ผ่านไปนานขนาดนี้ ในที่สุดหลินจื่อเอ๋อร์ก็ตั้งครรภ์เสียที ไม่เสียแรงที่เขาขยันหมั่นเพียรพลิกฟื้นผืนนาอย่างหนัก แต่โจวลั่วก็เริ่มตระหนักได้ว่า หลังจากระดับบำเพ็ญเพิ่มขึ้น ความยากในการทำให้ตั้งครรภ์ก็เพิ่มขึ้นไม่น้อยจริง ๆ หากเป็นตัวเขาในตอนแรกเริ่ม คาดว่าป่านนี้คงมีลูกเป็นสิบคนไปแล้ว
มีได้อย่างก็ต้องมีเสียอย่าง แต่การบำเพ็ญย่อมทอดทิ้งไม่ได้แน่นอน มิฉะนั้นต่อให้สุ่มได้ทักษะการปรุงยาระดับห้า แต่หากเป็นเพียงผู้บำเพ็ญระดับฝึกปราณ คนอื่นก็ยังตบเขาให้ตายได้ด้วยฝ่ามือเดียว
การสุ่มรางวัลเป็นเพียงตัวช่วย แต่ขอบเขตพลังต่างหากคือสิ่งสำคัญ
โจวลั่วหยุดการบำเพ็ญ และจมดิ่งสมาธิลงสู่หน้าต่างการสุ่มรางวัลอีกครั้ง เพียงจิตเคลื่อนไหว กลุ่มแสงสีทองก็เริ่มหมุนวน เขามองดูแป้นหมุนสีขาวอย่างสงบนิ่ง หัวใจไร้ซึ่งความหวั่นไหวใด ๆ เพราะเขาพบว่ายิ่งอยากได้สิ่งใด ก็ยิ่งไม่ได้สิ่งนั้น สู้ทำตัวตามสบายปล่อยวางเสียหน่อย บางทีระบบอาจจะมอบเซอร์ไพส์ให้เขาก็ได้
ไม่กี่วินาทีต่อมา กลุ่มแสงสีทองก็หยุดลงที่ช่อง [ศัสตราเวท]
เป็นอย่างที่คิด การปล่อยวางนำมาซึ่งโชคดีจริง ๆ หากเป็นศัสตราเวท ของที่สุ่มได้ย่อมไม่เลวร้ายแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นศัสตราเวทที่ช่วยเพิ่มพลังต่อสู้พื้นฐาน หรือศัสตราเวทที่ช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญ ล้วนเป็นสิ่งที่เขาต้องการในยามนี้
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ท่านได้รับหยกเชื่อมจิตวิญญาณ!]
[รางวัลถูกส่งไปยังช่องเก็บของของโฮสต์โดยอัตโนมัติ โปรดตรวจสอบ!]
"หยกเชื่อมจิตวิญญาณอย่างนั้นหรือ" โจวลั่วไม่เคยได้ยินชื่อศัสตราเวทชนิดนี้มาก่อน
เขาจึงรีบเข้าไปดูในช่องเก็บของ และพบว่ามีสัญลักษณ์รูปหยกประดับเพิ่มขึ้นมาหนึ่งชิ้น
[หยกเชื่อมจิตวิญญาณ]
[ระดับ : ระดับหนึ่งขั้นสูง]
[คำอธิบาย : กลั่นขึ้นจากโลหิตสกัดของสัตว์อสูรที่ทรงพลังบางชนิด เมื่อสวมใส่จะช่วยบำรุงจิตใจ ป้องกันการโจมตีทางวิญญาณได้ในระดับหนึ่ง และช่วยเพิ่มพลังจิตตานุภาพให้แก่ตนเองอย่างมหาศาล]
คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นศัสตราเวทระดับหนึ่งขั้นสูง โจวลั่วรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ประจวบเหมาะกับที่เขากำลังขาดแคลนศัสตราเวทเช่นนี้พอดี เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่เขาทดลองหลอมโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงสุด เขาพบกับปัญหาพลังจิตเหือดแห้ง แม้เขาจะเป็นนักปรุงยาระดับหนึ่งขั้นสูงสุดแล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญกับโอสถระดับสูงสุด มันกลับต้องใช้สมาธิและพลังจิตมากกว่าโอสถก่อนหน้านี้มาก จนทำให้ความเร็วในการปรุงยาของเขาลดลงอย่างมหาศาล
ยามนี้เมื่อมีศัสตราเวทชิ้นนี้แล้ว เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้อีกต่อไป เขาตัดสินใจเลือกใช้งานทันที
วินาทีต่อมา โจวลั่วในโลกภายนอกก็พบว่ามีหยกประดับสีขาวนวลปรากฏขึ้นในมือ เมื่อเขาสวมมันไว้ที่คอ ก็สัมผัสได้ถึงกระแสความเย็นสดชื่นที่แผ่ออกมาจากหยกเชื่อมจิตวิญญาณ ผ่านผิวหนังเข้าสู่ขั้วหัวใจ ทำให้จิตใจของเขาสงบนิ่ง ดวงตาเห็นธรรมอย่างชัดเจน ราวกับกำลังเอนกายอยู่ท่ามกลางทะเลสาบที่เงียบสงบ
