ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 41-1 (เล่ม 3): ก้าวแรกที่สั่นคลอน

            “สงสารนายกประสิทธิเหมือนกันนะ อยู่ดี ๆ ก็ออกเฉย”

            “ช่วยไม่ได้ดันไปปรับ ครม. เอง”

            “เขาอยู่พรรคผ่อนก็คนละอุดมการณ์กับพรรคอัตตา เลยไม่มั่นคงตั้งแต่แรกรึเปล่า”

            คนในห้องพักพนักงานชั้นห้านั่งล้อมวงกันอยู่สามคนในช่วงพักเที่ยงกำลังพูดคุยเรื่องข่าวสารบ้านเมืองอย่างออกรส ผมไม่ได้สนใจนักว่าใครเป็นใคร

            วันแรกคงต้องเริ่มจากอะไรแบบนี้ก่อนจะได้รู้ด้วยว่าเวิร์คหรือไม่ กระดาษสิบแผ่นในมือสั่นด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆกังวลสารพัดผมทำมันขึ้นมาเมื่อคืนหลังตัดสินใจได้โดยลอกแบบมาจากป้ายหาเสียงที่เคยเห็นให้เอไอช่วยออกแบบโครงสร้าง เขียน จัดเรียง และตกแต่งข้อความ แล้วปรับแต่งแก้ไขเนื้อหาอีกนิดหน่อยขอใช้เครื่องพิมพ์ของธรณีผลิตออกมา 20 แผ่นในเบื้องต้นผมตรวจทานความถูกต้องย้ำอีกครั้ง แถบด้านบนสุดมีชื่อพรรคแมวพลัดถิ่นพร้อมตราสัญลักษณ์ อยู่บนพื้นหลังเฉดสีประจำตัวของพรรคที่เป็นเหลืองเขียวต่ำลงมาเป็นชื่อ ‘ปิติวัฒน์ อัธิกตัง’ และใบหน้าของผู้สมัครยืนยันกับธรณีแล้วว่าลุงเขาจะลงสนามแข่งขันจริง ไม่เปลี่ยนใจผมใช้รูปภาพเก่าก่อนที่จะเกษียณ เลือกอันที่ดูดีหน่อยขืนไปขอถ่ายรูปใหม่ที่บ้านยายออมสินก็คงไม่ดูมีสง่าราศีเท่านี้ลุงโบว์ลิ่งกำลังเงยหน้าเฉียง 45 องศามองไปยังท้องฟ้าให้ความรู้สึกถึงความหวังได้ดีไม่ต้องใส่หมายเลขผู้สมัครและเครื่องหมายกากบาท เพราะเลือกตั้งออนไลน์อยู่แล้วมีข้อความสำคัญสีแดงเขียนตัวใหญ่อยู่เหนือใบหน้าชายสูงวัย

            แก้ปัญหาธุรกิจสีเทาชายแดนด้วย “ประชาคมโลก”

            โชคดีของผมอย่างหนึ่งคือประเด็นที่ใช้โจมตีไกรลพจนหลุดจากตำแหน่งดันเป็นเรื่องเดียวกับนโยบายประชาคมโลกพอดีถ้าผลักดันให้สำเร็จได้จริงผมก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย

            “เอาก็เอาวะ”ผมปลุกใจตัวเอง สูดหายใจเข้าลึก รัดสายนาฬิกาข้อมือซ้ายให้แน่นแล้วปรี่เข้าไปหาทั้งนิกรณ์ อาทร และรวงทอง การปรากฏตัวของผมทำให้วงสนทนาที่กำลังสนุกสนานเฮฮาหยุดชะงัก สายตาทั้งสามคู่จับจ้องมาที่ผมเป็นจุดเดียวจนรู้สึกประหม่า ไม่เคยต้องมาทำอะไรแบบนี้มาก่อนเคยแต่พูดเนื้อหาทางการเมืองโดยไม่ฝักฝ่ายใด

