เธอรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองยังไม่ได้ัักับความอุ่นของแสงอาทิตย์เลยแม้จะเดินไปตามถนนที่หันหน้าเข้าสู่ทิศทางแห่งแสงตะวัน ซึ่งแสดงว่าแม้จะป่านนี้แล้วแสงอาทิตย์ก็ยังไม่อาจผ่านพ้นม่านหมอกออกมาได้มันทําให้เธอมองเห็นภาพกลุ่มหมอกที่ลอยอวลอยู่เหนือสะพาน
ดูเหมือนสมาธิของเธอจะคลอนคลายลงซาบริน่าต้องหยุดเดินเพื่อตั้งสติให้มั่นเป็ครู่มันออกจะเป็การยากที่จะบังคับใจตัวเองไว้ไม่ให้ฝันกลางวัน ปลายไม้เท้าปัดไปถูกไปรษณีย์ และเธอก็รู้ว่าบัดนี้ตัวเองมาถึงไหนแล้ว
เมื่อข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้ามแล้ว เธอก็เริ่มลงมือนับก้าวไม่อยากเดินเลยเข้าไปในร้านตัดผมทั้งที่ตั้งใจจะไปร้านค้าเช่นเมื่อครั้งที่แล้วอีกเมื่อนึกไปถึงเื่นี้ก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาทั้งหน้า แต่แล้วก็รู้สึกแปลก ๆคล้ายกับมี อะไรบางอย่างมาเกาะอยู่ตรงต้นคอด้านหลังมันทําให้เธอขมวดคิ้วกับความรู้สึกที่ตนเองไม่เข้าใจนี้
“ไม่ยอมใช้ไม้เท้าสีขาวอยู่ดีนะครับ”
เสียงทุ้มๆ ที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางข้างหลัง
“คุณนี่ช่างเป็คนหัวดื้อจริงๆ นะคุณเลน”
ความใทําให้เธอถึงกับก้าวขาไม่ออกไปเป็ครู่ก่อนที่ซาบริน่าจะหันไปทางเสียงนั้น
“คุณคาเมรอน”
เธอเรียกเขาด้วยน้ำเสียงชาเย็น
“ฉันไม่คิดว่าจะได้พบคุณอีกเลยนะคะ”
“ก็เมืองนี้มันไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่ใครๆ คิดนี่ครับผมบังเอิญขับรถผ่านมาทางนี้แล้วก็เห็นสาวน้อยคนหนึ่งเดินถือไม้เท้าเปะปะอยู่ตอนแรกก็เพียงแต่สงสัยว่าเธอจะเป็ใครเท่านั้นแต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าไม่มีใครหรอกนอกจากคุณ แล้วนี่คุณมาตามหาพ่ออีกหรือครับ?” เบย์ คาเมรอน ถามด้วยน้ำเสียงขันๆเช่นที่เธอจําได้ดี
“ฉันกําลังจะไปที่ร้านค้าตรงนี้ละค่ะ”
ซาบริน่าพยักหน้าไปทางทิศที่ตั้งของร้านซึ่งเป็จุดหมายปลายทาง
“นี่คุณขับรถมาหรือคะ?”
“ใช่ ผมจอดไว้ข้างถนนนั่นแน่ะว่าแต่คุณอยู่แถวนี้เองน่ะหรือครับ?”
“ใช่ค่ะ ห่างจากตรงนี้ไม่ก็่ตึกหรอก”
เธอตอบพร้อมกับเงยหน้าขึ้น นึกอยากเห็นสีหน้าของเขาในยามนี้เสียเหลือเกิน
“แล้วคุณหยุดรถตรงนี้ทําไมล่ะคะ?”
“ก็เพียงแต่อยากจะรู้ว่าคุณพอมีเวลากินกาแฟกับผมสักถ้วยหรือไม่เท่านั้น”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ทําไมล่ะคะ?”