ต่อมาเมื่อโจวลั่วลองบำเพ็ญเพียรดูอีกครั้ง ความรู้สึกก็ต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน หากจะบอกว่าการบำเพ็ญก่อนหน้านี้เหมือนการเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ยามนี้เขาก็ราวกับกำลังก้าวเดินอยู่บนปุยเมฆขาว ไร้ซึ่งสิ่งรบกวนหรืออุปสรรคใด ๆ สมกับที่เป็นศัสตราเวทระดับหนึ่งขั้นสูงจริง ๆ
ใกล้เวลาเที่ยง โจวลั่วเดินออกจากห้องฝึกตน เมื่อมาถึงห้องโถงชั้นล่างก็พบว่า เสี่ยวซื่ออี๋กำลังหยอกล้อกับแมววิญญาณเหมันต์โดยมีสาวใช้คอยดูแล เจ้าแมวขาวตัวน้อยนอนหมอบอยู่บนโต๊ะอย่างขี้เกียจ ดูเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง แต่เสี่ยวซื่ออี๋กลับจ้องมองมันตาไม่กะพริบ พลางหัวเราะร่าและร่ายรำไปมาเป็นพัก ๆ โจวลั่วเดินเข้าไปใกล้นางยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
"นายท่าน" สาวใช้ย่อกายคำนับ
โจวลั่วนั่งลงข้าง ๆ แมววิญญาณเหมันต์ มือขวาลูบขนที่นุ่มสลวยของมันเบา ๆ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงความสั่นไหวในจิตใจ แมววิญญาณเหมันต์ลืมตาขึ้นทันควัน แววตาของมันเต็มไปด้วยความสับสน ในขณะเดียวกันเสี่ยวซื่ออี๋ก็ทำหน้าฉงนแล้วพูดเสียงอ้อแอ้ว่า
"เสี่ยวไป๋ ว่าวหายไปไหนแล้ว"
จากนั้นนางถึงเพิ่งสังเกตเห็นโจวลั่ว แล้วเรียกขึ้นว่า "ท่านพ่อ"
โจวลั่วอุ้มนางขึ้นมา "เตรียมตัวกินข้าวได้แล้ว"
"เจ้าค่ะ" เสี่ยวซื่ออี๋ทำหน้าละห้อยเล็กน้อย
ส่วนโจวลั่วกุมหยกประดับไว้พลางครุ่นคิด หยกเชื่อมจิตวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงชิ้นนี้ช่างใช้ดีจริง ๆ แม้แต่เขตแดนมายาของแมววิญญาณเหมันต์ก็ยังสามารถกั้นขวางได้ ยามนี้แมววิญญาณเหมันต์ที่อยู่ในวัยเยาว์กำลังค่อย ๆ ตื่นรู้ในพลังมายา หากเป็นเมื่อก่อนโจวลั่วย่อมได้รับผลกระทบจากมันแน่ แต่เมื่อมีหยกเชื่อมจิตวิญญาณ เขาก็ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ อีกเลย
หลังจากครุ่นคิดจบ เขาก็อุ้มเสี่ยวซื่ออี๋เดินไปยังห้องอาหาร โดยมีแมววิญญาณเหมันต์เดินตามหลังเจ้านายไปอย่างว่าง่าย
เมื่อเด็ก ๆ เริ่มโตขึ้น โต๊ะอาหารก็พลันครึกครื้นขึ้นมาทันที เจ้าตัวน้อยทั้งหลายต่างเจื้อยแจ้วคุยกันไม่หยุด ราวกับนกกระจอกนอกหน้าต่าง แม้จะเสียงดังแต่ก็ไม่รู้สึกรำคาญ แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาหลายส่วน
แมววิญญาณเหมันต์หมอบอยู่อย่างสงบข้างกายเสี่ยวซื่ออี๋ ตั้งแต่รู้ว่าเสี่ยวซื่ออี๋ชอบมันมาก โจวลั่วก็ได้กำชับให้มันดูแลเจ้านายตัวน้อยคนนี้ให้ดี ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีจริง ๆ แม้แต่บางครั้งยังยอมให้เสี่ยวซื่ออี๋เข้าไปในโลกมายาเพื่อสัมผัสความสุข ซึ่งเรื่องนี้โจวลั่วอนุญาตแล้ว เพราะเขาพบว่าโลกมายาไม่ได้ทำร้ายเสี่ยวซื่ออี๋ อีกทั้งการทำเช่นนี้บ่อย ๆ ยังช่วยเพิ่มความเชี่ยวชาญในการควบคุมมายาให้กับแมววิญญาณเหมันต์อีกด้วย
ขณะที่อุ้มเสี่ยวซื่ออี๋และมองภาพตรงหน้า โจวลั่วก็เกิดความคิดอยากจะบันทึกภาพนี้ไว้เสียจริง แต่น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มีกล้องถ่ายรูป ส่วนศัสตราเวทที่ใช้บันทึกภาพก็ราคาไม่ใช่น้อย ๆ คงต้องรอดูว่าในอนาคตจะสุ่มได้หรือไม่
