เย่วชิงเป็นคนขี้รำคาญเบื่อง่าย และไม่ชอบใช้ชีวิตจำเจหากแต่ทนอยู่ในเกียะหยูได้นานก็เพราะปลอมตัวมาเป็น “อาเฟย”ซ่อนตัวอยู่ในจวนแม่ทัพของท่านน้าระหว่างรอ “ศิษย์พี่”
ตอนนี้นอกจากศิษย์พี่ยังมาไม่ถึงท่านน้าก็ออกไปจากเมืองนานแล้ว ล่าสุดคุณหนูเอียนซีก็มาจากไปอีกด้วยเหมือนกันตอนแรกก็รู้สึกหมั่นไส้บุตรสาวของท่านเจ้าเมืองอย่างบอกไม่ถูกแต่ครั้นอยู่ร่วมกันนานเข้ากลับรู้สึกว่าแม่นางแซ่เอียนไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนอกจากฉลาด มีเมตตา ก็ยังเป็นคุณหนูที่ดำเนินชีวิตเรียบง่าย
แต่เมื่อคนเหล่านี้ไม่อยู่เสียแล้วเย่วชิงยอมรับว่าชีวิตในเกียะหยูช่างเงียบเหงาไม่สนุกสนานเอาเสียเลย การต้องจับเจ่าอยู่แต่ในเมือง บางครั้งช่วยงานในครัวหรือทำงานอื่นตามแต่พ่อบ้านสั่ง แต่หน้าที่ประจำของนางก็คือดูแลแม่เฒ่าจิวฮวาที่อารามนอกจากจัดเตรียมอาหารในบางมื้อ ยังต้องนั่งเฝ้าบางครั้งต้องอ่านหนังสือธรรมะให้ฟัง นางก็ไม่แน่ใจนักว่าแม่เฒ่าซึ่งเป็นใบ้แถมหูไม่ได้ยินจะรับรู้เรื่องราวที่อ่านได้บ้างหรือเปล่า แต่เห็นรอยยิ้มนัยน์ตากะพริบขึ้นลงก็น่าจะเชื่อได้ว่าอาจจะพอเข้าใจได้ในบางประโยคบางครั้งแม่เฒ่าจิวก็ชอบเอามือลูบศีรษะเบาๆ หรือบีบแขน หรือแม้แต่เอามือสัมผัสแก้มเย่วชิงก็ได้แต่ปล่อยให้แม่เฒ่าทำตามอย่างใจชอบก็ด้วยนึกสงสารที่หญิงชราไร้ญาติขาดมิตร วันๆ ขลุกอยู่ในห้อง หรือในอารามไม่เคยเยื้องกรายไปไหนเลยมิหนำซ้ำหลายวันก่อนยังมีคนร้ายบุกเข้ามาในอารามเพื่อทำร้ายคนอีก
หากแต่หลายวันก่อนเกิดเรื่องไม่คาดฝันเมื่อเย่วชิงเดินทางมาถึงอารามชีในช่วงสายกลับพบว่าแม่เฒ่าจิวฮวาไม่อยู่ในห้องแล้วพอนำเรื่องไปบอกกับคนดูแลกลับพบว่าไม่มีใครคนใดในอารามรู้ว่าแม่เฒ่าหายตัวไปได้อย่างไรกัน หญิงชราตัวคนเดียวจะลอบหนีออกไปเองอย่างนั้นหรือ
เย่วชิงพลันโทษตัวเองขึ้นมาท่านน้าอุตส่าห์กำชับกำชาให้ดูแลแม่เฒ่าจิวฮวาให้ดีแต่นางกลับทำไม่ได้รู้สึกผิดหวังในตัวเองยิ่งนัก นางกลับไปนอนคิดอยู่ครึ่งคืนก็ตัดสินใจว่าต้องตามตัวแม่เฒ่ากลับมาให้ได้แม้จะไม่มีร่องรอยให้ตามสืบหาให้ได้ก็ตาม
