บทนำของเทพองค์หนึ่ง
บันได์กว้างสูงชันเป็พันๆขั้นนองเต็มไปด้วยเืองค์มหาเทพหนิงเหลียนยืนมองลงต่ำจากยอดบันได
“องค์มหาเทพสี่องค์…ที่ออกศึกก่อนหน้านี้…ดับขันธ์…นะ…ในสนามรบทั้งหมดเลยขอรับ”นายทหารผู้หนึ่งปากสั่นแทบเสียสติแต่ก็ยังพยายามรายงานสิ่งที่ตนได้เห็น“ท่านเทพทั้งสี่…เขา…พวกเขา…”
"เ้ารออยู่นี่"ทหารนำทางหยุดชะงักตามคำสั่งนั้นทันใดเมื่อองค์มหาเทพหนิงเหลียนเอ่ย“ตั้งสติแล้วรออยู่นี่”
กองทัพของรู่เทียนบุกมาถึงเขตแดน์เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
อะไรจะบุกมาง่ายดายปานนี้
ท่านองค์มหาเทพก้าวเดินลงขั้นบันไดไปอย่างไม่รีบร้อนแววตาสีแดงสดทอดมองลงไปจนเห็นว่ากองทัพศัตรูรุกหน้าเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
เทพชะตาเจินิ่ที่เพิ่งมาถึงคิดจะคว้าแขนสหายเทพสูงส่งผู้นั้นไว้แต่กลับไม่ทันการเพราะท่านเทพผู้นั้นเดินจากไปไกลริบแล้วเทพชะตาอย่างเขาเป็คนจริงจังและจริงใจต่อสหายอย่างยิ่งจึงตัดสินใจจะตามไปปล่อยให้ผู้ที่เคยนั่งติดเก้าอี้มาเป็พันๆปีไปรบเพียงผู้เดียวคงไม่ได้แต่เจินิ่ผู้นี้ก็ไม่ได้คิดสั้นวิ่งไปตัวเปล่าอย่างน้อยตามพื้นย่อมมีอาวุธที่ใช้ได้ตกอยู่สักชิ้นจึงคว้าติดมือไปด้วย
ระหว่างเดินลงบันได์นั้นหนิงเหลียนไล่มองศพทหารไร้ิญญาของทั้งสองฝ่าย
ท่านเทพอย่างเขาพอจะมองออกอยู่ว่าความจริงแล้วกองทัพของรู่เทียนก็สู้หยิบตาเช่นกัน ถึงสู้มาถึงขั้นบันได์ขั้นสุดท้ายได้ถือว่ารู่เทียนไม่ธรรมดาสมกับเป็มือขวาของเทพารุ่นแรกจริงๆ
แต่ศึกครั้งนี้ใช่ว่า์จะอ่อนข้อเพียงเห็นศพก็พอจะคาดเดาได้ว่าทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกันดุเดือดมากเพียงใด
หนิงเหลียนชะงักฝีเท้าสายตาเหลือบเห็นศพไร้ิญญาของบุตรชายบุญธรรมนามว่าหานอิงหลิวนอนตายตาไม่หลับเขานอนจมกองเืตัวเองแววตาเหม่อมองท้องนภาแห่งสรวง์...
