรรมดาเหล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นหนังสือสอนธรรม มีเพียงแค่ไม่กี่เล่มที่เป็นตำราแพทย์สมุนไพร
ชายหนุ่มวางหนังสือกลับเข้าที่ เขาเดินออกจากเจดีย์แล้วมุ่งหน้าไปที่วิหารหลักซึ่งอยู่ติดกับหน้าผา ก้าวขาขึ้นบันไดศิลาไปทีละขั้นอย่างมั่นคง เมื่อเดินขึ้นมาจนถึงยอดสุดก็เห็นวิหารหลังใหญ่ ด้านในมีองค์พระประธานตั้งไว้ให้บูชา มิเนอร์วาหยิบธูปหอมที่ถูกเก็บเอาไว้ในกระบอกไม้ขึ้นมาจุด เขาพนมมือทำอัญชลีขึ้นไว้ระหว่างอก จิตก็แผ่เมตตาสวดสัพเพ สัตตา... รู้สึกโล่งใจดีแล้วก็ปักธูปลงในกระถาง มิเนอร์วาหันหน้ากลับไปมองนาคินทร์นาคราชอยู่พักหนึ่ง ของที่ต้องการก็ได้มาแล้ว ที่เหลืออยู่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอามา พวกเขาทั้งสองจึงเดินทางออกจากเขตพุทธาวาส มุ่งหน้ากลับเข้าไปในป่าเพื่อย้อนกลับไปที่ชายหาด
ขากลับมิเนอร์วาขี้เกียจรอ เมื่อเดินมาถึงคุ้งน้ำที่คดโค้งก็เป็นเวลายามบ่ายแล้ว เขาจึงเอ่ยปากขอให้นาคินทร์นาคราชช่วยนำส่งไปตามแม่น้ำสายนี้ อีกฝ่ายก็ยินดีเป็นที่สุดรีบแปลงกายกลับร่างเดิม นาคินทร์แบกร่างของผู้เป็นอาจารย์เลื้อยลอยไปกับสายน้ำ การเดินทางเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปอีกไม่กี่วันทั้งสองก็มองเห็นทะเลกว้าง ชายหนุ่มลงเดินเท้าย่ำไปบนหาดทรายโดยมีนาคินทร์ร่างมนุษย์เดินติดตามมา เดินกันอยู่พักใหญ่ดวงจันทราก็เคลื่อนตัวมาอยู่เหนือศีรษะ เขามองเห็นเรือบดที่จอดติดตื้นอยู่บนหาดทรายที่อยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มมองไปที่อีกมุมหนึ่ง ก็เห็นเรือใบสามเสาทอดสมอจอดรอตนอยู่
นาคินทร์ลากเรือพายที่มีมิเนอร์วานั่งอยู่ลงสู่ผิวน้ำ จากนั้นก็กระโดดขึ้นมานั่งเพื่อทำหน้าที่เป็นคนแจว ด้วยฤทธิ์เดชของนาคราชกระแสน้ำทะเลจึงหนุนอย่างรวดเร็ว พัดให้หัวเรือโต้คลื่นท้าแรงลม เพียงไม่นานทุกสายตาที่อยู่บนเรือฟลายอิ้งดัตช์แมนก็มองเห็นเรือแจวลำน้อยล่องสาครใกล้เข้ามา มิเนอร์วามองเห็นเอเธนส์โบกมือไหวๆ อยู่ที่ดาดฟ้าของหัวเรือ ภายในใจก็ครุ่นคิดไปถึงประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้รับจากการออกเดินทางครั้งนี้ เมื่อเทียบเรือบดได้เหล่าลูกเรือผีก็ช่วยกันดึงเรือขึ้นมาเก็บ กระโดดเพียงหนึ่งครั้งร่างทั้งสองก็ปรากฏขึ้นบนเรือลำใหญ่
“ลูกหลานขอคารวะท่านบรรพชน!” จู่ๆ วรมันที่สองก็พรวดพราดวิ่งเข้ามาคุกเข่า นาคินทร์นาคราชตกใจไม่ทันตั้งตัวจึงรีบกวาดสายตามอง ท่ามกลางสายตามากมายที่รุมจ้องมา ตัวเขาผู้เป็นพญานาคก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย แม้จะเบาบางแต่ก็ชัดเจนว่าอีกฝ่ายมีสายเลือดอันเจือจางของนาคอยู่ นาคินทร์เดินไปลูบหัววรมันที่สองด้วยความเอ็นดู มิเนอร์วาที่ได้ฟังพวกเขาสนทนากันก็มั่นใจในข้อมูลที่ตนมี อสรพิษเก้าเศียรผู้ปกป้องอาณาจักรคัมเบียคือพญานาคตระกูลฉัพพยาปุตตะนั่นเอง