            “ท่านมีอะไรรึเปล่า...แล้วนั่นถืออะไรมา”นิกรณ์คงสังเกตปึกแผ่นกระดาษในมือผม ดีเหมือนกัน จะได้เข้าเรื่องง่ายขึ้นผมยื่นแผ่นกระดาษให้ทั้งสามคน อาทรหรี่ตาดูประหลาดใจเขาเหมือนวัยรุ่นที่เพิ่งจบมาทำงานใหม่ชายรูปร่างสูงใหญ่นี้สวมเสื้อโปโลสีสดกางเกงวอร์มรองเท้าผ้าใบถ้าไม่บอกว่าเป็นนักข่าวการเมืองแบบเดียวกับอิสรา นึกว่าเป็นครูสอนพละ

            “เออ...สัปดาห์หน้าจะเลือกรมว.มหาดไทยคนใหม่ เราขอฝากคุณปิติวัฒน์ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะครับ” ผมพูดออกไปรู้สึกกระดากกับคำพูดที่พยายามสรรหามาให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด

            “อ้าว ท่านเป็นสมาชิกพรรคแมวพลัดถิ่นเหรอ”รวงทองกล่าว เธอเป็นหญิงวัย 30ต้น ๆ ไว้ผมสีดำจัดทรงตั้งสวมแว่นเอวีเอสอีทรงสี่เหลี่ยมเสื้อกั๊กยีนไม่ได้เข้าคู่กับกระโปรงดำเลยแม้แต่น้อย

            “เปล่าเราไม่ได้สมัครพรรคนี้”

            “หรือว่าเป็นหัวคะแนน”อาทรถามโดยไม่ละสายตาจากข้อความบนใบปลิว

            “จะว่ายังไงดีเรียกว่าเป็นแฟนคลับน่าจะเหมาะสมกว่า” ผมแสยะยิ้มเพื่อผูกมิตรคนยุคนี้พูดเรื่องการเมืองในที่สาธารณะกันเป็นปกติเมื่อเช้านี้แอบได้ยินวรลักษณ์ชักจูงเพื่อนอีกคนที่จำชื่อไม่ได้ให้เลือกพรรคพลังกายพลังใจเหมือนกันสาเหตุที่เพื่อนร่วมงานทั้งสามคนแปลกใจน่าจะเป็นพฤติกรรมส่วนตัวผมที่ผิดแผกจากเดิมมากกว่าธรณีเคยเล่าว่าบางคนซื้อเสียงอย่างโจ่งแจ้งซึ่ง ๆ หน้าด้วยซ้ำเพราะถึงมีกฎหมายลงโทษนักการเมืองที่ให้เงินประชาชนเพื่อแลกกับการเลือกตนเองแต่ทางปฏิบัติไม่เคยได้ใช้จริง เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ตนเองดูแย่ลง คนส่วนใหญ่รับเงินมาแล้วไม่เลือกแถมยังมีภาพจากเอวีเอสอีตอนรับเงินไว้เป็นหลักฐานในการปกป้องตนเองธรณีเชื่อว่าไม่มีใครถูกล้างสมองได้ พวกเขาจะกล้าไม่ลงคะแนนถ้าเห็นว่าไม่มีใครเหมาะสมพอเพื่อนทักผมเลยยกเลิกความคิดที่จะไปเลี้ยงข้าวพนักงานทุกคนเป็นการตอบแทนไปขืนทำจริงเขาด่าตายเลย ดีไปอีกแบบจะได้ประหยัดเงินได้หลายตัง

            “ปิติวัฒน์สมัครด้วยเหรอเห็นว่าเกษียณไปแล้วนี่ ยังไม่เห็นเปิดตัวอย่างเป็นทางการเลย” อาทรทัก

