บทที่ 33
วันที่สอง
จางหยุนกระโดดถอยออกมาหลังจากที่จู่โจมเข้าใส่ดวงตาของเจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็ก และหลังจากนั้นเมื่อมองไปยังร่างของเจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็ก มันก็ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าการตัดสินใจของจางหยุนถูกต้องเป็นอย่างมาก
หลังจากที่สูญเสียการมองเห็นไปแล้วเจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็กอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง ร่างของมันเคลื่อนไหวไปคุยรอบๆ นั่นทำให้เขี้ยวของมันที่ราวกับงาช้างพุ่งทะลวงไปทั่วทั้งบริเวณอย่างไร้ทิศทาง
นี่เป็นการตอบโต้ตามสัญชาตญาณของสัตว์ร้าย จางหยุนถอยห่างออกมานอกระยะแล้วจ้องมองหมูป่าเขี้ยวเหล็กด้านหน้าอีกครั้ง
จางหยุนหรี่ตาทั้งสองข้างเล็กลง จ้องมองการอาละวาดอย่างบ้าคลั่งของหมูป่าเขี้ยวเหล็ก
ผ่านไปครู่นึงเจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็กเหมือนจะสัมผัสได้ว่า เป้าหมายไม่ได้โจมตีมันต่อ ทำให้มันค่อยๆสงบนิ่งลง ร่างที่กำลังเคลื่อนที่ไปรอบๆประจู่โจมอย่างบ้าคลั่งไร้ทิศทางก็หยุดชะงัก
ในจังหวะที่มันหยุดเคลื่อนไหวนี้เองจางหยุนก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง ปราณวิญญาณโคจรภายในร่างกาย จางหยุนใช้ท่าร่างการเคลื่อนไหวพุ่งทะยานเข้าไปอีกครั้ง
คราวนี้เมื่อพุ่งจู่โจมเข้าไปจางหยุนใช้ดาบวิเศษในมือของตนเองจู่โจมเข้าไปใส่ศีรษะ เสียงดาบเฉือนเข้าไปบนผิวหนังดังขึ้น โลหิตสีแดงทะลักออกมาจากบาดแผลบริเวณศีรษะของเจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็ก
เพียงแต่ว่าจางหยุนที่โจมตีโดนศีรษะของมันแล้วใบหน้าก็ไม่ได้ผ่อนคลายเลย บาดแผลที่เขาจู่โจมเข้าไปแม้ว่าจะสร้างบาดแผลขนาดใหญ่บริเวณบนศีรษะ
แต่ว่าเนื้อของเจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็กนี่หนาเป็นอย่างมาก เขาโจมตีลึกลงไปถึงกระดูกได้เท่านั้นยังไม่สามารถตัดหัวมันได้ในทันที
เมื่อโดนโจมตีอีกครั้งเจ้าหมูปากเขี้ยวเหล็กเองก็เริ่มอาละวาดอีก จางหยุนใช้กลยุทธ์เดิมในการเคลื่อนไหวถอยออกไป
ปล่อยให้มันอาละวาดเมื่ออาละวาดสักพักมันเองก็จะหยุดพักหายใจ จากนั้นจังหวะนั้นเขาก็จะพุ่งเข้าไปโจมตีทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผ่านไปนับสิบครั้งบาดแผลทั่วทั้งร่างกายของเจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็กก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายมันเองก็ไม่สามารถทนพิษบาดแผลไหวแล้วก็ต้องจบชีวิตลง
จางหยุนเดินเข้าไปเก็บร่างของหมูป่าเขี้ยวเหล็กเข้ามาภายในแหวนเก็บของ แน่นอนว่าหลังจากนั้นจางหยุนก็รีบเดินทางออกจากตึกนี้อย่างรวดเร็ว
ผ่านมาคู่นึงก็มาหยุดพักที่ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง จางหยุนหย่อนกายนั่งลงใต้ต้นไม้ขมวดคิ้ว
การล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้สิ้นเปลืองแรงเป็นอย่างมาก ด้วยการที่ต้องเคลื่อนไหวหลบหนี แล้วก็ต้องใช้ปราณวิญญาณในการโจมตี
กว่าจะสามารถสังหารหมูป่าเขี้ยวเหล็กตัวนั้นได้ จางหยุนเผาผลาญปราณวิญญาณไปถึงเจ็ดส่วนภายในร่างกาย
จางหยุนตอนนี้เริ่มรู้สึกแล้วว่าเคล็ดวิชาต่อสู้นั้นจำเป็น เพราะถ้าเกิดว่ามีเคล็ดวิชาที่ช่วยส่งเสริมพลังโจมตีให้รุนแรงกว่านี้
ก็คงจะสามารถปิดชีพศัตรูนั้นได้ง่ายดายกว่านี้แล้วก็ไม่สิ้นเปลืองพลัง ไม่เหมือนกับในตอนนี้ที่ใช้ได้เพียงแค่การโจมตีหยาบกระด้างเท่านั้น
แต่ที่เป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะว่าศัตรูอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันด้วย ถ้าเกิดว่าจางหยุนมีขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นกลาง ต่อให้เป็นการโจมตีธรรมดาก็สามารถทะลวงการป้องกันและสังหารสัตว์อสูรระดับเจ้าหมูป่าเขี้ยวเหล็กได้โดยที่ไม่ต้องใช้เคล็ดวิชาอะไรเลย
จางหยุนในตอนนี้รู้สึกว่าตนเองยังอ่อนแอเกินไป เขาเริ่มนั่งพักแล้วก็โคจรเคล็ดวิชากลืนมรณะเพื่อฟื้นฟูปราณวิญญาณภายในร่างกายของตนเอง
ผ่านไปครู่นึงปราณวิญญาณที่สูญเสียไปก็ถูกฟื้นฟูจนเต็มที่ จางหยุนมองขึ้นด้านบนท้องนภา เห็นว่าท้องฟ้าด้านบนยังไม่มืด จางหยุนจึงรู้ว่าตนเองนั้นมีเวลาอยู่อีก เพราะแบบนั้นเขาจึงออกล่าสุดอีกครั้ง
คราวนี้พบเจอสัตว์อสูรตัวที่สอง มีรูปร่างเป็นกระต่ายแต่ว่ามีขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่ากระต่ายธรรมดาหลายเท่าไม่เพียงแค่นั้นบริเวณกลางหน้าผากของมันยังมีเขาขนาดใหญ่งอกมาอีก
เจ้าสัตว์อสูรตัวนี้คือกระต่ายขาวอ่อน มันอยู่ในระดับหนึ่งขั้นต่ำเหมือนกัน เพราะแบบนั้นจางหยุนเลยเข้าโจมตีมันด้วยกลยุทธ์แบบเดิม
เพียงแต่ว่าในครั้งนี้เจ้ากระต่ายตัวนี้ค่อนข้างที่จะ มีความรวดเร็วที่ไม่ธรรมดา เพราะแบบนั้นการสังหารมันจึงต้องกินแรงเป็นอย่างมาก
แต่สุดท้ายก็สามารถสังหารมันมาได้ จางหยุนเห็นว่าท้องฟ้าด้านบนเริ่มค่อยๆมืดมิดแล้ว เขาตัดสินใจที่จะพักค้างแรมภายในป่า เลยหาถ้ำเล็กๆแห่งหนึ่งที่เหมาะกับการพัก ใช้เป็นสถานที่พักในค่ำคืนนี้
กองไฟเล็กๆถูกจุดขึ้นมาภายในถ้ำ จางหยุนย่างเนื้อของหมูป่าเขี้ยวเหล็กไปด้วย ในขณะที่กำลังรออาหารสุกเขาเองก็หลับตาแล้วก็ฝึกฝนไปด้วย
จางหยุนไม่เคยขาดการฝึกฝน เพราะว่าเขารู้ดีที่สุดว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ขอบเขตของตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะพลังเองก็สามารถแก้ไขได้ทุกอย่าง
ขอเพียงแค่มีพลังไม่มีเงินก็ไม่ใช่ปัญหาสามารถหาเงินได้ ถ้าเกิดว่าไม่มีของวิเศษขอเพียงแค่มีพลังก็แสวงหาได้ แล้วถ้าเกิดว่ามีพลังมากพอจะมีผู้ใดกล้าเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้อีกเล่า?
เพราะแบบนั้นพลังนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากสุด จางหยุนจึงไม่เคยละทิ้งการฝึกฝนเลย
และแน่นอนว่าการที่ฝึกฝนหนักมาตลอด ผนวกกับสถานที่ที่มีปราณวิญญาณหนาแน่นแบบหุบเขาอวี้เฟิงแห่งนี้ มันก็ทำให้จางหยุนมีการพัฒนาในด้านการฝึกฝนเป็นอย่างมาก
แม้ว่าในตอนนี้จะอยู่ในขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นสาม เหมือนเดิมเหมือนกับช่วงตอนที่เพิ่งก้าวเข้ามาภายในหุบเขาแห่งนี้ใหม่ๆ แต่กระนั้นขอบเขตเองก็พัฒนาไปมาก จางหยุนเหมือนว่าจะมองเห็นประตูของขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นสี่อยู่ไม่ไกลแล้ว
จางหยุนคิดว่าจะล่าสัตว์อสูรในป่าอีกสักสองวัน เมื่อเดินทางกลับไปห้องพักเองก็จะเหลือเวลาอีกสองวัน
จางหยุนฝึกฝนจนกระทั่งเนื้อของหมูป่าเขี้ยวเหล็กที่ย่างสุก เขาก็เลิกฝึกฝนชั่วคราวหันมากินเนื้อย่างจนหมดจากนั้นก็กลับไปฝึกฝนต่อ
เมื่อฝึกฝนตามเวลาที่ตนเองกำหนดเอาไว้เรียบร้อยแล้วก็พักผ่อน เพื่อพักเอาแรงเตรียมที่จะออกล่าสัตว์อสูรในวันพรุ่งนี้
ผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียน ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญแล้ว แต่พวกเขาเองก็ยังต้องพักผ่อนเหมือนกับมนุษย์ธรรมดา ที่ต่างออกไปก็อาจจะเป็นเวลาที่ต่างกัน
มนุษย์ธรรมดาอาจจะต้องพักผ่อนสี่ชั่วยาม แต่สำหรับผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วยามเท่านั้น
เวลาผ่านไปจนถึงในช่วงเช้า จางหยุนก็เริ่มออกล่าสัตว์อสูรอีกครั้ง แน่นอนว่าเป้าหมายของเขาก็ยังคงเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำเช่นเดิม
หลังจากที่ออกล่ามาตลอดทั้งวัน จางหยุนในวันนี้ได้ผลลัพธ์ในการล่าดีเป็นพิเศษ เพราะว่าเขาล่าสัตว์อสูรได้ถึงสี่ตัว ประกอบไปด้วยหมูป่าเขี้ยวเหล็ก กระต่ายเขาอ่อน หมาป่าขนแดง และ กบลิ้นยาว
จางหยุนล่าสัตว์อสูรได้ถึงสี่ตัวในวันนี้ แต่ว่ามันก็เผาผลาญพลังงานของเขาไปมากเช่นเดียวกัน
การต่อสู้กับสัตว์อสูรแต่ละตัวหลังจากสู้เสร็จก็ต้องพักฟื้นอยู่ครู่นึง ก่อนที่จะไปล่าสัตว์อสูรตัวต่อไปได้
แต่ว่าการต่อสู้แบบนี้มันเองก็ช่วยขัดเกลาจางหยุนเช่นเดียวกัน เขาสัมผัสได้ว่าเขาค่อยๆคุ้นชินกับการต่อสู้ที่ต้องใช้ปราณวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ
ถึงแม้ว่าจะได้รับสัตว์อสูรไม่มากเท่าไหร่ แต่ว่ามันก็ช่วยส่งเสริมจางหยุนในหลายๆด้าน