ไม่ผิดแน่!
เป็นเพียงสตรีอายุน้อยผู้หนึ่งเท่านั้นนางสวมชุดสีม่วงแดง เส้นผมยาวจรดแผ่นหลังและมีร่างกายที่คล้ายกับว่าอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปีเท่านั้น
นางมีใบหน้าที่เลอโฉมน่ารักน่าทะนุถนอมขนตาขยับเบาๆ นัยน์ตาของนางลึกล้ำจนน่าสะพรึง
หากอยู่ภายนอกคงทำให้บุรุษมากมายต้องบ้าคลั่งที่มากไปกว่านั้นก็คือหน้าอกของนางน่าชมเป็นอย่างยิ่งแม้ว่าชุดสีม่วงแดงนั้นจะค่อนข้างหลวมแต่กลับไม่อาจบดบังขนาดของหน้าอกนางได้ นับว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตาจนทำให้จิตใจของบุรุษหนุ่มเหม่อลอย
หน้าอ่อนเยาว์แต่มากด้วยพลังทำลายล้าง!
ภายในหัวของเมิ่งฝานมีคำนี้ปรากฏขึ้นมาหากนางเติบใหญ่ก็คงจะนำภัยมากมายมาสู่อาณาจักร เพียงอายุเท่านี้ก็ยังมีร่างกายที่ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจแล้ว
เขามองไปยังเด็กสาวเบื้องหน้าแล้วยิ้มแห้งก่อนที่จะสลายพลังของตนเองไป แม้ว่าหลายปีมานี้เขาจะข้ามผ่านการสังหารมามากมาย แต่ก็ยังไม่อาจลงมือสังหารเด็กสาวผู้น่าสงสารที่ไร้ซึ่งทางสู้ผู้นี้ได้
เขาสัมผัสถึงกลิ่นอายแห่งพลังใดๆ บนตัวของเด็กสาวผู้นี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อยหรือนางจะเป็นนางกำนัลที่ถูกจับตัวเอาไว้ในตำหนักแห่งนี้?
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม“เจ้าเป็นใครกัน เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเด็กสาวก็มองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่เปล่งประกายนางไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาเพียงแต่เม้มริมฝีปากเอาไว้ราวกับกำลังหวาดกลัวเท่านั้น เมื่อเมิ่งฝานเห็นดังนั้นจึงได้แต่ยิ้มแห้งแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา“เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าเป็นคนดี ไม่ทำร้ายเจ้าหรอกนะข้ามาที่นี่ก็เพื่อ...อื้ม แค่มาดูเท่านั้น!”
เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตนเองก็ยังเหนียมอายเพราะมันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับว่าตนเองกำลังหลอกเด็กสาวไร้เดียงสาก็ไม่ปานแต่เด็กสาวชุดสีม่วงก็ยังคงไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา เพียงมองเมิ่งฝานด้วยแววตาที่น่าสงสารเท่านั้น
“เจ้าอย่าทำสิ่งใด ไม่ต้องร้องอีกประเดี๋ยวข้าก็จัดการเสร็จแล้ว!”
เมิ่งฝานเอ่ยพลางยกยิ้มอย่างเป็นมิตรขณะเดียวกันก็ลูบไปบนเส้นผมของเด็กสาวด้วย เด็กสาวผู้นั้นขัดขืนเล็กน้อยแต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากฝ่ามือของเมิ่งฝานได้ฝ่ามือของเขาลูบไปบนเส้นผมนุ่มของนางอย่างเบามือ
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวไม่ได้ขัดขืนอีกต่อไปเมิ่งฝานจึงวางใจขณะเดียวกันเขาก็มองไปทางอื่น
ภายในตำหนักแห่งนี้กว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่งเพียงอิฐทองบนพื้นก็ไม่รู้ว่าต้องใช้ทองคำจำนวนมากมายเท่าใดในการสร้าง ดูท่าแล้วอาณาจักรหัวอวิ๋นแห่งนี้คงจะร่ำรวยอย่างมากจริงๆ
หลังจากที่ใช้ความคิดเมิ่งฝานก็ไม่ได้สนใจเด็กสาวอีกต่อไปเขามองไปทางอื่นเพื่อเริ่มตามหาป้าหมายตนเอง อิงตามสัญลักษณ์ที่ทำเครื่องหมายเอาไว้บนแผนที่ขุมพลังโลกันตร์ก็น่าจะอยู่ในตำหนักใหญ่แห่งนี้จากนั้นเมิ่งฝานก็ก้าวเท้าออกไปยังก้อนอิฐทองคำขนาดใหญ่