เช้าวันรุ่งขึ้นเย่วชิงลอบออกจากจวนแม่ทัพสลัดคราบ “อาเฟย” คนรับใช้แม่ทัพใหญ่กลับกลายมาเป็นขอทานน้อย หน้าตามอมแมมเสื้อผ้าสกปรกเดินทางออกจากเมืองเกียะหยูผ่านไปสองวันแล้วก็ยังไม่ได้เรื่องราวอะไรแม้แต่น้อย จนเดินทางมาถึงตำบลเล็กๆแห่งหนึ่งรู้สึกหิวจึงไปทำหน้าเศร้าต่อหน้าพ่อค้าคนหนึ่งได้หมี่น้ำมากินประทังความหิวหลังจากนั้นยังได้หมั่นโถวมาอีกสองลูก พอหนังท้องเริ่มตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนนางเผลอหลับไปหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งตื่นขึ้นมาอีกทีก็เมื่อได้ยินเสียงคนตะโกนโวยวายเสียงดังเห็นคนกลุ่มหนึ่งขี่ม้าผ่านมาบนท้องถนน คนเหล่านั้นมีสีหน้านิ่งเฉย ไร้รอยยิ้มสวมชุดสีดำสนิท และหนึ่งในนั้นตะโกนสั่งให้คนสองข้างทางหลีกราวกับเป็นเจ้าของถนน
เย่วชิงรู้สึกขัดใจเมื่อถูกเสียงตะโกนเหมือนฟ้าผ่าของคนชุดดำอยากจะลงมืออาละวาดแต่นึกได้ว่ามีงานใหญ่รออยูจึงได้แต่ทำปากขมุบขมิบ แล้วกำลังจะเอนหลังนอนต่อ แต่พลันสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นรถม้าคันหนึ่งอยู่ทางด้านหลังเคลื่อนผ่านแม้เห็นเพียงแวบเดียวก็จำได้ว่าเป็นของผู้ใดและมันผู้นั้นอาจจะนั่งอยู่ในรถเสียด้วยซ้ำไป
“อู๋ซี” นางพึมพำชื่อนั้น คนของอัศวินดำมาทำอะไรในตำบลเล็กๆแห่งนี้
รถม้าเคลื่อนเข้าจอดตรงหน้าเหลาสุราใหญ่คนผู้หนึ่งก้าวลงมาแม้มองเห็นเพียงด้านหลัง แต่ชุดขาวที่สวมใส่แถมยังถือพัดในมือทำให้เย่วชิงมั่นใจว่าไม่ผิดคนแน่
อู๋ซีทำท่าจะเดินเข้าไปในภัตตาคารแล้วพลันหยุดชะงักเย่วชิงรีบก้มหน้าลง แล้วค่อยๆ ย่องเดินไปหลบอยู่ด้านหลังของลุงร้านขายหมี่นึกได้ว่าคราวก่อนนางเล่นงานกงจื๊อชุดขาวคนนี้ไว้มาก หากรู้ว่านางมาหลบอยู่ใกล้ๆเห็นทีจะเป็นคราวเคราะห์เสียแล้ว
“ขอทานน้อยยังอยู่ทำกระไรแถวนี้วุ่นวายไปหมดแล้ว อย่ามาขวางทางทำมาหากินข้า”
เย่วชิงยิ้มแห้งให้กับท่านลุงขายหมี่ค่อยๆ หลบออกมา เอาหมวกขอทานปิดใบหน้า เดินข้ามฝั่งมาแล้ววกไปทางด้านหลังเหลาสุราได้ยินเสียงอึกทึกของคนในครัวอู๋ซีและทหารพวกนั้นไล่คนอื่นออกมาหมดคงจะให้พ่อครัวทำอาหารมาอย่างเต็มที่คัดสรรวัตถุดิบอย่างดีที่สุดทั้งเนื้อ ไก่ ปลาแล้วนางยังได้กลิ่นหอมของอาหารบางจานลอยฟุ้งเข้าจมูก ปลาน้ำแดง เป็ดย่าง ผัดผักแล้วอะไรอีกนะ ซาลาเปา ไก่ขอทาน เนื้อต้มเปื่อยแค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว
แต่ที่นางคิดถึงมากที่สุดในยามนี้ก็คือสุราดียามนี้รู้สึกคอแห้งเป็นผงอยากได้สุราสักครึ่งชั่งก็ยังดี
สุราย่อมอยู่ในห้องเก็บสุราหากแต่สุราเดินเองไม่ได้ เคลื่อนไหวไม่เป็น มีแต่คนเท่านั้นเคลื่อนไหวได้
เย่วชิงคิดเร็วทำเร็ว กระโดดขึ้นหลังคาใช้มือเลื่อนกระเบื้องหลังคามองลงไปด้านล่างเห็นทหารนั่งกระจายตัวอยู่ตามโต๊ะในชั้นล่างสุรา กับแกล้มวางเต็มโต๊ะ แต่กลับไม่เห็นอู๋ซีอะไรนั่นคงอยู่ในห้องรับรองชั้นสองเป็นแน่ ทำยังไงดีถึงจะได้สุรามา
ขณะที่นางยังคิดอะไรไม่ออกบนท้องถนนทางด้านหน้าบังเกิดเสียงอึกทึกเห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาในภัตตาคารที่ทหารอัศวินดำยึดครองไว้
มาคนเดียวแต่ท่าเดินกลับหนักแน่นยิ่งในมือยังถือทวนสั้นพาดไว้กับบ่า ใบหน้ามีรอยยิ้ม ทรงผมไม่เป็นระเบียบ ใส่ชุดเขียวใส่รองเท้าทำจากหนังวัว
“บังอาจ ใครอนุญาตให้เจ้าขึ้นมา”ทหารผู้หนึ่งตวาดขึ้น
แต่บุรุษชุดเขียวผู้นั้นหาได้ตื่นตกใจไม่ยักไหล่แล้วทรุดนั่งลงบนโต๊ะว่างตัวหนึ่ง
“เถ้าแก่จัดสุราพร้อมกับแกล้มมา”
เสียงนั้นราบเรียบคล้ายมีสำเนียงขี้เล่นอยู่ในที ดูจะไม่ยี่หระที่หลงเข้ามาในดงเสือแม้แต่น้อย
เย่วชิงแนบหน้าลงชิดกับช่องหลังคาเพื่อดูใบหน้านั้นให้แน่ชัดแล้วอุทานออกมา
“เป็นมันนั่นเอง”
นางรู้จักคนผู้นี้และเคยเจอกันมาก่อนและเคยแนะนำตัวว่าชื่อ “อาเฟย” กับบุรุษชุดเขียวขจีดุจใบไม้ผู้นี้
เฉินตงเป็นหัวหน้าของกองกำลังนักรบป่าหรืออะไรสักอย่างและนางเคยช่วยร้องเตือนให้เฉินตงผู้นี้ก้มหลบเกาทัณฑ์ของทหารอัศวินดำด้วยครั้งหนึ่งบังเอิญอะไรเช่นนี้
เย่วชิงรู้สึกตื่นตัวเต็มที่หัวใจเต้นระทึก อยากเห็นนักรบป่าแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์สักครั้ง ยิ่งถ้าได้ปะทะฝีมือกับหัวหน้าของทหารอัศวินดำก็คงจะเร้าใจนัก
ดูท่าต่อให้อดสุราอีกสามวันก็ยังนับว่าคุ้มค่า
………………………………………
“ดูจนพอใจแล้วหรือไม่หรือจะลงไปชมเหตุการณ์ข้างล่างดี”
