ตอนที่ 152
หญิงวัยกลางคนตระกูลเล้ง ขณะที่ส่งลมปราณช่วยเหลือไปยังร่างของ ซุนแท้จริงแล้วนางยังแอบแฝงใช้ลมปราณตรวจสอบ จุดชีพจร สายเลือด และเอกลักษณ์บุคคลต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของ ซุน อีกด้วย เพราะนางยังคับข้องใจเกี่ยวความรู้สึก ที่นางรับรู้อย่างพร่าเลือนเกี่ยวกับตัวของเด็กหนุ่มคนนี้...
สำหรับสายเลือดตระกูลเล้งทุกคนนั้น จะมีเอกลักษณ์บ่งชี้บางอย่างที่คนในตระกูลเล้งจะสามารถรับรู้ได้ทันที หากทำการตรวจสอบผ่านลมปราณโดยตรงเช่นนี้...นางมีความคิดที่ว่า ซุน อาจจะเป็นสายโลหิตที่ห่างไกลของตระกูลเล้ง ในลักษณะของลูกเสี้ยวที่มีเชื้อสายเจือจาง
ทว่า...เมื่อนางได้ตรวจสอบ กลับไม่พบเอกลักษณ์บ่งชี้ใด ๆ ของสายเลือดตระกูลเล้งไหลเวียนอยู่เลยในร่างของ ซุน!! แม้จะรู้สึกได้ว่าร่างกายของเด็กคนนี้แปลกประหลาดแต่ความประหลาดบนโลกนี้นั้นก็ยังมีให้พบได้มากมายนับไม่ถ้วน ไหนเลยจะที่ดึงเอาความประหลาดมาบ่งชี้ที่มาอะไรได้
ที่นางเห็นร่องรอยเส้นใยแห่งชะตากรรมบางอย่างจากตัว ซุน มีความเกี่ยวกันกับตระกูลเล้งนางยังนึกสงสัยในทักษะของตนเอง ว่าแท้จริงแล้วอาจเป็นความบ่งพร่องในทักษะของนางเสียมากกว่า...และในขณะช่วงที่นางกำลังครุ่นคิดพิจารณาอยู่นั้น กลับได้ยินเสียงของ ซุน กล่าวขึ้นแผ่วเบา...
“อาจารย์หญิง... เล้งซิ่วอิง...”
“!!!!!!!!!!” ทันทีที่นางได้ยิน ดวงตาของนางพลันฉายประกายแสงบางอย่างขึ้นมา
“เด็กน้อย... เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?!”
ซุน เผยท่าทีกระอักกระอ่วน ความจริงเมื่อครู่นี้ ซุน มิได้คิดจะกล่าวออกไปแต่ตนดันเผลอพลั้งปากกล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้น เพราะความจริงแล้ว เล้งซิ่วอิง ภรรยาของเหยาหมิง ตายไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ทั้ง เหยาหมิง ยังกล่าวเรื่องนี้ตนเองย่อมไม่มีทางผิดพลาดจึงไม่อาจกลายเป็นคนตรงหน้าในเวลานี้ได้...
“ขะ...ขออภัยผู้อาวุโส ผู้เยาว์เผลอตัวพลั้งปากไปเท่านั้นเพราะรู้สึกว่าใบหน้าของท่านดูคล้ายกับภาพวาดของ อาจารย์หญิง....”
ไม่ทันที่ ซุน จะกล่าวได้ครบประโยค นางก็เบิกตากว้างยกมือสองข้างจับไปที่ไหล่ของซุน พร้อมกับเขย่าอย่างแรง สัมผัสได้ถึงความสับสนถึงขีดสุดจากทั้งสายตาและการกระทำของนางก่อนที่ดวงตาของนางจะค่อย ๆ กลับมาสงบอีกครั้ง เมื่อนางรู้สึกได้ถึงปราณวิถีบางอย่างจากร่างของซุน
“วิถีเซียนเมรัย... ที่แท้เจ้าก็คือ ศิษย์ของ เหยาหมิง งั้นสินะ!! หากใช่ให้พยักหน้าบอกกับข้า ไม่ต้องกล่าวเป็นวาจาออกมา” เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของซุน แต่เสียงนี้กลับมิได้เปล่งออกจากปากของหญิงวัยกลางคนผู้นี้
ซุน ค่อยนึกขึ้นได้ว่าชนชั้นยอดฝีมือระดับสูง จะมีทักษะหนึ่งที่เรียกว่ากระแสเสียงลมปราณเป็นทักษะที่ใช้พูดคุยกันโดยไม่เปล่งเสียง แต่จะใช้ความละเอียดอ่อนในการควบคุมลมปราณเป็นความเข้าใจที่ส่งผ่านออกไป มิต่างเสียงกระซิบที่เข้าไปในหัวของอีกฝ่ายโดยตรง และที่ต้องลำบากทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้ความลับรั่วไหล ซึ่งนางก็กำลังทำเช่นนั้นกับ ซุน
ซุน จึงสูดลมหายใจลึก และพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
นางสะท้านสะเทือนไปโดยพลัน รีบกวาดตามองไปยังรอบกาย เพื่อสำรวจว่ามีผู้ใดสนใจในคำพูดของซุน ก่อนหน้านี้หรือไม่... โชคดีที่เกือบทั้งหมด ล้วนเพ่งความสนใจไปยัง เกาเทียนฉีที่กำลังคำรามเสียงต่อต้านขัดขืน จึงกลบทับความสนใจของทุกคนที่มีต่อ ซุนไปโดยปริยาย นางจึงโล่งใจขึ้นเปราะหนึ่ง...