มันไร้ซึ่งความแตกต่างไปจากก้อนอิฐอื่นแต่ก็น่าจะเป็นจุดที่เก็บซ่อนขุมพลังโลกันตร์เอาไว้
เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันมีความตื่นเต้นปรากฏในที่สุดหลังจากที่เสียเวลาไปมากมายก็ได้พบเบาะแสบ้างแล้ว เมื่อฝ่ามือใหญ่ของเขาขยับพลันมีพลังฝ่ามือดิ่งลงมาจากฟากฟ้าด้วยพลังที่คล้ายดั่งสายฟ้าก็ไม่ปานก้อนอิฐนั้นแตกออกใยทันที
แม้ว่ามันจะเป็นอิฐที่มีมูลค่าสูงแต่สิ่งที่เมิ่งฝานต้องการก็คือขุมพลังโลกันตร์ที่อยู่ข้างใต้
มันคือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดที่ต่อให้เป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่อย่างพรมแดนจตุทิศก็ยังสั่นสะท้านเมื่ออิฐก้อนนั้นแตกสลายจึงมีร่องลึกปรากฏขึ้นในวินาทีต่อมา เวลานี้เด็กสาวที่อยู่ข้างกายของเขาก็ชะงักงันแล้วมองไปด้วยความสงสัย
ที่รอยร้าวนั้นมีกล่องสีทองใบหนึ่งวางอยู่ซึ่งแม้เมิ่งฝานจะใช้พลังจิตในการสำรวจก็ยังไม่อาจมองเห็นสิ่งใด เขานึกไม่ถึงเลยว่ากล่องสีทองใบนี้จะมีพลังในการปิดกั้นกลิ่นอายพลังอยู่ด้วยเมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็รู้สึกตกตะลึงขึ้นมาเล็กน้อย
นี่สินะที่บอกว่าชนรุ่นก่อนบุกเบิกชนรุ่นหลังได้รับประโยชน์หากไม่ใช่เพราะมีคนเข้ามาในพระราชวังแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นมาก่อนป่านนี้เขาก็คงจะเป็นดั่งกูซินเอ้าที่ตามหาอย่างไร้จุดหมายเป็นแน่
เมิ่งฝานนำกล่องสีทองใบนั้นขึ้นมาจากนั้นจึงเปิดมันออกเบาๆ
กลิ่นอายพลังอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านในวินาทีต่อมาอุณหภูมิภายในตำหนักแห่งนี้สูงขึ้นในทันใดภายในกล่องเป็นเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนดุจดั่งอสรพิษตัวเล็กก็ไม่ปาน ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะมีชีวิตจิตใจและทำให้ภายในตำหนักแห่งนี้เปล่งประกายไปด้วยแสงสีทอง
กลิ่นอายพลังแผ่ซ่าน กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดทะลวงความมืดออกไปยังยามราตรีอันมืดดำและกว้างใหญ่เพียงชั่วพริบตาต่อให้เป็นผู้ที่อยู่นอกตำหนักก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากทางฝั่งของตำหนักอวิ๋นเทียนเพราะกลิ่นอายแห่งพลังของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดนั้นคือความล้ำค่าแห่งฟ้าดินที่ไม่อาจปิดบังได้
โดยรอบนั้นพลังแห่งฟ้าดินถาโถมเข้ามายังตำหนัก อากาศโดยรอบคล้ายว่าจะบิดเบี้ยวตามไปด้วยพลังธาตุไฟอันแข็งแกร่งนั้นประหนึ่งภูเขาไฟก็ไม่ปาน
.......
“เป็นไปได้อย่างไร!”
ไกลออกไปนั้นสีหน้าของกูซินเอ้าที่มองไปยังทิศที่ตั้งของตำหนักอวิ๋นเทียนเปลี่ยนไปในทันใดแน่นอนว่าเขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งนั้นเช่นกัน ซึ่งนั่นก็คือพลังที่มาจากขุมพลังโลกันตร์นั่นเองมีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นถึงจะมีพลังธาตุไฟอันแข็งแกร่งเช่นนี้ได้!
ด้านหลังของเขานั้นชิงหลันและจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งแปดของอาณาจักรหัวอวิ๋นต่างก็ชะงักงันไปตามๆ กันใบหน้าของพวกเขาล้วนแต่บ่งบอกถึงความตกตะลึงทั้งสิ้น
ขุมพลังโลกันตร์! มันคือขุมพลังโลกันตร์ที่เป็นของล้ำค่าของอาณาจักรหัวอวิ๋นแม้แต่ท่านจักรพรรดินีของพวกเขาก็ยังหามันไม่เจอ ทว่าในเวลานี้มันกลับปรากฏขึ้นมาแล้ว!
“ทางตำหนักอวิ๋นเทียน!”