เย่วชิงตกใจแทบสิ้นสติเมื่อได้ยินเสียงคนพูด ด้วยว่าความสามารถของนางย่อมรับรู้ได้ทันทีหากมีใครคุกคามทางด้านหลังแต่คนผู้นี้ขึ้นมาได้อย่างเงียบเชียบคงมีพลังตัวเบาอยู่ในขั้นสูงสุด
ความซวยมาเยือนแล้วสินะ
เย่วชิงหันมองไปทางต้นเสียงเห็นบุรุษชุดขาวยืนเอามือหนึ่งไขว้หลัง อีกมือกุมพัดกระดาษไว้ ผมยาวปลิวสะบัดไปมาเห็นรอยยิ้มเหยียดก็ทำให้หนาวสะท้านอย่างบอกไม่ถูกนับตั้งแต่เดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ คนเดียวที่ทำให้นางเจ็บแค้นและคนที่ต้องเจ็บแค้นเพราะนางก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
“สบายดีหรือไม่ขอทานน้อย”
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอลุกขึ้นอย่างช้าๆ หลุบตาลงต่ำเพียงคำทักทายประโยคเดียวก็มั่นใจว่าบุรุษตรงหน้าจำนางได้อย่างแม่นยำ
“ท่านเล่า”
อู๋ซีแหงนหน้าหัวเราะเสียงดังจ้องหน้านางพูดขึ้นว่า
“ไปเถอะ”
สิ้นเสียงพูดนั้นเย่วชิงรู้สึกได้ถึงพลังแขนอันแข็งแรงที่กุมต้นแขนไว้และกำลังพานางลอยละล่องจากบนหลังคาก่อนจะสัมผัสผืนดินอย่างแผ่วเบา
“ปล่อยข้า” เย่วชิงพูดเสียงดัง ขัดใจที่โดนเพศตรงข้ามแตะต้องเนื้อตัว
น่าแปลกเหมือนกันที่อู๋ซียอมปล่อยมือโดยดีมิหนำซ้ำยังยิ้มจนนัยน์ตายิบหยี แต่ดูแล้วน่าชิงชังอย่างบอกไม่ถูก แม้มันจะนับเป็นบุรุษรูปงามได้ผู้หนึ่งแต่มีความชั่วร้ายบางอย่างสะท้อนออกมาจนไม่อยากอยู่ใกล้
อู๋ซีผายมือให้นางเดินเข้าไปในร้านเย่วชิงมีหรือจะขัดขืนได้อย่างน้อยในร้านก็ยังมีคนผู้หนึ่งพอจะช่วยให้อุ่น ทหารอัศวินดำนั่งเรียงรายอยู่ตามโต๊ะล้วนแล้วแต่มีสีหน้าเคร่งเครียดบางคนดื่มสุรา บางคนกินแต่อาหาร แต่เลวร้ายที่สุดคือทหารบางคนไม่สนใจสุรา อาหารหยิบดาบในมือมาถือไว้ราวกับอยู่ในสนามรบ มีเพียงคนเดียวที่นั่งรู้ร้อนรู้หนาวนั่นคือชายแปลกหน้าชุดเขียวซึ่งนั่งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางการรุมล้อมของบรรดาสุนัขจิ้งจอกเฉินตงผู้นี้นับว่าขวัญกล้ายิ่งนัก วางทวนสั้นไว้บนโต๊ะผิวปากฮึมฮัมท่วงทำนองประหลาด หาได้ยี่หระต่อสถานการณ์รอบตัวไม่
เย่วชิงเดินเข้ามาได้ก็รีบกระโจนไปนั่งโต๊ะเดียวกับเฉินตงยกมือคารวะพลางพูดว่า
“ศิษย์พี่”