ท่านเทพคุกเข่าเอื้อมมือเรียวดั่งลำเทียนปิดตาบุตรชายบุญธรรมที่เขาเก็บมาเลี้ยงเองกับมืออย่างนิ่งสงบก่อนจะเอื้อมมือตบบ่าร่างไร้ิญญานั้นอย่างอ่อนโยน "เ้าไปเกิดใหม่เดี๋ยวเ้าก็ได้เจอข้าเสี่ยวหาน" คำพูดนี้เขาเหมือนพูดปลอบใจร่างไร้ิญญาทว่าความจริงเขาพูดปลอบใจตนเอง
ทหารฝ่ายศัตรูเห็นเซียนสูงส่งผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าอาภรณ์สีเทาควัน
สีเสื้อผ้าอาภรณ์ชวนหม่นหมองเช่นนี้มีเพียงองค์มหาเทพ์อย่างหนิงเหลียนองค์เดียวที่สวมใส่
"เขาอยู่นั้น!!!"ทหารฝ่ายศัตรูต่างรีบชี้นิ้วมาทางเขา
"ไปรายงานท่านแม่ทัพรู่!!!"เสียงะโเป็ทอดๆแลให้เห็นถึงความวุ่นวายในกองทัพเป็อย่างดี
ทหารกองหน้าของฝ่ายศัตรูรับหน้าที่ต้านเขาเพื่อถ่วงเวลาจัดขบวนทัพเช่นนี้หนิงเหลียนก็พอจะเดาออกอยู่บ้าง
ท่านองค์มหาเทพลุกขึ้นถอยห่างจากร่างของบุตรชายบุญธรรมอย่างใจเย็นก่อนก้าวเท้าลงบันไดขั้นต่อไปสายตาดุดันจับจ้องกองทัพที่กำลังวิ่งขึ้นมาพร้อมอาวุธ
ดาบในมือนี้หนิงเหลียนยังไม่คิดจะดึงออกจากฝักเพียงมือเปล่าที่เหลือพลังเซียนไม่กี่ส่วนก็สามารถล้มทหารนับร้อยตรงหน้าได้
กองทัพศัตรูวิ่งขึ้นมาหมายจะเอาชีวิตมหาเทพองค์เดียวแต่ท่านเทพผู้นี้กลับขยับกายหลบคมอาวุธพร้อมเอื้อมทั้งสองข้างไปคว้าคอศัตรูและจับหักคอในทันใดบางท่วงท่าที่ซัดฝ่ามือโต้ตอบกลับไปนั้นช่างดุดันรวดเร็วยิ่งกว่าสายลมทำเอาทหารฝ่ายศัตรูเริ่มไม่กล้าจู่โจมหุนหันพลันแล่นอีก
ขบวนท่าขององค์มหาเทพผู้นี้ช่างแตกต่างจากทุกคนในสามพิภพ
หนิงเหลียนก้าวเท้าเดินลงไปหากองทัพศัตรูทีละก้าวไร้ซึ่งความกลัวกองทัพด่านหน้าต่างก้าวเท้าถอยทีละก้าวเช่นกัน
แววตาสีแดงสดเหลือบตามองทิวทัศน์รอบข้างที่ปกคลุมไปด้วยก้อนเมฆครึ้มก่อนจะคว้ากระดาษม้วนหนึ่งจากในแขนเสื้อ ท่านเทพมองม้วนกระดาษในมือแน่นิ่ง...
"ข้าไม่ยักจะรู้ว่าเ้าเดินเหินเหมือนผู้อื่นได้ด้วยนึกว่าข้าต้องเตรียมรถเข็นให้เ้าซะอีก" เสียงคนกันเองทักทายขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
หนิงเหลียน “ลำบากเ้าแล้ว”
รู่เทียนมองท่าทางของหนิงเหลียนั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าก่อนจะสะดุดตาเข้ากับกระดาษม้วนหนึ่งในมือองค์มหาเทพตรงหน้า
หนิงเหลียนรู้ดีว่ากระดาษม้วนนี้สร้างความอยากรู้อยากเห็นของรู่เทียนได้ดียิ่งมุมปากได้รูปของท่านเทพยกยิ้มอย่างช้าๆทว่าสายตายังคงจับจ้องกระดาษในมือและจงใจกล่าวออกมาอีกว่า
"ม้วนกระดาษนี้เปรียบเสมือนเื่ราวในวันข้างหน้าข้าใช้ปราณเซียนดูดวงชะตาของทุกสรรพสิ่งในคราเดียวแต่น่าเสียดายที่ข้ามิอาจแบ่งปันให้คนนอกอ่านได้"
รู่เทียนกัดฟันตาลุกวาว "ถ้าเ้ายกมันให้ข้าแล้วข้าจะพิจารณาหยุดการศึกกับเผ่า์ดีหรือไม่"
"ช่างเป็ข้อต่อรองที่…ไม่ได้เื่นายเ้าสั่งสอนให้ต่อรองเช่นนี้หรือ รู่เทียน" หนิงเหลียนสรุปข้อต่อรองเสร็จสรรพก่อนจะกำม้วนกระดาษแน่นจนยับยู่ยี่
“เ้า!บังอาจว่านายท่านของข้า!” รู่เทียนเดือดดาลขึ้นบันดล
หนิงเหลียนตีฝีปากกวนประสาทอีกหน “ก็มันจริงเ้าอย่าไปต่อรองเช่นนี้ที่อื่นล่ะ ไม่งั้นคงทำการค้าไม่รุ่งแน่”
“เ้า!มันไอ่เทพชั้นต่ำ!”