            “สมัครสิได้ข่าวลือมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ท่านไปอุบอยู่ไหนมา” รวงทองหันไปบอกเขา“ก็ประชานี่แหละเป็นคนมาบอกคนแรก เขารู้ข่าวจากธรณี”

            “แต่ธรณีไม่เห็นพูดอะไรเลยนะ” อาทรแย้ง

            “เขากำลังจะตั้งพรรคการเมืองตัวเองอยู่แล้วคงไม่พูดให้ลุงหรอก” นิกรณ์ช่วยตอบให้ ผมต้องสรุปให้เร็วที่สุดไม่งั้นคงเสียเวลาที่นี่ทั้งวัน ไม่ได้ก้าวไปไหนสักที

            “พวกท่านมีใครในใจรึยัง”ผมจ้องเรียงคน อาทร กับนิกรณ์ส่ายหน้า

            “เรามีแล้วแต่ไม่ใช่ชายคนนี้ เราอยากฟังเหตุผลของท่านก่อนว่าเขาน่าสนใจยังไง”รวงทองโยนภาระมาให้ผม เตรียมคำตอบไว้แล้ว เหลือแค่รวบรวมความกล้า

            “ปิติวัฒน์น่าสนใจมากเลยนะเขาเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรค รัฐมนตรีก็เคยเป็นมาแล้วแถมตอนนี้เอานโยบายพลเมืองโลกกลับมาผลักดันอีกครั้ง เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน”

            “แล้วพวกเราจะได้ประโยชน์ยังไง”นิกรณ์แทรกขึ้นมา มุ่งเข้าประเด็นสำคัญ สมแล้วที่เป็นนักจับใจเหมือนกัน

            “อีกหน่อยถ้าประเทศเรานำร่องนโยบายสำเร็จ ก็จะข้ามสู่ยูเอ็นดีแล้วเราก็จะไปทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกนี้”

            “ไกลตัวเกินไปหน่อยนะ” อาทรวิจารณ์ตรงๆ ด้วยเสียงอันดัง

            “แค่ตอนนี้ไง แต่อนาคตก็ไม่แน่นะท่านอาจได้ไปทำงานต่างประเทศ” ผมเกลี้ยกล่อมเขา

            “ท่านชอบนโยบายนี้จริง ๆ เหรอเราอ่านบทความที่ท่านเขียนรู้สึกว่าอุดมการณ์ท่านสนับสนุนพรรคค่อนไปทางฝ่ายขวามากกว่า”นิกรณ์ตั้งข้อสังเกต ผมอึ้งไปชั่วอึดใจ ราวกับชายผู้นี้มีพลังอ่านใจ

            “จริงสิบางทีความคิดคนเราก็เปลี่ยนไปมาได้ อีกอย่าง เราก็ดูเป็นเรื่อง ๆ เอา” ผมแก้ตัวตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าอุดมการณ์ ก็คือความอยู่รอดไม่มีพรรคการเมืองไหนที่เสนอนโยบายแก้ปัญหาความเป็นต่างด้าวของผมได้ดีกว่านี้อีกแล้ว 

            “เราว่าสส.อนุรักษ์มีนโยบายที่น่าสนใจกว่านะ” รวงทองพูดเสียงต่ำ ไม่ปิดบังบุคคลที่ตัวสนใจเคยได้ยินชื่อมาผ่าน ๆ ยังไม่ได้ศึกษาคู่แข่งที่รัฐบาลเสนอมาคนนี้อย่างละเอียด

            “ยังไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้ก็ได้ ลองสแกนดูนโยบายในนี้ก่อนก็ดีนะ”ผมชี้ให้ดูมุมล่างขวาบนใบปลิวซึ่งมีวีคิวอาร์โค้ดหากสแกนตรง ๆจะเข้าไปดูนโยบายซึ่งลิงก์ไปเว็บไซต์ของพรรคหากเปลี่ยนมุมสแกนเป็นเฉียงด้านขวาก็จะพาไปหาพวกคลิปวิดีโอที่เคยพูดตามเวทีต่าง ๆส่วนด้านซ้ายก็จะพาเข้าซิมูเลชันเพื่อไปสนทนากับแชตบอต[1] ‘ปิติวัฒน์จำลอง’ซึ่งสร้างลอกเลียนแบบนิสัย บุคลิก และองค์ความรู้มาจากตัวจริง