สายตาที่นางมองกลับมายัง ซุนเต็มไปด้วยความเศร้าสลดบางอย่างที่แฝงเร้น ก่อนจะใช้กระแสเสียงลมปราณเอ่ยถามกับซุน อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง... “เพื่อความปลอดภัยของเราทั้งคู่เจ้าอย่าได้เอ่ยตอบอะไรออกมา เพียงแค่พยักหน้าหรือส่ายหน้าแทนการตอบคำถามของข้าก็พอ...เข้าใจหรือไม่?!”
ซุน อึ้งงันสับสนเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับโดยดี...
“อย่างแรกเลยตัวข้ามิใช่ เล้งซิ่วอิง อาจารย์หญิงของเจ้า...แต่ข้าเป็นน้องสาวของนาง นามว่า เล้งซิ่วอัน ข้านั้นรู้จักอาจารย์ของเจ้า เหยาหมิงเป็นอย่างดีเมื่อในอดีต...” นางกล่าวขึ้นผ่านกระแสเสียงด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ
ซุน แม้จะพยายามเก็บอากัปกิริยาอย่างมิดชิดแววตายังอดไม่ได้ที่ฉายความตื่นตะลึงบางอย่างออกมา ไม่คิดว่าจะได้บังเอิญพบเจอน้องสาวของอาจารย์หญิงที่นี่
“เหยาหมิง ยังปลอดภัยดีหรือไม่?” นางเอ่ยถามเนิบนาม
ซุน ก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ ทำเอานางถึงกับสะท้านหวั่นไหวในคำตอบ...
“เหยาหมิง ตายไปแล้วงั้นหรือ?”
ซุน ส่ายหน้าอีกครั้ง ทำให้นางเบาใจไปอีกขั้น... แต่ดูเหมือนว่ารอบด้านจะเริ่มมีคนจับสังเกตมายังตัวนางและซุน ท่ามกลางสายตาจำนวนมากแห่งนี้ นางก็มิอาจแสดงเจตนาได้ชัดเจนมากนัก คล้ายว่ามีขอบเขตที่นางทำได้และทำไม่ได้อยู่เช่นกัน...
“ไว้ข้าจะพยายามสืบเรื่องต่อจากนี้เองก็แล้วกัน...แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องตอบข้ามา วัตถุมรดกทั้งหมดของ เหยาหมิง เวลานี้อยู่กับเจ้าหรือไม่?!” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความจริงจังแฝงเร้น ทั้งยังไม่ได้ระบุเป็นวัตถุชิ้นใดอีกด้วย
แม้ว่านางจะเป็นผู้ช่วยชีวิต ซุน เอาไว้ ทั้งยังแสดงความเป็นมิตรไมตรีบางอย่าง...แน่นั่นก็มิได้ทำให้ ซุน ไว้วางใจนางถึงขีดสุด อย่างไรนางก็เป็นคนแปลกหน้า ต่อให้กล่าวอ้างเช่นไรซุน ก็มิได้มีหลักฐานยืนยันเจตนาของนาง
ดังนั้น ซุน จึงเลือกที่จะส่ายหน้า ปฏิเสธการคงอยู่ของมรดกเหล่านั้น
นางถอนหายใจแผ่วเบา...
“ดีแล้ว... เหยาหมิง รับปากกับข้าว่าจะเก็บงำทุกอย่างให้มิดชิดดีแล้วที่เจ้าไม่ได้รับสิ่งใดมา มิเช่นนั้นยุทธภพแห่งนี้อาจเกิดความวุ่นวายไร้สิ้นสุดต่อให้ เหยาหมิง ต้องตาย ก็ควรจะให้ความลับเหล่านั้นเลือนหายไปพร้อมกัน...”