นักรบป่าเพ่งมองคนถามอยู่ครู่ใหญ่แล้วพลันยิ้มกว้าง
“ข้าอาเฟยเอง”
เย่วชิงยื่นหน้าไปตอบแล้วถอดหมวกขอทานออกเอาชายเสื้อเช็ดคราบไคลบนใบหน้าเป็นพัลวัน เพื่อความมั่นใจว่าบุรุษตรงหน้าจะจำได้ว่านางเป็นพวกเดียวกัน
“ข้าจำเจ้าได้ ศิษย์น้อง”
เย่วชิงหัวใจพองโตวันนี้หากต้องลงมือตบตีกับอย่างไรเสียก็คงไม่เสียเปรียบถึงยังไม่เห็นฝีมือชัดเจนนักแต่นางคาดเดาออกว่าเฉินตงผู้นี้มีความสามารถไม่ธรรมดา ไม่เพียงทหารอัศวินดำแสดงความเกรงขามอยู่หลายส่วนแม้กระทั่งผู้นำของมันก็คล้ายไม่กล้าดูแคลนมันด้วยเหมือนกัน
พูดถึงก็โผล่หน้ามาเชียวนะ เบื่อจริง
เถ้าแก้เดินตัวสั่นงันงกมารอต้อนรับกงจื๊อชุดขาวกล่าวเสียงสั่นว่าจัดเตรียมสุรา อาหารชั้นบนแล้ว แต่อู๋ซีไม่ยอมเดินขึ้นไปกลับทรุดนั่งลงตรงข้ามกับเฉินตง
“เถ้าแก่จัดเตรียมสุรามือกับแกล้มชั้นดี ข้าจะดื่มกับเพื่อนเก่าเสียหน่อย”
เย่วชิงหันมองไปทางเฉินตงที อู๋ซีที ไม่แน่ใจว่าสองคนตรงหน้ากำลังล้อเล่นอะไรกันเจอกันหนก่อนเข่นฆ่ากันจะเป็นจะตาย แต่คราวนี้กลายเป็นเพื่อนเก่าและกำลังจะดื่มสุราร่วมกันอีก
ในขณะที่นางไม่รู้จะทำอย่างไรดีอาหารก็ถูกลำเลียงมาบนโต๊ะแล้ว แถมสุราอีกต่างหากเพียงได้กลิ่นก็รู้ว่าเป็นสุราไผ่เขียวที่แสนโปรดปราน จะเป็นหรือตายยังไม่แน่ใจนักแต่หากว่าต้องเป็นมื้อสุดท้ายของชีวิตขอดื่มสุราให้สมใจอยากก่อนเถิด
“ศิษย์น้องรินสุรา” เฉินตงกล่าว
เย่วชิงยังไม่ทันเอื้อมมือไปหยิบกระปุกสุราโดนอู๋ซีตัดหน้าไปเสียก่อนไม่เพียงรินสุราให้คู่ปรับเท่านั้นยังรินสุราให้กับนางอีกด้วย เฉินตงยกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอกหันไปคีบเนื้อหมักคีบใส่ปากด้วยท่าทีปกติเช่นเดียวกับคนรินสุราให้ซึ่งใจเย็นราวกับพยัคฆ์หมอบนิ่ง
ไม่รอให้มีคนเอ่ยปากเย่วชิงคว้ากระปุกสุรามาถือไว้ แล้วรินแจกให้คนทั้งสองเสียเอง เฉินตงยกจอกสุราชนกับนางแล้วดื่มรวดเดียว
“สมใจนัก”
นางยิ้มแฉ่งพอใจหนักหนา
“ตั้งใจมาดื่มสุราหรืออย่างไร”อู๋ซีถาม
“บังเอิญผ่านมาเท่านั้นแต่ครั้นรู้ว่าขุนพลอู๋เดินทางมายังตำบลเล็กๆ แห่งนี้ แถมนำพาผู้คนตามมาจำนวนมากคิดว่าค่ำคืนนี้คงคึกครื้นแน่ หากได้ดื่มสุรา สนทนากับท่านนับว่าโชคช่วยนัก”