หลังจากทานอาหารเสร็จ โจวลั่วกำชับเรื่องราวเล็กน้อยแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณเพียงลำพัง ยามนี้เขายังมีเวลาเหลืออีกตั้งสามเดือนกว่า ๆ ในเมื่อตอนนี้ไม่มีธุระอะไร ย่อมต้องตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี
เมื่อมาถึงแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณอีกครั้ง โจวลั่วก็พบว่าห้องฝึกตนของเขาถูกย้ายมาอยู่บริเวณวงรอบในเสียแล้ว แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณของตระกูลหลินมีการจัดวางตามผังแปดทิศ ภายใต้การกั้นขวางของค่ายกล จึงถูกแบ่งออกเป็นวงรอบนอก วงรอบใน และแกนกลาง
แกนกลางคือสถานที่บำเพ็ญของสายหลักและบุคคลสำคัญของตระกูล วงรอบนอกคือที่สำหรับลูกหลานตระกูลที่ไม่สลักสำคัญรวมไปถึงเหล่าเขยแต่งเข้าตระกูล ส่วนวงรอบในที่อยู่ตรงกลางนั้น มักจะเป็นกำลังหลักของตระกูลหรือผู้ที่เป็นความหวังในอนาคต ดูเหมือนว่าหลังจากที่ได้สนทนากับผู้อาวุโสใหญ่ในครั้งก่อน ฐานะของเขาก็ได้รับการยกระดับขึ้นอีกครั้ง
เขานั่งลงบนเบาะรองนั่งในห้องฝึกตน โจวลั่วเริ่มโคจรเคล็ดรวบรวมปราณ ทันทีที่เริ่มร่ายเคล็ดวิชา เขาก็สัมผัสได้ชัดเจนว่า ความเร็วในการดูดซับพลังปราณที่นี่รวดเร็วกว่าเดิมหลายสิบเท่า หากบำเพ็ญด้วยความเร็วระดับนี้ คาดว่าเขาคงจะทะลวงระดับได้ในไม่ช้า เขาจึงทำใจให้สงบนิ่งและเริ่มเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรอย่างจดจ่อ
ในช่วงเวลานี้ ภายในตระกูลหลินก็ได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอีกครั้ง เหมืองแร่ปราณที่เพิ่งแย่งชิงมาได้ก่อนหน้านี้ จู่ ๆ ก็ถูกลอบโจมตีโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ทำให้ผู้บำเพ็ญที่เฝ้าอยู่ล้มตายและบาดเจ็บสาหัส ภายหลังจึงพบว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้บำเพ็ญมาร
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลหลินจึงได้เสริมกำลังป้องกันที่เหมืองแร่ปราณ แต่เดิมทีผู้บำเพ็ญของตระกูลก็สูญเสียไปไม่น้อยจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ หากจะเพิ่มกำลังป้องกันที่นี่ เหมืองแร่แห่งอื่นก็เกรงว่าจะถูกผู้ที่จ้องทำลายหาโอกาสเล่นงานเอาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากที่สภาผู้อาวุโสหารือและตัดสินใจร่วมกัน จึงได้ส่งปรมาจารย์ค่ายกลจำนวนมากไปประจำการตามเหมืองแร่อื่น ๆ เพราะอย่างไรเสียปรมาจารย์ค่ายกลเพียงคนเดียว ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ได้เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญนับสิบคน
นอกจากนี้ เหล่าเขยแต่งเข้าตระกูลรุ่นแรกที่ตระกูลหลินรับเข้ามา ต่างก็ถูกส่งไปยังเหมืองแร่ต่าง ๆ โดยมีเขยแต่งเข้าตระกูลรุ่นหลังเข้ามาแทนที่ตำแหน่งเดิมของพวกเขา เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า 'ลูกเมียของเจ้าข้าจะดูแลเอง ไม่ต้องกังวลไป'
จนถึงยามนี้ นอกจากโจวลั่วแล้ว เหล่าเขยแต่งเข้าตระกูลที่เข้าสู่ตระกูลหลินพร้อมกันในตอนนั้น ต่างก็ไม่เหลือใครอยู่ในตระกูลอีกเลย