ซุน ได้ฟังเช่นนั้นก็สะท้านสั่นไหว ทว่ายังคงเก็บอากัปกิริยาแน่นิ่งไม่แสดงออกไป...เล้งซิ่วอัน สะบัดมือออกไปครั้งหนึ่ง คล้ายเป็นทวงท่าสามัญ หากแต่แท้จริงแล้วนางใช้ความเร็วและทักษะบางอย่างของนางทำให้หยกสื่อสารโบราณชิ้นหนึ่งลอยเข้าไปอยู่ด้านในเสื้อของ ซุนโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น...
“เรื่องที่เจ้าเป็นศิษย์ของ เหยาหมิง จงพยายามปกปิดให้เป็นความลับอย่างที่สุด...โดยเฉพาะกับชายแก่สองคนจากตระกูลเล้ง ที่เดินทางมาพร้อมกับข้า... หากสองคนนั้นทราบเรื่องนี้ตัวเจ้าย่อมตายอย่างไม่ต้องสงสัย…
หยกสื่อสารชิ้นนั้น ให้เจ้ารอรับการติดต่อเพียงอย่างเดียวอย่าได้ใช้มันติดต่อกลับมาหาข้า เพราะตัวข้าก็กำลังถูกควบคุมพฤติกรรม และมีอันตรายรอบด้านจากคนในตระกูลเล้งเช่นเดียวกัน...อีกทั้งเมื่อยามที่ข้าติดต่อไปหาเจ้า หากในเวลานั้นเจ้ามิได้อยู่เพียงลำพัง ก็ห้ามรับการติดต่อจากข้าอย่างเด็ดขาดไม่มีใครไว้ใจได้... เข้าใจหรือไม่?!” นางกำชับแน่น
ซุน ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
จากที่ฟังก็พอจะรู้แจ้งเรื่องราวได้บ้างแล้ว...
เล้งซิ่วอัน สืบเท้าเนิบนาบเดินจากไป... ซุน ยืดอกมั่นประสานมือโค้งตัวสุภาพกล่าวเสียงดังกังวานออกไป เผยความแน่นหนัก...
“ขอบคุณผู้อาวุโส ที่ช่วยชีวิต!! จิตเมตตากรุณา และต่อต้านความไม่ยุติธรรมของท่านจะเป็นวิถีทางแห่งแสงสว่างให้กับผู้เยาว์หลังจากนี้ ตอบแทนชีวิตน้อย ๆ ที่ท่านยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ!!”
การแสดงออกของ ซุน ทำให้สายตาของผู้ที่มองมาก่อนหน้านี้ คลายความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของซุน และ เล้งซิ่วอัน ไปได้หลายส่วน... ด้าน เล้งซิ่วอัน ฉายแววพอใจยิ่งอย่างน้อยนางก็ทราบแล้วว่า ซุน เป็นคนฉลาดและมีไหวพริบอยู่บ้าง ไม่ทำให้การติดต่อกันเมื่อครู่ถูกผู้ใดระแคะระคาย
เรื่องราวเหตุการณ์จบลงด้วยการที่ เกาเทียนฉี ถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าชมการประลองต่อจากนี้ทั้งหมดไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานอภิเษก ทั้งยังถูกลงโทษด้วยการลดทอนอำนาจการค้าบางอย่างของตระกูลเกากับทางราชวงศ์ไป๋หู่ด้วยเหตุผลที่ว่าทำตัวไม่เหมาะสม…
ส่วนเรื่องการประลองของ ซุน นั้น ภายใต้การปรึกษากันในหมู่กรรมการทุกคนต่างเห็นพ้องว่า แม้ ซุน จะลงมือหนักไปบ้าง ทว่าก็ยังอยู่ภายในกรอบของกติกาทั้งที่มีโอกาสดับสังหาร เกาทงหลิน ได้ด้วยซ้ำ แต่เลือกที่ทำลายเพียงพื้นฐานบ่มเพาะ...