"ข้าเป็เทพชั้นต่ำเ้าก็เซียนเดรัจฉานแล้วล่ะบุกขึ้น์ก็บุกแล้วและยังคิดจะเอาของของข้าไปอีก…ฮึแน่นอนว่าข้าจะให้ใครก็ได้แต่ไม่ใช่เ้า"
หนิงเหลียนเหลือบตามองม้วนกระดาษในมือพลางพูดกับตัวเอง
ข้าจะยกของสิ่งนี้ให้สหายข้าอ่านเล่นเพียงผู้เดียวนางจะได้ตามยุคที่เปลี่ยนไปของพิภพนี้ได้ทัน
หลังสิ้นเสียงกล่าวในใจของหนิงเหลียนกระดาษม้วนนั้นกลับทุกเผาเป็เพลิงสีฟ้าคามือ
รู่เทียนใช้เสียงอันก้องกังวานสั่งกองทัพเปิดศึกกับมหาเทพตรงหน้าทันใดเพียงเทพองค์เดียวไม่ได้สร้างความน่ากลัวอะไรสักนิดกองทัพศัตรูได้ใจวิ่งง้างคมอาวุธมาแต่ไกล
“ถึงข้าจะเอาของจากเ้าไม่ได้แต่วันนี้ข้าได้สังหารคนของเ้าถือว่าคุ้มค่าแล้ว!”
แววตาของท่านเทพแข็งกร้าวชวนผวาพร้อมกล่าวตอกกลับน้ำเสียงราบเรียบ “คุ้มค่าแค่ในระยะสั้นเท่านั้นรู่เทียน!”
หนิงเหลียนผู้นี้ที่ถูกจัดอันดับว่าเป็เทพเซียนที่ไร้ความสามารถมากที่สุดมีดีเพียงปากจัดมิอาจมีผู้ใดกล้าเทียบแต่จะมีใครคิดเล่าว่าท่านเทพผู้นี้จะยืนอยู่ ณ ขั้นบันไดกว้างหลับตานิ่งสงบเผชิญหน้ากับกองทัพไม่กลัวตายแต่เพียงผู้เดียว
เทพเซียนตำแหน่งน้อยใหญ่ที่กลัวหัวหดอยู่เบื้องบนต่างมองดูเหตุการณ์ผ่านกระจก์ทุกคนนิ่งอึ้งพร้อมกล่าวเป็เสียงเดียวกันว่า "นั้นท่านเทพที่พิการไม่ใช่รึ? เหตุใดท่านถึง...นั่น!ดาบนั้น!"