หลังจากที่ข่มความตื่นเต้นเอาไว้ในหัวใจชิงหลันจึงเอ่ยขึ้น
“เร็วเข้า จูเทียนท่านรีบไปที่นั่นโดยเร็ว เกรงว่าคงจะเกิดปัญหาขึ้นแล้วเป็นแน่!”
“รับทราบ!” ข้างกายของนางนั้นจูเทียนตวาดออกมาอย่างเดือดดาลแล้วร่างกายอันบึกบึนก็พุ่งตรงไปยังทิศที่ตั้งของตำหนักอวิ๋นเทียนโดยเร็วการที่ขุมพลังโลกันตร์ปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลันไม่เพียงทำให้แค่กูซินเอ้ารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งเท่านั้นจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรหัวอวิ๋นเองก็ไม่ต่างกัน
“หึ หรือจะเป็นเจ้าคนผู้นั้นหรือว่าเจ้าคนผู้นั้นจะตามหาขุมพลังโลกันตร์เจอแล้ว!”
ใบหน้าของกูซินเอ้าบิดเบี้ยวไปชั่วครู่เขานึกไม่ถึงว่าการบุกเข้ามาในใจกลางของพระราชวังแห่งอาณาจักรหัวอวิ๋นของตนเองในครั้งนี้จะถูกผู้อื่นชุบมือเปิบ
นึกไม่ถึงว้าคนผู้นั้นจะอาศัยจังหวะชุลมุนช่วงชิงขุมพลังโลกันตร์ไปเมื่อกูซินเอ้านึกถึงสัญญาเดิมพันที่ให้เอาไว้ก็ทำให้เขามีสีหน้าที่ไม่หน้าดูสักเท่าใด
ณ ตำหนักอวิ๋นเทียน
เวลานี้เมิ่งฝานจ้องมองไปยังขุมพลังโลกันตร์ด้วยความนัยน์ตาที่วาวโรจน์และอัดแน่นไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อสองปีก่อนเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ด แต่ยามนี้มันกลับอยู่ในมือของเมิ่งฝานแล้ว
มันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งเขารู้ดีว่าต้องนำมันใส่เอาไว้ในกล่องใบนี้ดังเดิม เพราะหากถือไว้ในมือคงจะไม่อาจรองรับความร้อนแรงของมันได้และร่างกายต้องมอดไหม้ไปจนหมด
ทว่าเมิ่งฝานยังไม่ทันได้ทำอันใดเด็กสาวที่อยู่ด้านหลังก็เดินมาอยู่ข้างกายเขาฝ่ามือเล็กนั้นขยับแล้วคว้าเข้ามาที่กล่องในมือของเมิ่งฝาน
ทว่าเขาถอยหลังกลับแล้วปัดมือของเด็กสาวออกไปพร้อมกับเอ่ยเสียงเข้ม“ของสิ่งนี้ให้เจ้าไม่ได้!”
เด็กสาวมองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ของสิ่งนี้ เป็นของอาณาจักรหัวอวิ๋นของพวกข้า!”
น้ำเสียงนั้นยังคงเป็นเสียงของเด็กเมิ่งฝานพลันชะงักงันเพราะเพิ่งจะรู้ว่าเด็กสาวผู้นี้ไม่ได้เป็นใบ้
เขาลูบเส้นผมนุ่มของนาง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ“คือว่า...ข้ามาที่นี่ก็เพื่อของสิ่งนี้ข้าขอยืมไปใช้ก่อนก็แล้วกัน เจ้าคงจะเป็นนางกำนัลของตำหนักนี้สินะช่วยบอกกับจักรพรรดินีด้วยว่าข้าจะนำมันไปก่อน ขอให้นางไม่ต้องติดใจสงสัยสิ่งใดขอบใจมาก!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานจึงเคลื่อนไหวแล้ววิ่งไปยังด้านนอกของตำหนักอวิ๋นเทียนในทันใดในเมื่อได้ของมาแล้วเมิ่งฝานก็ไม่อยากจะอยู่ที่นี่ต่อ ข้างนอกนั้นมีจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงถึงแปดคนที่กำลังใกล้เข้ามาที่มากไปกว่านั้นคือจักรพรรดินีผู้ลึกลับก็ยังไม่ได้ลงมือเลยด้วยซ้ำ!
เด็กสาวมองแผ่นหลังของเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมานัยน์ตาคู่นั้นมองไปยังเมิ่งฝานที่ออกไปจากตำหนักอวิ๋นเทียนพร้อมกับขุมพลังโลกันตร์ที่อยู่ในมือ
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาเมิ่งฝานก็หายไปนี่เป็นการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงประหนึ่งดาวหางที่กำลังหนีตาย หลังจากนั้นราวครึ่งก้านธูปร่างกายกำยำของจูเทียนจึงปรากฏขึ้นที่ตำหนักวิ๋นเทียนเมื่อก้าวเข้าไปภายในเขาก็ได้พบกับเด็กสาวที่นั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิ
ยามนี้เด็กสาวผู้นั้นหลับตาทั้งสองข้างลงชุดกี่เพ้าสีม่วงขยับและมีกลิ่นอายพลังปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมา
จูเทียนมองไปยังเด็กสาวผู้นั้นแล้วคุกเข่าลงบนพื้นด้วยใบหน้าสะพรึงกลัวจากนั้นจึงเอ่ยเสียงสั่น “จักรพรรดินี พวกข้าสมควรตาย...”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเด็กสาวก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบและไม่ได้แสดงอาการใดออกทางสีหน้า“รีบไสหัวออกไป ถ่วงเวลาเขาหนึ่งก้านธูปมิเช่นนั้นก็เอาชีวิตของพวกเจ้าเข้าแลก!”
ในชั่วพริบตานี้นัยน์ตาของเด็กสาวเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่งเมื่อนางลืมตาขึ้นก็ให้ความรู้สึกดั่งความเย็นยะเยือกสูงสุดของโลก ไร้ซึ่งความน่าสงสารดังเช่นเมื่อครู่เพราะว่ามัน...มีเพียงจิตสังหารที่มากมายเทียมฟ้า!
........
บนท้องฟ้า เจ้าของชุดคลุมสีดำที่ทะยานไปด้วยความเร็วสูงนั้นก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง
เขาถือกล่องใบนั้นเอาไว้แน่น ขณะนี้เขาใช้กำลังทั้งหมดที่มีในการทะยานไปในอากาศด้วยความเร็วที่ทิ้งไว้เพียงเส้นแสงบนท้องฟ้าภาพทิวทัศน์ในยามราตรีเคลื่อนไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ในที่สุดก็ออกมาจากสถานที่อันตรายนั้นได้เสียทีขุมพลังโลกันตร์นี้...ขอเพียงหาสถานที่สักแห่งเพื่อทำการผสานพลังคัมภีร์ทวนเทพของข้าก็จะพัฒนาขึ้นอีกครั้ง
มันจะทำให้พัฒนาไปถึงระดับอักษรฮวงได้หรือไม่?
พลังในการดูดกลืนพลังแห่งฟ่าดินของคัมภีร์ทวนเทพที่อยู่ในระดับอักษรหงยังน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่งแล้วหากมันอยู่ในระดับอักษรฮวงจะเป็นอย่างไรในชั่วพริบตานี้นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ไปด้วยความวาดหวัง
ทว่าในเวลาต่อมาเสียงของรั่วสุ่ยอีก็ดังขึ้นข้างหูเขาเบาๆ“เมิ่งฝาน ดูเหมือนว่าเจ้าเพิ่งจะพลาดบางอย่างไป”
“หืม?”
เมื่อได้ยินดังนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ แล้วมองไปยังรั่วสุ่ยอี
“ในตอนต้นข้าเองก็รู้สึกว่าเด็กสาวผู้นั้นไม่ชอบมาพากลแต่หลังจากที่เห็นว่าเป็นเพียงคนธรรมดาข้าก็ไม่ได้สนใจอีกเลย” จากนั้นรั่วสุ่ยอีก็เอ่ยออกมาเสียงเบาอย่างครุ่นคิด “แต่ว่า...หลังจากนั้นข้าก็นึกขึ้นได้ว่าใต้หล้าแห่งนี้มีวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรตี้อยู่อย่างหนึ่งนามว่านิพพานหฤทัยสูตร โดยทุกครั้งของการบรรลุจะต้องผ่านการนิพพานเสียก่อน หากครบเก้าครั้งก็จะกลายเป็นยอดยุทธ์สูงสุดในใต้หล้าและดูเหมือนว่าเด็กสาวเมื่อครู่นั้นจะฝึกฝนวิชายุทธ์นี้ด้วย!”
วิชายุทธ์ระดับอักษรตี้นิพพานหฤทัยสูตร!
เพียงชั่วพริบตาหลังจากนั้นร่างของเมิ่งฝานพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเขามองไปยังทิศที่ตั้งของตำหนักอวิ๋นเทียนที่ด้านหลังหากสิ่งที่รั่วสุ่ยอีเอ่ยมาเป็นความจริงแล้วเชื่อมเหตุการณ์ทุกอย่างเข้าด้วยกันละก็...
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเพราะหากเป็นเช่นนั้นเด็กสาวเมื่อครู่...ก็คือจักรพรรดินีหลังการนิพพาน!