เธอไม่อาจขจัดความระแวงออกจากน้ำเสียงได้และทําให้เบย์ คาเมรอน หัวเราะออกมา
เบาๆ
“นี่คุณคิดว่าผมจะมีเจตนาไม่ดีซ่อนเร้นอยู่อย่างนั้นหรือครับไม่คิดบ้างหรือว่าบางทีมันอาจจะเป็เพียงความตั้งใจดีฉันเพื่อนก็ได้”
“ฉันเพียงแต่ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดคุณถึงอยากกินกาแฟกับฉันขึ้นมาเท่านั้นละค่ะ”
ซาบริน่าเกือบจะพลั้งคําว่า...กับผู้หญิงตาบอด...ออกไปแล้วแต่ก็ยั้งไว้ได้ทัน
“ซาบริน่าผมกําลังมีความรู้สึกอยู่ว่าคุณไม่เพียงแต่จะครุ่นแค้นกับเคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้นนะแต่ยังหวาดระแวงไปเสียหมดทุกสิ่งทุกอย่างด้วย”
เขาพูดปนหัวเราะอีกครั้ง
“ฉันว่าคุณออกจะพูดเกินความจริงไปหน่อยแล้วละค่ะ”
ดวงตาคู่สีน้ำตาลจ้องหน้าเขาอยู่ทั้งที่มองไม่เห็นและแล้วก็เดินไปยังถนนที่คับคั่งด้วยการจราจร
“ดี”
เขาพูดสั้นๆและมือแข็งแรงก็เอื้อมมาจับตรงปลายศอก จับร่างให้หันไปทางร้านค้า
“คุณอยากกินกาแฟที่ไหนล่ะ ผมรู้จักร้านเล็กๆร้านหนึ่ง อยู่ห่างจากตรงนี้ไปแค่่ตึกเดียว เราไปกินกันที่นั่นก็ได้”
“ฉันคิดว่าภรรยาของคุณเขาคงอยากให้คุณใช้เวลาอยู่กับเขามากกว่านะคะ”
เธอพยายามหาเหตุผลมาทักท้วง
“ผมเชื่อว่าเขาจะต้องคิดอย่างนั้นแน่ ถ้าผมมีสักคนนะ”
“ฉัน...ฉันยังต้องไปซื้อของที่ร้านก่อนค่ะ”
ซาบริน่าทักท้วงอีก
“แล้วใช้เวลานานไหมล่ะ?”
ใจจริงแล้วเธออยากจะให้มันกินเวลาสักหนึ่งชั่วโมงเสียด้วยซ้ำเพราะออกจะไม่เต็มใจที่จะไปไหนกับเขาความมั่นใจในตัวเองของเขาทําให้เธอรู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย
“ไม่หรอกค่ะ”
เธอก้มหน้าลงเมื่อตอบอย่างยอมรับออกไป
“คงใช้เวลาไม่นานนักหรอก”
“ผมรู้ว่าคุณไม่ค่อยเต็มใจนัก”
เบย์ คาเมรอนพูดเสียงเบา
“คุณจะสบายใจขึ้นไหมล่ะ ถ้าผมจะรออยู่ข้างนอก”
ซาบริน่าเกรงอยู่ว่าเขาจะคิดว่าเธอกําลังหวั่นไหวกับการเชื้อเชิญครั้งนี้มากเกินไป เธอจึงสั่นศีรษะตอบออกไปว่า
“มันไม่แปลกอะไรหรอกค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะเข้าไปด้วยนะเพราะอยากซื้อบุหรี่อยู่เหมือนกัน”
เธอรู้สึกว่าแขนของเขาเสียดสีอยู่กับไหล่เมื่อเขาเอื้อมไปเปิดประตูให้และปล่อยมือจากปลายศอกเพื่อให้เธอเดินเข้าไปในร้านด้วยตัวเองเธอใช้ไม้เท้านําทางไปจนถึงเคาน์เตอร์ด้านใน ถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเบย์เดินห่างออกไปทางด้านที่ขายบุหรี่
“ฉันจะช่วยอะไรได้บ้างคะ?”