เย่วชิงฟังแล้วก็ชักเอ๊ะใจเห็นทีศิษย์พี่ตัวปลอมของนางจะปากไม่ตรงกับใจเสียละกระมังคราวก่อนจำได้ว่าเฉินตงเคยบุกเข้าไปขโมยของในค่ายทหารอัศวินดำมาแล้วทหารพวกนั้นคงต้องการล้างแค้นที่โดนลูบคมเป็นแน่
“สุราในวันนี้พี่เฉินดื่มได้เต็มที่ชะตาฟ้ากำหนด เจอกันหนหน้ายังไม่รู้ว่าโชคดีจะเป็นของข้าหรือท่าน”
เฉินตงหัวร่ออย่างถูกใจพลางยกสุราดื่มจนหมดจอกมือเปลี่ยนไปจับทวนบนโต๊ะพูดเสียงเบาว่า
“ศิษย์น้องหากต้องการดื่มต่อติดตามศิษย์พี่ไปตั้งแต่ตอนนี้เถอะได้เมามายสมใจแน่”
เย่วชิงได้ยินคำกล่าวนั้นหัวใจลิงโลดอย่างบอกไม่ถูกแต่ยังไม่ทันได้ตกปากรับคำก็ได้ยินคนพูดแทรก
“ช้าก่อนพี่เฉินท่านน่ะไปได้ไม่มีปัญหาแต่ขอทานน้อยผู้นี้ย่อมต้องอยู่ก่อน”
ตายล่ะ แม้ว่าจะพอคาดเดาได้ว่าเรื่องราวจะเลวร้ายอยู่ห้าหกส่วนแต่มีนักรบป่าแทรกเข้ามายังหวังว่าหัวหน้าของทหารชุดดำเหล่านั้นอาจจะเกรงใจอยู่บ้าง
แต่เย่วชิงรู้แล้วว่านางคิดถูกเพียงครึ่งเดียว
“มีทางตกลงได้หรือไม่อาเฟยผู้นี้เป็นศิษย์น้องข้าเอง”
ได้ยินเสียงอู๋ซีหัวร่อถือพัดกระดาษในมือแล้วพลันดีดออกเกิดเป็นพลังรุนแรงสายหนึ่งพุ่งไปยังคนที่นั่งตรงข้ามเห็นเฉินตงเปลี่ยนจากถือทวนเป็นยกตะเกียบขึ้นต้านโดยหมุนตะเกียบคว้างเป็นวงกลมบังเกิดเสียงดังติงติง
พัดกระดาษกับตะเกียบไม้กับกลายเป็นอาวุธพิสดารได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“อาเฟยระวังตัวด้วย พวกมันจะลงมือแล้ว”
เย่วชิงได้ยินเสียงเตือนนั้นดังถนัดชัดหูเมื่อมีคนออกหน้าต้านอู๋ซีไว้แล้วนับว่าเบาแรงไปไม่น้อย ได้ยินเสียงตวาดของคนทางด้านหลังเห็นเงาดาบพุ่งเข้ามาราวพายุฝน จึงเอนร่างหลบด้วยสัญชาติญาณกลิ้งตัวลงบนพื้นอย่างทุลักทุเล
ได้เวลาแสดงวิชาร้ายกาจเสียที
นางพลันหัวร่อดังดีดตัวเองขึ้นคล้ายคันธงแล้วเกร็งลมปราณขึ้น เผ่นโผนขึ้นกลางอากาศล้วงลงไปข้างเอวทั้งสองข้างแล้วสะบัดออกทันทีเห็นประกายสีเงินพร่างพรายพุ่งเข้าสู่ทหารอัศวินดำเหล่านั้น
ชั่วพริบตาได้ยินทหารผู้โชคร้ายเหล่านั้นร้องโอดโอยบ้างกุมไหล่ บ้างกุมหน้าอก ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
เย่วชิงยืนขึ้นอีกครั้งสุขใจอย่างบอกไม่ถูก แม้จะร่ำเรียนวิชาฝีมือจากท่านปู่มาหลายอย่างแต่นับเอาความรุดหน้าความสำเร็จกลับเป็นอาวุธลับอย่างเข็มพิรุณฟ้า
แต่กลางสนามรบทุกอย่างไม่มีทางจบได้ง่ายๆ
ทหารชุดดำหน้าเข้ามาอีกแล้วเย่วชิงใช้ความแคล่วคล่องหลบหลีกติดต่อกันสามกระบวนท่าหยิบมีดสั้นที่เหน็บไว้เหนือเอวออกมาแล้วใช้มันเป็นเหมือนตาข่ายเหล็กปัดป้องดาบเล็กใหญ่ที่ฟาดฟันเข้ามา
นางบุกพลางต้านพลางอยู่พักใหญ่จนรู้สึกว่าถอยไปชนแผ่นหลังของใครอีกคน
“ศิษย์น้องยอดเยี่ยมนักฝีมือเช่นนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน”
เฉินตงนั่นเอง
นักรบป่าถือทวนในมือประจันหน้ากับอู๋ซีที่ในมือเพิ่มดาบขึ้นมาเล่มหนึ่งสถานการณ์นับว่าน่าหวาดเสียวยิ่ง หากว่าอยู่คนเดียวเย่วชิงคงต้องเพลียงพล้ำแน่แต่มีเฉินตงเข้ามากั้นกลาง จากหนึ่งกลายเป็นสิบและเชื่อว่าหากเพลงทวนแผลงฤทธิ์จากหนึ่งอาจกลายเป็นร้อยด้วยซ้ำ
“ตามหลังข้า” นักรบป่ากระซิบข้างหู
เย่วชิงหันไปมองทางด้านหลังเห็นอู๋ซีเผ่นโผนเข้ามาแล้ว ได้แต่ทำตามเฉินตงทวนเหล็กสะบัดไปมาบังเกิดเสียงดังหวีดหวิวราวพายุ นางเองสู้พลางถอยพลางก้าวตามนักรบป่าไม่ยอมห่างรู้สึกถึงหนทางหลบรอด เคลื่อนจากซ้ายมาขวา บางครั้งก้มหัวลงต่ำ ถอยเฉียงไปตามสภาวะ
หากแต่อู๋ซีก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันลงมืออย่างดุดัน ตะโกนสั่งทหารให้รุกแทนการรับ เย่วชิงเริ่มรู้สึกตึงมือยิ่งเป็นเช่นนี้ต่อไปเห็นทีจะเพลี่ยงพล้ำ
“อาเฟย มีแรงพอหรือไม่”
เย่วชิงกำหมัดแทนคำตอบหันไปมองเฉินตงซึ่งแหงนมองไปยังเบื้องบนหลังคาซึ่งนางแอบซ่อนตัวอยู่ในตอนแรกนั่นเอง
ได้ยินเสียงควั่บๆ ดังขึ้นเห็นเชือกเส้นหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นเหนือหัวพร้อมกับได้ยินเสียงกระเบื้องหลังคาแตกกระจาย
“จับพวกมันไว้” อู๋ซีตวาด
เย่วชิงรู้สึกเหมือนถูกพลังบางอย่างดูดขึ้นโบยบินเหมือนนกถูกปล่อยออกจากกรง ได้ยินเสียงคนโห่ร้องอยู่เบื้องล่างดังไกลออกไป
ที่แท้เฉินตงใช้อาวุธติดตัวทลายหลังคากระเบื้องแตกกระจายแล้วพาตัวเองพร้อมด้วยนางหลบเร้นออกมาได้ด้วยวิธีนี้เอง
หัวหน้านักรบป่า มีพลังฝีมือน่าสะเทือนขวัญอย่างแท้จริง