การลงมือหนักของ ซุน ถูกมองว่า มาจากความพลุกพล่านของอารมณ์ระหว่างการประลองที่ เกาทงหลิน เองก็ใช้อาวุธลับร้ายแรงในการลอบสังหารเช่นกัน... ในระหว่างการประลองทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้ ผู้ที่ขึ้นประลองย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงในส่วนนั้นด้วยเช่นกัน
ซึ่งสายตาของเหล่าผู้ชม ก็เห็นพ้องในเรื่องนี้ แม้จะมีคนที่ออกมาต่อต้านคำตัดสินอยู่บ้างแต่ก็ถือเป็นส่วนน้อย ทั้งคนเหล่านั้นยังมีความเกี่ยวพันกับตระกูลเกาจึงไม่ได้การพิจารณาคำร้อง... ดังนั้นผลการประชุม จึงเป็นเอกฉันท์ ถือว่าเป็นชัยชนะที่ได้มาอย่างถูกต้องของซุน และได้ผ่านเข้ารอบในฐานะตัวแทนจากสายที่ 4 อย่างเต็มภาคภูมิ...
การต่อสู้หลังจากนั้น คือการเผชิญหน้าระหว่าง ไป๋หู่จิวหรง และ ซวงฉวี่ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีความแตกต่างระหว่างทั้งสองคนอยู่พอสมควร องค์รัชทายาทไป๋หู่จิวหรง เป็นถึงชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 9 แต่ ซวงฉวี่ เป็นเพียงขั้นที่ 7ดังนั้นแม้นางจะต่อต้านอย่างสุดกำลัง ปราณบุปผาแผ่ซ่านไร้สิ้นสุด ส่งกลิ่นคละคลุ้งกระจายเต็มเวทีแต่สุดท้ายก็รับมือได้เพียง 20 กระบวนท่าเท่านั้น ไป๋หู่จิงหรง เอาชนะ ซวงฉวี่ ได้โดยที่ยังไม่เปิดเผยไม้ตายทักษะระดับเฉพาะ
ไป๋หู่จิวหรง จึงกลายเป็นตัวแทนจากสายประลองที่ 1 เข้าสู่รอบชิง
ในสายประลองที่ 2 เจี่ยโย่วเทียน ที่รอบก่อนหน้านี้เอาชนะ อี้เหวินเจียผู้พี่มาแล้ว รอบนี้ยังต้องเผชิญหน้ากับ อี้เหวินจิน ผู้เป็นน้องชาย...นับเป็นสายประลองที่โชคร้าย มีอัจฉริยะรุ่นเยาว์อยู่ภายในสายถึง 3 คน เข้าห้ำหั่นกัน
ทว่าด้วยประสบการณ์และความดุดันของวิถีแห่งกระบี่ ถึงจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากแต่ เจี่ยโย่วเทียน ก็สามารถแสดงพลังแฝงของศิษย์อันดับ 1 สำนักสายลมประจิมออกมาได้อย่างเต็มภาคภูมิแม้จะได้รับบาดเป็นที่แขนซ้ายจาก ทักษะระดับเฉพาะของ อี้เหวินจิน แต่ก็ยังสามารถพลิกเอาชัยชนะกลับมาได้โดยที่ตัวของ เจี่ยโย่วเทียน ไม่ได้ใช้ทักษะระดับเฉพาะของตนเองออกไปด้วยซ้ำ
เจี่ยโย่วเทียน จึงกลายเป็นตัวแทนของสายประลองที่ 2
หากให้ประเมินการต่อสู้คร่าว ๆ จากทั้งสามสายประลองที่ผ่านมาแล้ว แม้ว่าคู่ต่อสู้ของซุน ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ล้วนเป็นระดับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปเหมือนกัน...แต่ ซุน ดูเหมือนว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสมากที่สุด
อีกทั้งในการต่อสู้กับ เกาทงหลิน ตัวของ ซุน ยังถูกบีบบังคับให้ต้องดึงเอาท่าไม้ตายออกมาใช้ก่อนจะไปถึงรอบชิง ย่อมทำให้ถูกคู่แข่งคนอื่นเล็งเห็นจุดอ่อนของเคล็ดวิชาได้ก่อนใครเมื่อเทียบกับ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ที่ไม่ได้แสดงทักษะระดับเฉพาะออกมาเลยถือว่า ซุน เสียเปรียบอยู่มาก
แม้ว่าจะมิอาจใช้ตรงส่วนนี้ มาประเมินความสามารถทั้งหมดในการต่อสู้...แต่ก็พอจะวิเคราะห์คร่าว ๆ ได้ไม่ยาก ว่า ซุน ยังอ่อนด้อยกว่า ไป๋หู่จิวหรง และเจี่ยโย่วเทียน อยู่พอสมควร...
และแล้วก็มาถึงในสายสุดท้าย…
ลั่วชิงเหอ ปะทะ เฉียงตงฟาง...
....................................................