“ไม่คาดคิดว่าท่านอาจารย์ก็สั่งสอนชนรุ่นหลังของข้าด้วย ช่างเมตตานัก” นาคินทร์นาคราชพนมมือเพื่อสำนึกในความเมตตา แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้ความรู้สึกดีกลายเป็นชะงักด้วยร่างที่แข็งค้าง
“เขาไม่ใช่ศิษย์ของข้า ความสัมพันธ์ของพวกเรา เริ่มจากการที่เขาเป็นศัตรูรุกรานดินแดนอันเป็นบ้านเกิดของข้า ตอนนี้ก็คงนับได้ว่าเป็นเพียงคู่ค้ากระมัง… ทางนี้ต่างหากศิษย์ของข้า นี่ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองของเจ้าไปทำความรู้จักกันไว้เถิด” มิเนอร์วาเอ่ยปฏิเสธพร้อมกับแนะนำเอเธนส์กับธันวาให้นาคินทร์ได้รู้จัก วรมันที่สองรู้สึกเหมือนมีคนเอาน้ำเย็นมาราดรดศีรษะ แววตาของบรรพชนที่เคยอ่อนโยนบัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“ไม่ใช่แบบนั้นนะขอรับ… ข้าผิดไปแล้วขอท่านยกโทษให้ข้าด้วย” วรมันที่สองลุกลี้ลุกลนพยายามจะแก้ต่าง แต่เมื่อเห็นแววตาเด็ดขาดของนาคินทร์ ตัวมันก็เลือกที่จะยอมแพ้รีบหันไปกล่าวขอขมากับมิเนอร์วาอย่างรวดเร็ว วรมันที่สองบีบน้ำตาอย่างหน้าไม่อาย มันทรุดตัวลงไปกอดขาของมิเนอร์วาโดยไม่สนสายตาของผู้อื่น
“เจ้าก็คงจะรู้ดีว่าทุกสงครามนั้นหมายถึงการสูญเสีย ข้าเองก็ต้องผลาญสมบัติไปมากพอสมควร ในเมื่อผิดแล้วรู้จักผิด ข้าเองก็ใจกว้างไม่ถือสาเอาความอีก” มิเนอร์วาใช้มือดันศีรษะอีกฝ่ายออกจากขา เขาแกะเท้าออกมาแล้วเดินจากไป นาคินทร์นาคราชส่งเสียงเย็นในลำคอ เขาปรายตามองดูชนรุ่นหลังที่ไม่ได้ความแล้วเดินตามผู้เป็นอาจารย์ไปติดๆ
มิเนอร์วาสั่งให้ออกเรือโดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่อาณาจักรซัลวาโตเร เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าร่างกายก็อยากพักผ่อน มิเนอร์วาจึงคีบมวนพันลำขึ้นมาจุดสูบ เขานอนบนเปลถักปากเดิมของตัวเองอย่างผ่อนคลาย ปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนกระทบกาย พัดความเย็นสบายไปทั่วร่าง มิเนอร์วาพ่นควันขาวขึ้นสู่ฟ้า สายตาคู่นั้นมองดวงดาราบนฟากฟ้าด้วยความคิดอ่าน สรรพเวทย์มนตราแห่งการทำนายกำลังถูกศึกษาด้วยวิธีการมองฟ้านับจุดดาว ควันมายาสุดท้ายที่อยู่ในปอดถูกพ่นออก มิเนอร์วาก็หลับตาพักผ่อนไม่สนใจผู้อื่นอีก เรือฟลายอิ้งดัตช์แมนจึงลอยไปบนผิวน้ำทะเล จากที่แห่งนี้ไปพร้อมกับกลุ่มหมอกขาวที่ดูน่ากลัว…