หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจมู่ไห่เฉินก็มีโอกาศกลับไปพัก แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะพรุ่งนี้ก็ต้องไปที่ว่าการแต่เช้า แน่นอนว่าช่วงนี้ต้องคุมเข้มทั่วทั้งเมือง ไม่มีมือปราบท่านใดสามารถหยุดพักงานได้
เมื่อไปถึงที่พักมู่ไห่เฉินคาดหวังว่าเถ้าแก่จะยังคงอยู่ที่เดิม แต่ครั้งนี้น่าแปลกนัก แม้มู่ไห่เฉินแม้ยื่นรออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่พบเถ้าแก่เลยแม้แต่เงา
ครั้งนี้นับว่าแปลกนักที่เถ้าแก่หายไป อย่างไรก็ดี มู่ไห่เฉินยามนี้เพียงอยากเดินกลับไปพักที่ห้องเสียหน่อย
แต่เมื่อเดินขึ้นบันไดขึ้นไปยังชั้นสองและทอดมองลงไปยังโต๊ะเถ้าแก่อีกครั้ง ครั้งนี้เถ้าแก่กลับยืนอ่านตำราอยู่ที่เดิม มู่ไห่เฉินสะดุ้งเฮือก เหตุใดเถ้าแก่จึงโผล่ตรงนั้นได้ ทั้ง ๆ มู่ไห่เฉินก็แทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ใด
แต่พอคิด ๆ ดู เถ้าแก่อยู่ตรงนั้นแหละดีแล้ว หากไม่อยู่ตรงนั้นก็คงจะแปลกใจเสียมากกว่า
มู่ไห่เฉินเดินกลับเข้าห้องพักตัวเอง ข้าวของแต่ละอย่างยังคงถูดจัดวางไว้ดังเดิม เหมือนว่าไม่มีผู้ใดเข้ามาภายในห้อง
หลังจากได้นอนพักผ่อนไปแล้วบ้าง ยามเย็นมู่ไห่เฉินเดินออกจากตรอกเล็กสู่ถนนใหญ่ใจกลางเมือง ตลอดทางล้วนถูกตกแต่งด้วยโคมไฟมากมาย
แน่นอนคืนพรุ่งนี้จะมีการแสดงและงานเลี้ยง เลยทำให้ชาวบ้านต่างออกมาตกแต่งโคมไฟมากมายตามท่องถนน
มู่ไห่เฉินตรงไปยังร้านอาหารใจกลางเมือง ที่มานี่ไม่ใช่อื่นใด หวังจะมาคืนจี้หยกให้แม่นางจาง
แต่แล้วก็น่าผิดหวังที่พอไปถึงแล้วก็พบว่าร้านไม่เปิด มู่ไห่เฉินมุ่งหน้าต่อไปยังหอจุ้ยเยว่ เพียงหวังว่าจะได้พบกับนางเสียหน่อย
เมื่อพอไปถึงแม้ประตูยังเปิดอยู่ แต่ก็มีป้ายประกาศปิดชั่วคราว มู่ไห่เฉินได้แต่ผิดหวังไม่รู้จะทำเช่นไรต่อ
ยามนั้นเองก็มีคนงานจากด้านในเดินออกมา มู่ไห่เฉินไม่รอช้ารีบไปสอบถามว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
หลังจากได้ตำตอบมู่ไห่เฉินก็เข้าใจทันที ที่แท้ตระกูลจางก็ได้รับเลือกให้ดูแลเรื่องอาหารสำหรับงานเลี้ยงในช่วงนี้ เห็นทีแม่นางจางก็คงจะวุ่นอยู่ไม่น้อย ไว้เสร็จงานเมื่อไรค่อยหาโอกาศมาพบเจอกับนาง
เช้าวันรุ่งขึ้นมู่ไห่เฉินรีบไปรายงานตัวแต่เช้ามืด วันนี้เขาได้รับมอบหมายให้เดินออกตรวจโดยรอบบริเวณลานกว้างหน้าที่ว่าการ
แน่นอนว่ามีหัวหน้ามือปราบเถี่ยไปด้วย วันนี้บริเวณต่าง ๆ ล้วนเต็มไปด้วยเวรยามแน่นหนา ที่นี่ไม่ใช่แค่เพียงมือปราบ แต่ยังมีทหารมากมายประจำจุดต่าง ๆ
ลานกว้างหน้าที่ว่าการปกติแล้วก็จะมีพื้นที่ว่าง แต่ครานี้ถูกจัดแจงเป็นเวทีแสดงขนาดใหญ่ คาดว่างานเลี้ยงค่ำคืนนี้คงถูกจัดแสดงที่นี่
มู่ไห่เฉินเดินตามมือปราบเถี่ยตรวจทั่วบริเวณ ทุกอย่างดูปกติ ทั้งเหล่าหทารและมือปราบต่างเข้มงวดในการตรวจตรา
และแล้วในช่วงค่ำคืนก็มาถึง ทั่วทั้งเมืองอู่หลินสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ บริเวณเวทีเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เหล่าชาวเมืองเองก็ต่างมารวมตัวกันที่นี่
ในรัสมีกว่าห้าสิบเมตรชาวเมืองถูกกันด้วยทหาร ด้านในก็เต็มไปด้วยทหารและเหล่าองครักษ์
บนเวทีนั้นมีการแสดงสับเปลี่ยนไปมาหลายชุด จนกระทั่งการแสดงที่ทุกคนเฝ้ารอก็มาถึง นั่นก็คือการแสดงการร่ายรำขององค์หญิงแปด
เมื่อดนตรีเริ่มบรรเลง การแสดงก็ได้เริ่มต้นขึ้น การร่ายรำทุกท่วงท่าล้วนงดงามสะกดสายตา
มู่ไห่เฉินเองก็อยู่ในกลุ่มมือปราบไม่กี่คนที่อยู่บริเวณท่านเจ้าเมือง ตรงหน้านั้นไม่เกินสิบเมตรก็เป็นเวทีการแสดง
ในยามนี่ทั่วทั้งเมืองอู่หลินเต็มไปด้วยโคมไฟลอยอยู่เต็มฝากฟ้า แต่มู่ไห่เฉินก็เห็นผิดสังเกตบางอย่าง
โคมไฟสี่ดวงลอยช้า ๆ และค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าหาเวทีทั้งสี่ด้านจากด้านบน ที่มู่ไห่เฉินรู้สึกว่ามันผิดปกติเพราะว่าปกติแล้วโคมไฟควรลอยไปในทิศทางเดียวกันเพราะกระแสลม แต่นี่โคมไฟกลับมาจากทั้งสี่ทิศล้วนมุ่งสู่เหนือเวที
ใจคอมู่ไห่เฉินรู้สึกไม่ค่อยดี เขาจ้องมองโคมไฟค่อย ๆ ลอยเข้าสู่เวทีจากมุมสูง มู่ไห่เฉินหันไปหามือปราบหลินให้ช่วยสังเกต มือปราบเถี่ยเมื่อเห็นก็เยื้องตัวเข้าไปฟัง
หลังจากมู่ไห่เฉินอธิบายให้ทั้งสองฟัง ทั้งสามจ้องมองโคมไฟนั้นอีกครั้ง และเหมือนจะเป็นอย่างที่มู่ไห่เฉินพูดจริง ๆ
มือปราบเถี่ยขมวดคิ้วก่อนตัดสินใจตะโกนให้อารักขาองค์หญิงลงจากเวที
หน่วยอารักขาที่อยู่รอบเวทีทันทีที่ได้ยินก็เคลื่อนไหวทันที แต่แล้วโคมไฟทั้งสี่เหนือเวทีก็ระเบิดขึ้น สะเก็ดไฟกระเด็นลงเบื้องล่างเวที มู่ไห่เฉินพุ่งตัวออกไป แต่ก่อนจะถึงเวทีก็เกิดการระเบิดขึ้น
เสียงระเบิดรอบเวทีดังสนั่นหวั่นไหว ควันไฟลอยฟุ่งไปทั่วบริเวณ อาคารบ้านเรือนที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรก็เกิดการระเบิดด้วยเช่นกัน
มู่ไห่เฉินกระเด็นออกมา เขารู้สึกมึนงงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ทางมือปราบเถี่ยและมือปราบหลินต่างก็ใช้โต๊ะกางขึ้นมาเพื่อป้องกันท่านเจ้าเมือง ทั้งองค์ชายและคนอื่น ๆ เองก็ต่างมีคนอารักขาเข้าปกป้อง
แรงระเบิดทำให้เหล่าทหารอารักขารอบเวทีต่างกระเด็นไปคนละทิศละทาง บางคนเจ็บหนัก บางคนก็ลุกขึ้นยื่นได้ก่อนจะรีบไปช่วยกันตักน้ำไปดับไฟ
เสียงร้องช่วยด้วยขององค์หญิงแปดดังลอดออกมาได้บาง ๆ
หลังจากควันเริ่มจางก็เห็นกองไฟลุกท่วมเวที กองไฟนั่นโฟมกระหน่ำรุนแรงยากจะดับลง
ทั้งชาวเมืองและผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างแตกตื่นวุ่นวายเต็มไปหมด
ทันที่เจ้าเมืองได้สติก็สั่งการปิดเมืองทันที ห้ามผู้ใดเข้าหรือออกเมืองจนกว่าจะมีคำสั่ง
นานกว่านับชั่วโมงกว่าจะสงบกองไฟลงได้ ทั่วทั้งบริเวณถูกปิดกั้น เหล่าองครักษ์จากวังหลวงและทีมมือปราบ ร่วมกับขุนนางหลายคนมีความเห็นไปทางเดียวกันว่านี่คือการลอบสังหารวางเพลิงแน่นอน แต่เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นต้องรีบสืบสวน
ยามนี้ทีมสืบสวนแบ่งออกเป็นสองทีม ทีมแรกเป็นของเหล่าองครักษ์จากวังหลวง และอีกทีมก็เป็นมือปราบของเมืองอู่หลิน แน่นอนว่าทีมมือปราบก็ประกอบไปด้วยหัวหน้ามือปราบเถี่ย มือปราบหลิน และมู่ไห่เฉินเป็นผู้สืบสวนหลัก
ผู้นำทีมสืบสวนครั้งนี้แน่นอนไม่ใช่ผู้ใดแต่เป็นมือปราบหลิน เมื่อถึงเวลาสืบคดีมือปราบหลินใบหน้าดูสุขุมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างกับตอนปกติที่ติดเล่นไม่จริงจังสักเท่าใด
มือปราบหลินพาทุกคนมายังที่เกิดเหตุ ซากเถ้าถ่านยังอุ่นอยู่ ข้อมูลที่มีตอนนี้ก็คือมีร่างสตรีที่ถูกเผ้าไหม้อยู่กลางเวที คาดเดาว่าเป็นองค์หญิงแปด เท่าที่ผลพิสูจน์มาจากหน่วยองครักษ์ เหตุผลที่คาดการเป็นเช่นนั้นก็คือร่างนั้นเป็นสตรีแน่นอน อีกทั้งบนร่างจะเจอเครื่องประดับหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเป็นตัวองค์หญิง
มือปราบหลินใช้นิ้วปาดบนพื้นที่ไหม้เกรียม บนนิ้วติดคราบดำขึ้นมา มือปราบหลินพอดมดูก็ยืนยันได้ว่านี่คือคราบน้ำมันและดินปืน นี่ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดถึงเกิดการระเบิดรุนแรงเช่นนี้ได้
มือปราบหลินยืนมองไปบนท้องฟ้าก่อนจะกวาดสายตาไปยังหลายทิศทาง
เขาพาทั้งสามเดินไปยังอาคารสูงแห่งหนึ่ง และพวกเขาก็เจอบางสิ่ง
เสาต้นหนึ่งบนอาคารมีเชือกเส้นเล็ก ๆ ผูกอยู่ ปลายเส้นทอดยาวล่วงลงไปข้างล่าง ส่วนทิศทางนั้นตรงไปยังเวที
มือปราบหลินสันนิษฐานทันทีว่าโคมไฟที่ลอยไปยังเวทีนั้น แท้จริงแล้วคงถูกผูกไว้กับเชือก นั่นก็แปลว่ามีคนค่อยควบคุม คนกลุ่มนี้แฝงตัวเข้ามาได้ แปลว่าต้องเป็นคนใน
แน่นอนว่ามู่ไห่เฉินสงสัยเรื่องน้ำมันและดินปืนเยอะขนาดนี้ การจะนำมาซุกซ่อนตามจุดต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งเวทีได้ คนผู้นั่นต้องเป็นคนดูแลการจัดการครั้งนี้เป็นแน่
มือปราบหลินได้ยินก็ตอบคลายข้อสงสัยให้มู่ไห่เฉินฟัง คนที่ดูแลการจัดการเรื่องนี้คือสมุหบัญชีฉิน เขาดูแลเรื่องสถานที่ และเขานั่นแหละคือผู้ต้องสงสัยลำดับที่หนึ่ง แต่ตอนนี้หน่วยสืบองครักษ์กำลังตามตัวอยู่
ว่าแล้วมือปราบหลินก็พาทุกคนไปหาหน่วยสืบสวนขององครักษ์ บางทีหากเป็นพวกเขา ท่านสมุหบัญชีฉินอาจจะยอมเปิดปากบ้าง ถึงแม้จะมีความหวังเพียงเล็กน้อยก็ตาม