หนิงเหลียนเคลื่อนไหวเท้าซ้ายตั้งหลักไปข้างหลังพร้อมดึงดาบออกจากฝักอย่างรวดเร็วเทพหนุ่มตั้งใจใช้แรงดึงดาบสังหารศัตรูในพริบตาเืสาดกระเด็นถูกใบหน้ารูปงามอยู่บ้างร่างไร้ิญญาของทหารฝ่ายศัตรูล้มทับสหายในกองทัพอย่างเลี่ยงไม่ได้
เจินิ่ที่หาอาวุธได้แล้วพอเห็นกระบวนท่าเมื่อครู่ของท่านเทพทำเอาก้าวขาวิ่งไม่ออกยิ่งได้เห็นดาบเล่มนั้นยิ่งไม่อยากเข้าไปใกล้เป็ที่สุด
กองทัพศัตรูหยุดชะงักมองร่างของทหารฝ่ายตนที่ล้มตายในพริบตาเดียวอย่างไม่น่าเชื่อก่อนจะเหลือบมองท่านเทพที่อยู่ห่างไม่กี่ขั้นบันได
เืสีแดงฉาดเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าอาภรณ์สีเทาอย่างน่าเสียดายทว่าสีหน้าของหนิงเหลียนกลับนิ่งเ็าไม่สนใจอะไรเท่าไรทำเพียงควงดาบโค้งคู่กายชายหนุ่มกำชับด้ามดาบที่พันด้วยผ้าสีแดงไว้แน่น หันคมดาบเข้าหาศัตรูส่วนสันดาบก็หันเข้าหาตัวเอง
"นั้นมันดาบสังหารเซียนมิใช่รึ!"เหล่าเทพเซียนที่มองผ่านกระจก์ต่างพากันยืนอึ้ง "อดีตฝีมือมือสังหารอย่างท่านเทพมิอาจผู้ใดเทียบดูเอาเถิดขนาดดาบยังใช้ไม่เหมือนผู้ใด"
"ฆ่ามัน!!!เผ่า์อยู่ไม่เกินเอื้อมแล้ว!!!"
รู่เทียนะโเปิดศึกอีกหนกองทัพดาหน้าเข้ามาเหมือนจะพุ่งชนสู้สุดใจหนิงเหลียนวิ่งเข้าใส่กองทัพศัตรูอย่างไม่กลัวตาย
ดาบในมือเคลื่อนไหวตามกระบวนท่ากายหยาบเบี่ยงหลบคมดาบศัตรูซ้ายขวา พร้อมแกว่งคมดาบในมือสังหารศัตรูเหมือนจับวาง
ผ่านไปน้ำร้อนยังไม่ทันเดือดหนิงเหลียนก็สังหารกองทัพด่านหน้าตายเรียบ
คนร่างสูงยืนสง่ากลางกองศพที่นอนเกลื่อนบันได์เสื้อผ้าอาภรณ์สีหม่นที่เคยสวมกลับกลายเป็สีแดงฉานอาบเืแทบทั้งตัว
องค์มหาเทพองค์สุดท้ายที่ผู้คนเรียกว่าไร้ความสามารถไร้น้ำยา ทำตัวไร้ประโยชน์ ทำหน้าไร้อารมณ์ไปวันๆได้เปลี่ยนมุมมองความคิดของผู้คนในเหตุการณ์เดียวอย่างไม่น่าเชื่อตำนานคงได้เล่าขานไปอีกนาน
หนิงเหลียนไม่ได้คิดถึงว่าผู้อื่นจะจำจดตนว่าอย่างไรแต่อย่างน้อยเขาก็ได้วางแผนทิ้งไว้เรียบร้อย คิดใช้ชีวิตสุขสงบพลังปราณเซียนโยนทิ้งไปแล้วกลับไปจุดเดิมก็คงไม่สาย