เสียงผู้หญิงซึ่งเป็พนักงานขายคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
แต่ก่อนที่ซาบริน่าจะทันตอบก็มีเสียงร้องทุกอย่างดีอกดีใจดังขึ้น คราวนี้เป็เสียงผู้ชาย
“ซาบริน่า ผมนึกว่าคุณลืมไปแล้วเสียอีกว่าร้านผมอยู่ตรงไหนไม่ได้เห็นหน้าคุณมาเกือบสองอาทิตย์แล้ว
นะครับ”
“เฮลโล จิโน่”
เธอหันไปยิ้มทางทิศที่มาของเสียง
“เอาละมาเรียไปได้แล้ว ฉันจะช่วยหยิบของให้ซาบริน่าเองลองไปดูสิว่าลูกค้าคนที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ด้านหน้านั้นเขา้าอะไร”
เขาไล่พนักงานขายคนที่เข้ามาต้อนรับซาบริน่าออกไปอย่างไม่เกรงใจเมื่อหล่อนเดินจากไปแล้ว จิโน่ มาร์เชทติก็กระซิบกระซาบเล่าให้ฟังว่า
“มาเรียมันเพิ่งมาอยู่ใหม่ครับ เป็ญาติทางเมียผมเพิ่งมาทํางานได้อาทิตย์เดียวเท่านั้นก็เลยไม่รู้จักลูกค้าเก่า”
พนักงานในร้านของจิโน่ล้วนแล้วแต่เป็ญาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่งซึ่งซาบริน่ารู้เื่นี้ดีมานานแล้วแต่เธอรู้ว่าการที่เขาเล่าเื่ซ้ำเป็เพราะ้าขออภัยที่เด็กสาวคนนั้นไม่รู้ว่าซาบริน่าตาบอดเท่านั้น
“แต่เขาเสียงเพราะนะคะฉันคิดว่าอีกไม่นานเขาจะต้องเก่งทีเดียวละค่ะ”
“แล้ววันนี้คุณ้าอะไรล่ะครับ บอกมาเลยผมจะไปหยิบให้”
“แชมพูค่ะ”
ซาบริน่าบอกยี่ห้อที่เธอใช้อยู่เป็ประจำแก่เขา
ขณะที่เขาเดินไปหยิบแชมพูให้นั้นเธอก็นับธนบัตรในซองตามจํานวนอย่างระมัดระวังโดยอาศัยความจําจากความแตกต่างของเนื้อกระดาษ เมื่อเขารับเงินไปแล้วก็เอ่ยต่อว่า
“ผมยังเอารูปตัวเองที่คุณวาดให้แขวนไว้บนผนังห้องเลยนะครับคนที่เดินเข้ามาในร้านพอเห็นรูปนั้นเข้าจะต้องพูดว่า....รูปนั้นเหมือนคุณมากแล้วผมก็จะตอบเขาว่า ก็ใช่ ผมน่ะสิครับ และผมก็ยังเล่าให้ใครๆ ฟังอีกนะครับว่าสาวน้อยที่วาดรูปนี้นะมาซื้อของที่ร้านผมั้แ่ตัวยังกะเปี๊ยกอยู่เลยเธอวาดมันขึ้นมาจากความจําแล้วก็ให้ผมวันฉลองครบรอบตั้งร้านมาครบยี่สิบห้าปีทุกคนเขาพูดเป็เสียงเดียวกันเลยนะครับว่า เป็ของขวัญที่มีค่ามาก”
“ฉันดีใจที่คุณชอบค่ะ จิโน่”
ซาบริน่ายิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวาน
เธอยังจําได้ดีว่าเขามีความภาคภูมิใจมากเพียงไรวันที่เธอมอบภาพวาดขึ้นนั้นให้กับเขาซึ่งมันก็เกือบสองปีมาแล้วและเธอเองก็ภาคภูมิใจไม่น้อยที่สามารถเก็บรายละเอียดบนใบหน้าเขาไว้ได้เกือบทั้งหมดและเธอรู้สึกพอใจกับผลงานจากฝีมือของตัวเองอย่างยิ่งนับแต่นี้เธอคงจะไม่ได้ัักับความภาคภูมิใจเช่นนั้นอีกแล้ว
“ซาบริน่า...ผมไม่ได้ตั้งใจจะ...”
เธอััความเสียใจและขออภัยในน้ำเสียงของชายชาวอิตาเลี่ยนผู้สูงอายุคนนั้นได้อาจจะเป็เพราะเขาเห็นแววหมองเศร้าที่ปรากฏอยู่ในสีหน้าของเธอนั่นเองเธอจึงรีบยิ้มให้พร้อมกับพูดขัดจังหวะขึ้นว่า
“จริงๆ แล้วมันก็เป็เพียงแค่ของขวัญเล็กๆ น้อยๆเท่านั้นแหละค่ะจิโน่”
เธอแกล้งทําเป็แปลความหมายในน้ำเสียงของเขาไปอีกทางหนึ่ง
“รูปนี้มันเพียงสิ่งที่กล่าวแทนคําขอบใจที่คุณเคยให้เปปเปอร์มิ้นท์แท่งกับฉันเป็ของแถมเสมอๆต่างหากล่ะ”