            “ไม่หรอก สิ่งที่ท่านพูดมากับผู้สมัครคนอื่น เราดูมาหมดแล้ว ยังไง สส.อนุรักษ์ก็เหมาะสมกับตำแหน่งมากที่สุด”รวงทองมองมาผ่านกรอบแว่นตา เธอทำการบ้านมามากว่าที่คิดสมแล้วที่เป็นนักข่าวการเมืองตำแหน่งเดียวกับอิสรา

            “จะรับไว้พิจารณาแล้วกันนะ”นิกรณ์บอกแล้วดูนาฬิกา “เราขอตัวก่อน ยังมีงานคั่งค้างหลายอย่าง”

            จากนั้นเขากับรวงทองก็พากันเคลื่อนกายออกจากห้องไปส่วนอาทรก็ไปนั่งพักผ่อนตรงมุมห้องเพื่อเล่นเกมในโลกเสมือน ผมไปชงกาแฟแก้วหนึ่งดื่มเติมพลัง แล้วก้าวออกมาพลางถอนใจการโน้มน้าวจูงใจยังห่างไกลกับคำว่าสำเร็จมากโข

             

            ตั้งแต่เมื่อวานจนกระทั่งวันนี้กิจวัตรประจำวันก็เปลี่ยนไปผมจะรีบปั่นงานให้เสร็จ แล้วไปดักรอในสถานที่พบปะของเหล่าพนักงานบริษัทโดยเปลี่ยนห้องไปเรื่อย ๆ บางทีก็โผล่ไปโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ไม่เคยไปผมไม่อยากขอความช่วยเหลือจากธรณีรู้ดีว่าชายคนนั้นคงไม่สะดวกใจที่จะช่วยลุงของตนเองยังไม่นับว่าต้องทำงานประจำและวุ่นวายกับการก่อตั้งพรรคจนแทบไม่มีเวลานอนไมตรีเพิ่งมอบหมายให้ธรณีไปทำข่าวเพิ่มเติมติดตาม สส.ที่โหวตสวนมติพรรคในการโหวตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาเป็นงานที่เยอะและต้องใช้เวลาพอควรเพราะต้องทำรายบุคคลจนครบเกือบ 50 คนเมื่อนับรวมทุกพรรค

            พอก้าวออกจากแผนกการเมืองไปเยือนชั้นอื่นๆ ก็เริ่มเจอคนแปลกหน้า ผมเลยเข้าไปขออนุญาต

            “ขอโทษนะครับจะขอรบกวนเวลาสักครู่ได้ไหมครับ” ผมพูดอย่างนอบน้อมประหนึ่งคนขายประกัน“เราอยากประชาสัมพันธ์การเลือก รมว.มหาดไทยที่จะมีทดแทนวันที่ 19 ม.ค.ครับ” ว่าแล้วผมก็จะยื่นใบปลิวให้เขาดูดีที่ปิติวัฒน์เปิดตัวออกสื่อว่าเป็นผู้สมัครอย่างเป็นทางการไปเย็นวานนี้แล้วจึงไม่ต้องอธิบายให้มาก