หนิงเหลียนถือดาบพร้อมออกวิ่งปะทะกองทัพช่างเป็การกระทำฆ่าตัวตายชัดๆรู่เทียนดึงดาบออกจากฝักวิ่งเข้าประมือกับเทพตรงหน้าอย่างกล้าๆกลัวๆ
การปะทะคมดาบกันคราวนี้ช่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็การเคลื่อนไหวหลบหรือจะเป็การปัดป้อง รู่เทียนแทบจะเสียเปรียบทุกกระบวนท่า
ท่านเทพออกคมดาบฟาดฟันลงมากะให้ถึงตายแต่รู่เทียนมีไหวพริบที่ดีจับกระบวนท่าออกจึงยกดาบขึ้นรับทันท่วงที
ทว่าดาบในมือของรู่เทียนกลับหักครึ่งเหล็กกล้าร่วงตกลงพื้นเสียงเหล็กนั้นสร้างความใให้ทหารหลายนาย รู่เทียนเสียหลักกุมข้อมือข้างที่จับดาบเมื่อครู่ไว้สีหน้าเ็ปราวกับกระดูกหัก เสื้อเกราะขาดหลุดลุ่ย ใบหน้าบอบซ้ำเปื้อนเืแววตาจับจ้องอดีตมือสังหารตรงหน้าตนพร้อมกล่าวออกมาเสียงแ่เบา
"อยู่ตำแหน่งตั้งสู้แต่กลับปกป้องอะไรไว้ไม่ได้ เ้าช่างน่าขันยิ่งนัก หนิงเหลียน"
หนิงเหลียนยิ้มมุมปากอย่างได้ใจ "เ้าแน่ใจรึ?"
เพียงคำถามเดียวที่ย้อนกลับก็ทำเอาคนฟังสีหน้าไม่สู้ดีแล้ว
หนิงเหลียนง้างดาบหมายจะสังหารรู่เทียนผู้นี้กลางบันได์ให้สิ้นเื่
ทว่าดาบยังไม่ทันได้เฉือนเข้าเนื้อพลันมีกระบี่เล่มหนึ่งแหวกสายลมพุ่งมาสกัดคมดาบของหนิงเหลียนไว้ทันการ
"นายท่าน!"รู่เทียนร้องเรียกพรางมองดาบที่เพิ่งช่วยชีวิตตนเมื่อครู่ก่อนจะรีบเอื้อมมือจับกระบี่ของนายท่าน พร้อมหายตัวไปประโยคสุดท้ายยังสั่งทิ้งไว้ให้กองทัพอีกว่า"ฆ่าองค์มหาเทพผู้นี้เสีย!"
หนิงเหลียนถอนหายใจพลางไล่มองกองทัพที่อยู่รอบตัวผู้ใดเข้าใกล้รัศมีของดาบย่อมต้องตายในคราเดียว หนิงเหลียนหายใจเหนื่อยหอบในที่สุดเรี่ยวแรงเริ่มถดถอยชายหนุ่มผ่อนลมหายใจตั้งสติเพื่อไม่ให้ตัวเองหมดแรงจนล้มไป
"เฮ้อ...โลกมีอยู่หลายล้านใบข้าได้ส่งแม่นางฝูไปเริ่มต้นใหม่ข้าก็หายห่วงแล้ว ซื่อฝาน...เน้อ..ซื่อฝานความฝันที่เ้าอยากใช้ชีวิตที่้านั้น…กว่าข้าจะส่งเ้าไปได้ข้าต้องจ่ายแพงกว่าทุกครั้งจริงๆหวังว่าเ้าจะได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า...แล้วก็…ใช้ชีวิตนั้นเผื่อข้าด้วยก็ดี..."
หนิงเหลียนสู้ไปพูดบ่นกับตัวเองไปก่อนใช้ปราณเซียนทั้งหมดให้อยู่ในดาบ องค์มหาเทพองค์สุดท้ายควงดาบแทงปลายดาบลงพื้นณ เขตเผ่า์ทันใด
พลังเซียนมหาศาลขนาดใหญ่ตีวงกว้างถอนรากถอนโคนกองทัพศัตรูในคราเดียวเหลือไว้เพียงเผ่า์และผู้ไม่เกี่ยวข้องกับศึกครั้งนี้
"จุดจบยุคของข้าช่าง...ไม่น่ามองอย่างยิ่งเมื่อไม่มีเ้า"
หนิงเหลียนใช้แรงเฮือกสุดท้ายลูบดาบคู่กายก่อนกายหยาบจะกลายเป็เพียงเศษผงล่องลอยหายลับทิ้งไว้เพียงดาบเล่มเดียว
เวลาตี 03:26 ที่เมืองหางโจวประเทศจีน
“เอาจริงดิตัดบทนำจบแบบนี้เลย...ตายหมด...หมดเลยเหรอ? แล้วซื่อฝานตัวละครที่ชื่อเหมือนฉันล่ะเธอจะได้ใช้ชีวิตแบบไหนล่ะ...แค่บรรยายให้เห็นภาพของตัวละครตัวนี้หน่อยก็ไม่ได้มาแต่ชื่อ” หญิงสาวนั่งอ่านเนื้อเื่บทนำของโปรเจคใหญ่พร้อมขมวดคิ้วบ่นพึมพำ “...ตัวละครที่โผล่มาแล้วก็พูดถึงตัวเอกไม่กี่ตัวแล้วตายหมดยกเว้นเทพชะตากับตัวประกอบสินะ” นิ้วเรียวเปิดพลิกกระดาษหน้าถัดไป “พอบทที่1….ก็เริ่มตำนานของเจี้ยนเซียวเมิ่งสินะฉันวาดไปแล้ว...วาดใกล้จบเื่แล้วด้วยแล้วจะส่งบทนำมาเป็กระดาษให้ฉันอ่านเล่นทำไมเนี่ย งงกว่าเนื้อเื่หลักอีก”
“ว่าแต่….ใครเป็ผู้ประพันธ์เนี่ย”หญิงสาวพลิกกระดาษในมือไปมาเพื่อดูชื่อผู้แต่งทว่ากลับไม่มี“ดีนะที่ฉันไม่ได้วาดคอมมิคตอนบทนำไม่งั้นคงเกาหัวงงทั้งวันแน่ไหนจะมีตัวละครชื่อเหมือนฉันอีก ขนลุก!”
ซื่อฝานเก็บม้วนกระดาษโยนลงกล่องข้างคอมพิวเตอร์ทันที “แต่ก็ช่างมันเถอะทำออกมาให้ดีที่สุดแล้วได้เงินตอบแทน มีคนจ้างต่อแค่นี้ฉันก็หลับฝันดีมีเงินใช้แล้ว!” สองฝ่ามือตบหน้าให้ตัวเองตื่นตัว
“พรุ่งนี้ฉันต้องทำอะไรก่อนนะ...อื้ม...”ซื่อฝานไล่สายตามองตารางงานอย่างเคยชิน “ซ้อมทีมสโมสรอีสปอร์ตแล้ว...วาดคอมมิค...ก็เหมือนทุกๆวัน”ตารางงานก็เหมือนทุกๆวันไม่ว่าจะรายละเอียดการซ้อมทีมหรือจะเป็เวลาว่างที่มีอันน้อยนิดใช้ไปกับการวาดคอมมิคเพื่อหาเงินเพิ่ม
หญิงสาวรีบปิดอุปกรณ์เครื่องมือและคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้วลุกขึ้นเตรียมจะเข้านอนทว่าสายตาคู่นี้กลับหยุดชะงักจ้องม้วนกระดาษที่ตัวเองพึ่งโยนลงกล่องไปแต่มีประโยคที่ว่า “จุดจบยุคของข้า ช่าง...ไม่น่ามองอย่างยิ่งเมื่อไม่มีเ้า” สะดุดตาซื่อฝานเป็ที่สุด
ซื่อฝานเลิกคิ้วพูดพึมพำเหมือนตอบกลับประโยคนั้น “ความจริงจุดจบของท่านอาจจะไม่เป็อย่างที่ว่ามาก็ได้นะ...”