บทที่ 1 :
แสงแรกยามเช้ากระทบผืนป่า มวลหมู่แมกไม้ต่างชูช่อออกขานรับตามซอกมุมพงไพรสีเขียวสด เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ล้วนตื่นจากนิทราอันหอมหวานออกดำเนินชีวิตของตนอีกครั้ง ดั่งเช่นทุกวันที่ผ่านมา และจักเป็เช่นนี้ตลอดไปจนกว่าชีวิตพวกมันจะสูญสิ้น
บริเวณชายป่าแห่งหนึ่ง สุดเขตแดนอาณาจักรอรุณรุ่ง เสียงไก่ป่าปนเปไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ต๊ากกก...ตั๊กก..ตั๊กก...ตั๊กกกกๆๆๆๆ ! !”
“อ๊ากกกก! เ้าหมูป่าโง่ อย่าตามข้ามานะ”
เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่า ซ่าง เหิงเย่ อายุ 12 ปี ใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างผอมบางการเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว แววตาสดใส ไม่สูงมากนัก ผิวพรรณเป็สีขาวคล้ำเนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าสีน้ำเงินซีด ค่อนข้างเก่าและยังมีรอยฉีกขาดในบางแห่ง หากผู้ใดได้พบเห็นย่อมเข้าใจฐานะของเด็กหนุ่มด้วยการมองเพียงเสี้ยวขณะ
เหิงเย่ กำลังวิ่งหน้าตาตื่น ภายในอ้อมแขนกอบกุมไปด้วยไก่ป่าตัวหนึ่งส่วนบริเวณด้านหลัง ห่างออกไปเพียง 3 จั้ง 10 (เมตร) ปรากฏหมูป่าสีน้ำตาลดำขนาดใหญ่แววตาดุร้าย เขี้ยวทั้งสองข้างงอกยาวชี้ฟ้า พร้อมจะบดขยี้ร่างของเด็กหนุ่มในทุกเมื่อ
“เฮ้ออ...วันนี้มันวันซวยอะไรกัน จับไก่ป่าอยู่ดีๆเ้าหมูป่าตัวนี้กลับโผล่ออกมา!”
เด็กหนุ่มถอนหายใจเหนื่อยหน่ายเนื่องจากเ้าหมู่ป่าตัวนี้ไม่ใช่หมูป่าธรรมดาทั่วๆไป แต่เป็สัตว์อสูรลมปราณ
โดยปกติแล้วสัตว์อสูรลมปราณจะอาศัยอยู่ในส่วนลึกของป่ามีน้อยครั้งที่พวกมันจะหลุดออกมา
ข้าจะทำอย่างไรดี เ้าหมูป่าตัวนี้อย่างน้อยๆก็เป็สัตว์อสูรระดับผู้ฝึกตน หากมันไล่ข้าทันข้าจะไปมีชีวิตรอดได้อย่างไร หรือข้าจะยอมสละเ้าไก่ตัวนี้ดี? เผื่อมันจะยอมปล่อยข้า..
ไม่..ไม่ได้ กว่าข้าจะจับเ้าไก่ตัวนี้มาได้จะต้องยกให้เ้านั่น ความพยายามของข้ากูสูญเปล่านะสิ!
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดสายตาของเด็กหนุ่มได้กวาดไปเห็นขบวนเกี้ยวซึ่งรายล้อมไปด้วยผู้คุ้มกันกว่า 10 นายที่หัวขบวนยังมีชายวัยกลางคน แววตาดุดัน สวมเสื้อผ้าชั้นดีสีม่วงเข้ม ปักลวดลายัเงินแผ่รัศมีความน่าเกรงขามให้แก่ผู้พบเห็นคาดว่าด้านในเกี้ยวจะต้องมีผู้สูงศักดิ์ของตระกูลหรือราชวงศ์ประทับอยู่
“เอาละ!เป็ไงเป็กัน !!”
“ขบวนเกี้ยวของท่านผู้สูงศักดิ์ด้านหน้าได้โปรดช่วยข้าน้อยจากสัจเดรัจฉานตัวนี้ด้วย”
เหิงเย่ะโออกมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแสดงความเคารพอย่างที่สุด หมายจะให้ขบวนเกี้ยวด้านหน้า ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
แต่ทันทีที่เด็กหนุ่มกล่าวจบชายผู้นำขบวนเกี้ยว หันขวับมาทางเด็กหนุ่มด้วยใบหน้าถมึงทึ้ง
“เ้าเศษสวะ บังอาจนำสัตว์อสูรมารบกวนข้าหาที่ตาย..”
ยังไม่ทันกล่าวจบ พลังลมปราณห้อมลมบนฝ่ามือของชายผู้นำขบวนก่อนจะกลายเป็คมมีดเปลวเพลิงกว้าง 7 ฉื่อ (2 เมตร) พุ่งเข้าหาเด็กหนุ่มเป็แนวนอนตัดต้นไม้ที่อยู่ด้านหน้าจนเหี้ยน
โชคยังดีที่เหิงเย่นั้นไหวตัวทัน ยามสบตากับอีกฝ่ายก็ััถึงลางร้ายเขาจึงได้เค้นเรี่ยวแรงทั้งหมด หดตัวลงต่ำ ขดเป็หอยทาก ทำให้คมมีดเปลวเพลิงแวบผ่านศีรษะของเด็กหนุ่มตัดร่างของหมู่ป่าที่อยู่ด้านหลังเป็สองส่วน
หลังจากโจมตีออกไปหนึ่งกระบวนท่า ชายผู้นำขบวนคร้านจะใส่ใจถึงผลลักท์ที่เกิดขึ้นเขาควบม้า นำขบวนเกี้ยวเดินจากไป
หลังจากขบวนเกี้ยวหายลับไปจากสายตาเด็กหนุ่มยังขดตัวอยู่กับที่ ร่างกายสั่นเทิ้มไม่ยอมหยุด
เพราะหากก้มตัวช้ากว่านี้ คมมีดอัคคีย่อมตัดศีรษะของเด็กหนุ่มออกจากร่าง
ในขณะที่เหิงเย่กำลังหวาดกลัวอยู่นั้นด้านหลังปรากฏชายชราแขนเดียวกับเด็กสาวนางหนึ่งซ฿งสวมหมวกสานและผ้าคลุมปกปิดใบหน้ากำลังเดินตรงเข้ามา
“พี่เหิงเย่ เกิดอะไรขึ้นกับท่าน?”
น้ำเสียงสดใสเต็มไปด้วยความห่วงใยของเด็กสาวช่วยคืนสติของเหิงเย่ก่อนที่เด็กหนุ่มจะยืดตัวขึ้น อุ้มไก่ในอ้อมแขน หันกายไปหาเ้าของเสียงที่คุ้นเคยพร้อมกับคลี่รอยยิ้มออกมา
“อย่างข้าต้องไม่เป็อะไรอยู่แล้ว ฮิฮี่”
เด็กสาวผู้นี้คือ ซ่าง เหม่ยเสียน อายุ7 ปี เป็หลานสาวของ ซ่าง หุยลี่ ชายชราแขนเดียวที่ยืนอยู่ข้างกายของเด็กสาว
ด้วยน้ำเสียงที่สดใส รวมไปถึงผิวพรรณที่ขาวดั่งหยกผมสีดำขลับจรดแผ่นหลัง เมื่อเปิดผ้าคลุมใบหน้าออก ก็จะพบเห็นความงดงามของใบหน้า ไม่ว่าจะเป็คิ้ว ริมฝีปาก จมูก พวงแก้มสีชมพูระเรื่อและดวงตาสีดำประกาย แม้เสื้อผ้าจะดูเรียบง่าย มันก็ไม่อาจบดบังรัศมีความงดงามของเด็กสาวที่เป็ประหนึ่งนางเซียนน้อยจาก์
ส่วนท่านลุงหุย ข้าไม่รู้อายุที่แน่นอนของท่านแต่หากประเมินดูคร่าวๆ ท่านน่าจะมีอายุราวๆ 70 ปี
ท่านลุงหุยนั้นไร้ซึ่งแขนขวา ด้วยสาเหตุใดข้าก็มิทราบเช่นกันบางแห่งบนร่างกายของท่านเริ่มปรากฏริ้วรอยเหี่ยวย่นแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าท่านลุงหุยจะอ่อนแอลง เพราะั้แ่ที่ข้าจำความได้ ท่านลุงหุยก็พาพวกข้าทั้งสองออกเดินทางไปตามป่าเขาที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย
เมื่อเห็นศพของหมู่ป่า หุยลี่จึงเอ่ยถามเด็กหนุ่ม “เหิงเย่ทำไมจึงมีศพหมูป่าเขี้ยวพยัคฆ์?”
“โอ้วววว...ท่านลุง ไม่ได้มีอะไรหรอกข้าแค่ออกมาจับไก่ป่า แล้วบังเอิญไปเจอเ้าหมูป่าตัวนี้เข้า ข้าจึงต้องวิ่งหนีจนเสื้อผ้าสกปรกเช่นนี้แต่ก็ถือว่าข้ายังดวงแข็ง ระหว่างที่กำลังหนี ข้าก็ได้พบขบวนเกี้ยวของชนชั้นสูงที่ผ่านทางมาพวกเขาจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือข้าไว้”
เหิงเย่จงใจปกปิดความจริงบางส่วนเพราะกลัวว่าเล่าไปแล้ว อาจทำให้ทั้งสองคนต้องแตกตื่น
คำอธิบายของเหิงเย่ทำหุยลี่ต้องทอดถอนใจเพราะมันไม่ได้ใกล้เคียงกับความเป็จริงที่เกิดขึ้นเนื่องจากต้นไม้ที่ถูกตัดมาจนถึงศพของหมูป่ามีเหิงเย่คั้นกลางย่อมแน่นอนที่อีกฝ่ายไม่คิดจะช่วยเหลือเด็กหนุ่ม แต่คิดจะสังหารเหิงเย่ไปพร้อมๆกับหมูป่าตัวนี้
หุยลี่ไม่ได้ถามสิ่งใดต่อเพราะด้วยอุปนิสัยของเหิงเย่ หากไม่คิดจะบอก ต่อให้คาดคั้นไปก็เสียเวลาเปล่า
“เหม่ยน้อยดูนี่สิ..ข้าจับไก่ป่ามาได้ ยังมีเนื้อหมูป่าอีก!” เหิงเย่ชูไก่ป่าอย่างภาคภูมิใจ เพราะนี้เป็ครั้งแรกที่เขาได้ออกมาล่าสัตว์ เหิงเย่จึงรีบนำไก่ป่าที่ได้มาไปถลกหนัง ทำเป็มื้อเช้าของวัน
“ท่านลุง..ข้าอยากจะเข้าเมือง ข้าอยากเดินชมตลาดท่านพาข้าเข้าเมืองนะ” หลังจากทานอาหารเช้า เหม่ยเสียนออดอ้อนหุยลี่ด้วยแววตาชวนสงสารเพราะในแต่ละวันเหม่ยเสียนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาน้อยครั้งนักที่จะได้เข้าเมืองไปเชยชมสิ่งแปลกใหม่
หุยลี่ลูบไปที่ศีรษะของเด็กสาวอย่างอ่อนโยน“ห่างจากที่นี่ไม่ไกล จะเป็อาณาเขตของเมืองตะวันดับข้าจะพาเ้าไปที่นั่น”
ความวุ่นวายใน่เช้าสิ้นสุดลงทั้งสามจึงออกเดินทางไปที่เมืองตะวันดับ ซึ่งอยู่ติดกับูเาไพรอสูร เป็แนวกั้นอาณาเขตของอาณาจักรอรุณรุ่งและห่างจากจุดที่พวกเขาอยู่เพียง 30 ลี้ คาดว่า่เย็นของวัน พวกเขาน่าจะไปถึงที่หมาย
ระหว่างเดินทางเหิงเย่ได้หันไปเอ่ยกับหุยลี่“ท่านลุง...ข้าจะเข้าสำนักปีกนภาเพื่อฝึกตนให้แข็งแกร่ง ข้าอยากจะหาเงินมาให้ท่านกับเหม่ยเสียนพวกเราจะได้ไม่ต้องมาลำบากลำบนเช่นนี้”
“เหิงเย่ ข้ารู้ว่าเ้ารู้สึกเช่นไร แต่การฝึกยุทธ์ไม่ใช่เื่ง่ายทุกสำนักล้วนมีเส้นสาย ผู้ที่ไม่มีเบื้องลึกเื้ัเช่นเ้า ย่อมโดนผู้คนในสำนักกดขี่ข่มเหงเ้าจะยอมทนได้หรือ?”
“ข้าทนได้” เหิงเย่ตอบด้วยความแน่วแน่
“งั้นก็ดี แต่ก่อนที่เ้าจะเข้าสำนักปีกนภา เ้ารู้ใช่ไหมว่าจะต้องมีพลังลมปราณอยู่ที่ระดับไหน?”
เหิงเย่จดจำระดับพลังลมปราณที่สำนักปีกนภากำหนดไว้ได้ เขาจึงรีบตอบออกมา“ระดับผู้ฝึกตน !”
“แล้วตอนนี้เ้าอยู่ระดับไหน ?” หุยลี่นั้นรู้ระดับพลังของเหิงเย่อยู่ก่อนแล้วแต่ก็ยังคงเอ่ยถามอีกครั้ง เพื่อประเมินความแน่วแน่ของอีกฝ่าย
เหิงเย่นิ่งเงียบ ตามที่เหิงเย่รับรู้มา ระดับพลังลมปราณนั้นถูกแบ่งออกเป็เก้าระดับซึ่งประกอบไปด้วย ระดับกำเนิดปราณ ระดับผู้ฝึกตน ระดับจอมยุทธ์ ระดับจ้าวยุทธ์ ระดับปรมาจารย์ระดับขุนพล ระดับจักรพรรดิ ระดับราชัน และระดับปฐมเซียน ซึ่งในแต่ละระดับยังมีอีกเก้าขั้นย่อยที่ใช้แบ่งความแตกต่างของผู้ฝึกตนในแต่ละระดับออกจากกัน สำหรับคนปกติธรรมดาที่ไม่มีผู้อุปการะทรัพยากรในการฝึกฝนการเลื่อนระดับพลังลมปราณแต่ละขั้นล้วนไม่ง่ายเลย
เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ หุยลี่จึงเปลี่ยนคำถาม “เ้าคิดจะทำเช่นไร เพื่อไปถึงระดับผู้ฝึกตน?”
คำถามนี้ของชายชรา ทำเด็กหนุ่มคอตก เหิงเย่นั้นอยากจะเข้าสำนักปีกนภา แต่ร่างกายของเขากลับเกิดความผิดปกติบางอย่างทำให้ไม่อาจรับรู้พลังลมปราณของตนได้ ยามที่มีโอกาสได้เข้าเมืองเหิงเย่จะคอยแวะไปตามโรงหมอ เพื่อหาทางรักษาร่างกายของตน แต่ไม่ว่าเขาจะไปสอบถามหมอท่านไหนกลับไม่มีใครสามารถวินิจฉัยความผิดปกติของตนออกมาได้
โดยปกติแล้ว มนุษย์แทบทุกคนที่เกิดมาย่อมมีพลังลมปราณติดตัวมาั้แ่เกิดและพวกเขาจะััมันได้ก็ต่อเมื่ออายุราวๆ 10 ปี แต่ก็มีบางครั้ง ที่บางคนเกิดมาแล้วมีร่างผิดปกติไม่ว่าจะเป็ชีพจรในร่างติดขัด เส้นลมปราณมีปัญหา หรือจุดตันเถียนเกิดความเสียหายจนไม่อาจก่อกำเนิดพลังลมปราณขึ้นมาได้ ซึ่งเหิงเย่อาจเป็หนึ่งในนั้น
ด้วยความผิดปกติที่เกิดขึ้นเหิงเย่จึงยากที่จะเข้าสู่เส้นทางของการฝึกยุทธ์ แต่เขายังคงเชื่อเสมอว่าโลกใยนี้กว้างใหญ่ จะต้องมีวิธีรักษาอยู่แน่หากเขายังไม่ยอมแพ้เหิงเย่จึงตอบออกมาอย่างหนักแน่น “ข้าเชื่อว่าข้าต้องทำได้!”
หุยลี่วางฝ่ามือที่ไหลขวาของเหิงเย่ก่อนจะเอ่ยออกมา “สำนักปีกนภาจะเปิดรับศิษย์เข้าสำนักปีละหนึ่งครั้งผู้ที่จะเข้าเป็ศิษย์ของสำนักได้จะต้องมีพลังลมปราณอยู่ในระดับผู้ฝึกตนเป็อย่างน้อยและยังต้องอายุไม่เกิน 15 ปี หลังจากการทดสอบครั้งที่แล้ว ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีก 6เดือน การทดสอบถึงจะถูกจัดขึ้น หลังจากที่พวกเราไปถึงเมืองตะวันดับ ข้าพอจะมีหนทางช่วยเ้าอยู่ส่วนเ้าจะสามารถเข้าสู่ระดับผู้ฝึกตนได้หรือไม่ล้วนอยู่ที่ความตั้งใจและพร์ของเ้า”
“แต่ร่างกายข้า” เหิงเย่ก้มมองร่างกายของตน
หุยลี่ตบเบาๆไปที่บ่าของเหิงเย่ “ข้ารู้...เ้าอย่าได้ห่วง”
เมื่อดูจากสีหน้าของหุยลี่ เหมือนท่านลุงจะรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนเหิงเย่จึงรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย
“ขอบคุณท่านลุงหุย” เหิงเย่รีบผสานมือขอบคุณอีกฝ่ายด้วยความปิติยินดี
เหิงเย่รู้สึกขอบคุณหุยลี่จากใจ แม้ว่าตนจะเป็เพียงเด็กที่ถูกอีกฝ่ายเก็บมาเลี้ยงแต่อีกฝ่ายก็คอยดูแลประหนึ่งเขาเป็คนในครอบครัวมาโดยตลอด เขาจึงอยากจะเข้าสำนักปีกนภาเพื่อหาเงินมาดูแลเหม่ยเสียนและหุยลี่เขาอยากจะให้ทั้งสองสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่ต้องเร่ร่อนไปตามป่าเขาอีกต่อไป
“ท่านลุง ท่านสอนข้าด้วยสิ ข้าก็อยากจะเข้าสำนักปีกนภากับพี่เหิงเย่ ข้าให้สัญญาข้าจะไม่ดื้อ” เหม่ยเสียนทำสายตาออดอ้อนอีกครั้ง
ด้วยคำพูดและดวงตาอันใสซื่อของเหม่ยเสียน หุยลี่ได้แต่ยิ้มอ่อน ลูบไปที่ศีรษะอย่างทะนุถนอม
การเดินทางของทั้งสามเป็ไปอย่างราบรื่น กำแพงเมืองตะวันดับเริ่มปรากฏขึ้นในครรลองของทั้งสาม
“ท่านลุง ท่านพี่นั่นกำแพงเมืองตะวันดับ!”
เด็กสาวะโไปมาด้วยความตื่นเต้นที่เห็นกำแพงเมืองอยู่ตรงหน้าเหม่ยเสียนชอบสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านเฉกเช่นเด็กสาววัยแรกแย้มทั่วๆไป เธออยากที่จะเดินชมเครื่องประดับร้านค้า ร้านอาหาร หรือแม้แต่พืชผักผลไม้ที่ถูกวางขายตามท้องถนน
ยิ่งเหม่ยเสียนเข้าใกล้เมืองตะวันดับเท่าไหร่ดวงตาของเธอก็ยิ่งเปล่งประกาย
“เมืองนี้ช่างสวยงามยิ่งนัก!” เหม่ยเสียนอ้าปากค้าง
ภาพตรงหน้าของเด็กสาวคือเมืองตะวันดับที่ถูกประดับประดาไปโคมไฟหลากสี ประกอบกับความมืดมิดของเมืองตะวันดับมันยิ่งทำให้ดูคล้ายประกายระยิบระยับของดวงดารายามค่ำคืน แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ความงดงามทั้งหมดเพราะที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่านั้น ก็คือเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ใต้ผาหินของูเาไพรอสูรที่สูงกว่า100 ฉื่อ ( 300 เมตร)
ว่ากันว่ายามที่ตะวันคล้อย เงาของผาหินจะเริ่มทอดตัวยาวเข้าปกคลุมเหนือเมืองตะวันดับจนกระทั่งยาม 8 ( 4 โมงเย็น) ดวงตะวันจะหายลับไปจากฟากฟ้า เงาของผาหินจะปกคลุมไปทั่วเมืองความมืดจะเคลื่อนตัวเข้ามาก่อนกำหนด ทำให้สถานที่แห่งนี้ถูกขนานนามว่าเมืองตะวันดับ