            บางคนส่ายหน้าปฏิเสธพลางยื่นคืนให้ผมบางคนไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดด้วยซ้ำ ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคลแต่ที่เจ็บปลาบที่สุดคือการไปเห็นใบปลิวหาเสียงของตัวเองถูกขยำทิ้งในถังขยะอย่างไม่ใยดีอุตส่าห์เสียเวลาทำเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง เลยพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธพอนึกตรึกตรองตนเองก็เคยมีพฤติกรรมนี้เหมือนกันตอนพรรคการเมืองมาหย่อนแผ่นพับหาเสียงไว้ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านผมเก็บทิ้งโดยไม่สนใจแม้แต่จะคลี่ดู ตรงกันข้ามถ้าได้เจอผู้สมัครมาแจกถึงหน้าบ้านผมก็จะชวนคุย โดยเลือกถามนโยบายโน่นนี่ กับทัศนคติเรื่องต่าง ๆ ถ้าได้ฟังแล้วติดใจจึงค่อยน่าเลือกหน่อย

            การทำงานเชิงรุกต้องดำเนินต่อไปผมยังไม่ท้อถอย เข้าไปแจกใบปลิวพร้อมกับอธิบายเหตุผลข้อดีของนโยบายยึดตามตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ปิติวัฒน์กำหนดไว้แล้วเสร็จตั้งแต่ก่อนสมัครซึ่งเปลี่ยนแปลงภายหลังไม่ได้ส่วนรายละเอียดก็อ้างอิงจากคลิปสัมภาษณ์เก่า ๆ ของพรรคแมวพลัดถิ่นเชื่อว่าคงมีอันใหม่เร็ว ๆ นี้ โชคร้ายที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจมีแค่สามในสิบคนที่เจาะลึกรายละเอียดเพิ่ม ที่เหลือพูดส่ง ๆ พอเป็นพิธีบางคนออกตัวชัดเจนเลยว่าจะเลือกพรรคอื่นอย่าง ดร.คลอว์จากพรรคพลังกายพลังใจ หรือสส.อนุรักษ์จากพรรคอัตตาซึ่งเป็นซีกรัฐบาลเจ้าเดิมพวกเขาปฏิเสธใบปลิวที่ยื่นให้ในทันที เพื่อไม่ให้ผมต้องเสียเวลาเกลี้ยกล่อมมีแค่หญิงร่างเล็กคนหนึ่งที่สนใจ คุ้นหน้าว่าเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทเธอบอกว่านโยบายนี้คล้ายกับของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่าภูมิหลัง

            ผมกลับลงมาชั้นห้าเพื่อสะสางงานหลักให้เสร็จในช่วงบ่ายเห็นสหายกำลังเดินตรงมาจากปลายสุดโถงทางเดิน ไม่อยากโดนซักไซ้ถามเชิงกระแนะกระแหนเลยแสร้งเลี้ยวไปทางอื่น จะได้ไม่ต้องสวนกับไอ้หน้าหล่อแต่การเดินอ้อมนั้นทำให้ผมเจอนักข่าวสาวอดีตคนรักโดยบังเอิญ เราทั้งคู่ต่างผงะเมื่อเกือบชนกันตรงทางแยก

            “ขอโทษครับ”ผมบอกอิสราพร้อมกับยิ้มเฝือน ๆ แล้วเบี่ยงตัวหลบเตรียมจากไปอย่างรวดเร็วจิตใจไม่เข้มแข็งพอที่จะพูดโน้มน้าวเธอโดยไม่ระลึกถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวก่อนหน้านี้

            “ท่านไม่แจกใบปลิวหาเสียงให้เราเหรอเราอยากเห็น” เสียงเรียกตามหลังทำให้ผมชะงัก หมุนตัวกลับไป เผชิญหน้ากับเธอ

            ผมยื่นใบปลิวแผ่นหนึ่งให้อย่างเลี่ยงไม่ได้หญิงสาวกวาดตามองอย่างว่องไว แล้วเงยหน้าพูดถึงชีวิตส่วนตัวผมเป็นครั้งแรก

            “เราเข้าใจว่าท่านอยากเป็นพลเมืองแต่เราไม่คิดว่าวิธีนี้จะได้ผล”

            ผมเหลียวซ้ายแลขวาให้มั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ในรัศมีที่น่าจะได้ยิน“แล้วเธอคิดว่าควรทำยังไง”

            “ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ยังไงพรรคแมวพลัดถิ่นก็เดินหน้าหาเสียงให้อยู่แล้ว”

            “แล้วจะให้ฉันนั่งอยู่เฉย ๆ เหรอ”

            “ใช่ แต่ถ้าท่านอยากทำอะไรจริงก็ต้องทำให้ประชาชนได้รับรู้ในวงกว้างมากกว่านี้ ไม่ใช่พื้นที่แคบ ๆ ในบริษัทเราท่านคงไม่คาดหวังหรอกว่า จะมีใครยอมเอาสิ่งที่ท่านพูดไปกระจายต่อจริง ๆ”

            ผมจุกอกราวกับถูกแทงเข้าอย่างจังทว่าสิ่งที่เธอพูดก็มีเหตุผล ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยคิดแต่การแสดงความเห็นในพื้นที่สาธารณะอย่างเอฟอีเอหรือเผยแพร่ความเชื่อในโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่ชวนพรั่นพรึงห่างหายจากเวทีมาเป็นสิบปีจนหมดไฟ จะกลับไปใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

            “เธอต้องการอะไรกันแน่หรือเธอเกลียดฉันจนไม่อยากให้ฉันทำสำเร็จ” ผมพลั้งปากประชดออกไป

            “คิดเป็นเด็ก ๆ ไปได้” อิสราโคลงศีรษะคงผิดหวังในตัวผมไม่น้อย “เราเตือนท่านด้วยความหวังดี เห็นท่านขอบริษัททำงานเพิ่มแค่กลัวท่านทำงานไม่ทันเฉย ๆ”

            หญิงสาวสะบัดหน้าแล้วเบี่ยงตัวหลบผ่านไปผมยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิม กำลังทำความเข้าใจความรู้สึกของตนเองผมยังชื่นชอบเธออยู่หรือไม่ ตั้งแต่ทะเลาะกันก็อดใจไม่ได้ที่จะแอบมองเธอบ่อยครั้งหญิงสาวผมยาวดำผู้มีเสน่ห์สามารถดึงดูดสายตา และความหลงใหลได้เสมอ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายคงโกรธเกลียดผมจนอยากสาบส่งยังหวังลึก ๆ ว่าอีกฝ่ายจะกลับมาคืนดี อย่างน้อยก็กลับมาคุยกันดี ๆแบบเพื่อนอีกครั้ง แต่ทำไมผมถึงพลั้งปากพูดสิ่งโง่เง่าออกไปเช่นนั้นทำให้ความหวังที่จะคืนดียิ่งริบหรี่

            แต่สิ่งที่อิสราเตือนก็น่าคิดตอนเช้าวันนี้ผมเจอไมตรี ที่ร้านพีเพิลชอยส์โดยบังเอิญ นับเป็นครั้งแรก ๆที่เจอหัวหน้านอกห้องทำงานส่วนตัว หรือตอนประชุมช่วงเช้า

            “เราคุยกับสองคนนั้นมาแล้วนะเดี๋ยวพรุ่งนี้จะเอาเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ได้ผลยังไงจะบอกน่าจะไม่เกินวันจันทร์” ไมตรีกล่าวอย่างยิ้มแย้ม คงคาดหวังให้ผมดีใจ แต่ตรงกันข้ามผมแกล้งตีสีหน้าระรื่นไปงั้น ๆ ยังไม่ได้วางแผนเลยว่าถ้าเกิดอนุมัติขึ้นมาจริง ๆจะทำไง ตอนนี้สายเกินไปที่จะกลับกลอกคำสัญญาของตัวเอง

     


    [1]Chatbot โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจำลองการสนทนาโต้ตอบกับผู้ใช้ผ่านข้อความหรือเสียงโดยอัตโนมัติ

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน