บทที่ 5
พานพบ ณ เมืองลั่วหยาง (4)
โดย : LAMON888
หลังจากที่หมู่ตันนิ่งอึ้งไปสักพักด้วยความสงสัยว่าตนนั้นไม่เพียงแต่ผ่านม่านพลังเข้ามาได้แต่ยังสามารถหยิบโคมขึ้นมาได้ด้วยนั้น ก็ได้ยินเสียงน้อยๆ ของใครบางร้องคนเรียกตน
“นายท่าน ข้ารอท่านมานานมากแล้วเหตุใดท่านพึ่งกลับมาหาข้ากันเล่า” เสียงของภูตบุปผาตนหนึ่งที่ร้องเรียกหมู่ตัน
หลังจากนั้นหมู่ตันก็เดินถือโคมออกมาจากม่านพลังตรงมาทางที่อาลี่น้อยยืนรออยู่
ไม่นานนักหลังจากที่หลี่ตันก้าวเท้าเดินออกมา บริเวณที่ถูกปกคลุมไปด้วยม่านพลังก็ได้สลายหายไปปรากฏให้เห็นเป็กลีบดอกไม้ร่วงโรยลงมาปลิวไปตามสายลม ทั่วทั้งบริเวณนั้นถูกปกคลุมไปด้วยกลีบดอกไม้ ในเวลาไม่นานนัก ช่างเป็ภาพที่สวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นเป็อย่างมาก
กลีบดอกไม้เ่าั้ก็ได้ปลิวไปถูกตายายคู่หนึ่งที่ซึ่งกำลังยืนชมเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์นี้อยู่ หลังจากที่มันััเข้ากับผิวของตาเฒ่า ยายเฒ่า แล้วมันนั้นก็ได้ซึมหายไป
พร้อมกับที่ตาเฒ่าได้อุทานขึ้นว่า “ยายแก่ๆ หลังจากที่มันโดนผิวของข้าแล้วก็รู้สึกราวกับว่าอาการปวดหลังของข้ามันดูทุเลาลงอย่างไรอย่างนั้นเลย”
“จริงด้วยตาเฒ่าเหมือนว่าอาการปวดเอวของข้าก็ดูจะทุเลาลงด้วยเหมือนกัน” ยายแก่ตอบกลับไปพลันยกมือขึ้นกราบไหว้แล้วพูดขึ้นด้วยความดีใจว่า “ขอบคุณท่านเทพๆ”
ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเป็เพราะว่ากลีบดอกไม้ที่ปลิวไปตามสายลมนั้นมิใช่กลีบดอกไม่ธรรมดา แต่เป็กลีบดอกไม้ที่สลายมาจากม่านพลังซึ่งเต็มไปด้วยไอเซียน ผู้ใดที่ได้ััมันก็จะรู้สึกได้ว่าตนเองมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น ดั่งเทพเซียนลงมาประทานพรก็มิปาน
ผู้คนเ่าั้ต่างส่งเสียงร้องขอบคุณออกมาด้วยความปิติยินดีเป็อย่างยิ่ง
หลี่ตันจึงหันกลับไปดูด้วยความสงสัยและแล้วก็มีเสียงร้องเรียกตนดังขึ้นมาเสียงนั้นคงจะเป็ใครไปไม่ได้นอกเสียจากเสียงของอาลี่น้อยนั้นเอง
“พี่หมู่ตันๆ” อาลี่น้อยร้องะโพร้อมกับวิ่งตรงเข้ามาหาเมื่อมาถึงก็อุทานขึ้นว่า “ว้าววว…..โคมที่ท่านถืออยู่ส่องสว่างมากเลย”
“งั้นหรือออ” หมู่ตันตอบกลับไปแล้วพูดขึ้นว่า “แล้วนี่เป็โคมที่ใครอยากได้กันน้าาา”
ลี่น้อยยกมือขึ้นโบกไปมาพร้อมกับบอกว่า “ข้าเองๆ นี่เป็โคมที่อาลี่อยากได้”
หมู่ตันจึงลูบหัวอาลี่ไปหนึ่งทีด้วยความเอ็นดู แล้วยืนโคมในมือของนางไปให้อาลี่น้อย “ต้องเป็ของอาลี่ของเราอยู่แล้ว”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านพี่” ลี่น้อยยื่นมือน้อยๆ ของนางทั้งสองข้างออกไปรับโคมที่หมู่ตันยืนมาให้ตน
หลังจากนั้นหมู่ตันก็ได้อุ้มอาลี่ขึ้นมาแล้วเดินออกไปจากตรงนั้น
“แต่เอ๊ะท่านพี่ ดูตรงนั้นสิ ตรงนั้นก็มีแสงที่ส่องสว่างมากเช่นกัน” อาลี่ส่งเสียงเรียกพี่หมู่ตันด้วยท่าทางตื่นเต้นปนสงสัย
และในระหว่างนั้นเองแสงสว่างดังกล่าวก็กำลังมุ่งตรงมาทางที่หมู่ตันอยู่ด้วยความเร็วสูงแล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าของนาง
เมื่อแสงสว่างนั้นค่อยๆ จางหายไป ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นอายรอบกายของเขาช่างสูงส่งและเยือกเย็น ราวกับหิมะพันปีบนยอดเขาาก็มิปาน ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายดุจรูปสลัก ทว่าดวงตาสีทองอร่ามคู่นั้นกลับสั่นระริก จ้องมองตรงมาที่หมู่ตันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา ความเ็ป และความยินดีที่ผสมปนเปกันจนยากจะบรรยาย
หมู่ตันนิ่งอึ้งไปราวกับถูกมนต์สะกด หัวใจที่เคยเต้นเป็จังหวะปกติพลันกระตุกวูบ และเริ่มเต้นรัวเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดจู่โจมเข้ามาในจิตใจ นางรู้สึกโหยหาบุรุษตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง ราวกับว่านางรอคอยการพบกันครั้งนี้มาแสนนาน แต่เมื่อพยายามนึกว่าเขาคือใคร กลับมีเพียงความว่างเปล่า
และโดยที่นางไม่รู้ตัว หยาดน้ำตาใสๆ ก็ค่อยๆ ไหลรินลงมาอาบแก้มของนาง ความร้อนผ่าวที่ขอบตาทำให้นางสะดุ้งตื่นจากภวังค์ นางรีบยกมือขึ้นแตะใบหน้าตนเองด้วยความใ
"นี่ข้า... ร้องไห้ทำไมกัน?" นางถามตนเองในใจด้วยความสับสน
อาลี่น้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของหมู่ตัน ชะโงกหน้าน้อยๆ ออกมามองบุรุษตรงหน้า ดวงตาตาโตคู่งามเบิกกว้างด้วยความจำได้ นางอ้าปากค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะอุทานขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“อ๊ะ! พี่ชายในรถม้าคันสวยผู้นั้นนี่นา” อาลี่ชี้นิ้วน้อยๆ ไปที่บุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง “พี่หมู่ตันๆ ดูสิ เป็พี่ชายหน้าตาดีดุจเทพเซียนที่ข้าเจอในระหว่างทางมาผู้นั้นจริงๆ ด้วย”
เสียงของอาลี่ทำให้บรรยากาศที่เงียบสงัดพลันพังทลายลง มหาเทพเยว่เทียนค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาหาหมู่ตันอย่างแ่เบา ราวกับกลัวว่าหากก้าวแรงไป ภาพตรงหน้าจะเลือนหายไปดั่งหมอกควัน สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่หยาดน้ำตาบนใบหน้าของนาง มือที่เรียวยาวค่อยๆ ยื่นออกมา หวังจะช่วยซับน้ำตาให้นางอย่างถนุถนอม... เหมือนที่เขาเคยทำเมื่อหลายหมื่นปีก่อน
ทว่า มหาเทพกลับชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ ดวงตาสีทองหม่นแสงลงเล็กน้อยเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ในยามนี้... นางหาใช่ "เสี่ยวหลาน" ภูตบุปผาที่เคยเคียงข้างเขาอีกต่อไป แต่เป็เพียงหญิงสาวชาวมนุษย์นามว่าหมู่ตัน ที่ลืมเลือนเื่ราวระหว่างเขากับนางไปจนสิ้น
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความอัดอั้นไว้ในอก ก่อนจะเอ่ยพึมพำเบาๆ ทว่ากลับดังชัดเจนในดวงใจของหมู่ตัน
“เสี่ยวหลาน... ในที่สุดข้าก็ตามหาเ้าจนพบ”
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่าน หอบเอาไอเย็นและกลิ่นจางๆ ของดอกไม้ในเมืองลั่วหยางมาวนเวียนรอบกายคนทั้งสอง หมู่ตันมองสบดวงตาสีทองคู่นั้นด้วยหัวใจที่บีบคั้น ชื่อ “เสี่ยวหลาน” ที่เขาเอ่ยออกมานั้นช่างแ่เบา ทว่ากลับดังก้องกังวานอยู่ในส่วนลึกของดวงจิต ราวกับเสียงเรียกจากอดีตกาลอันไกลโพ้นที่นางลืมเลือนไป
“ท่าน... เรียกข้าว่าอะไรนะ?”
ริมฝีปากบางสั่นระริกขณะเอ่ยถาม หยาดน้ำตายังคงร่วงหล่นไม่ขาดสาย แม้นางจะพยายามปาดมันออก แต่น้ำตาเ่าั้กลับยิ่งไหลรินเมื่อเห็นแววตาที่เ็ปของบุรุษตรงหน้า มหาเทพเยว่เทียนค่อยๆ ลดมือที่ชะงักค้างลงอย่างอาลัย ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาบางเบา—ยิ้มที่ดูเศร้าหมองยิ่งกว่าการร่ำไห้
“ข้าถามว่าท่านเรียกข้าว่าอะไรนะ...” หมู่ตันพึมพำซ้ำอีกครั้ง เสียงของนางสั่นพร่าด้วยความสับสนที่จู่โจมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
มหาเทพเยว่เทียนนิ่งงันไป คำเรียกขานที่คุ้นเคยติดอยู่ที่ริมฝีปาก เขาอยากจะดึงนางเข้ามากอดให้หายคิดถึง อยากจะบอกเล่าเื่ราวระหว่างเขากับนาง ทว่าเมื่อพบกับดวงตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความทรงจำของหมู่ตัน เขาก็ทำได้เพียงข่มความคะนึงหานั้นไว้
“ข้า...” มหาเทพพยายามจะเอ่ยคำ ทว่าเสียงกลับหายไปในลำคอ
"แฮ่ก... แฮ่ก... มหาเทพ! ท่านจะรีบไปไยกัน ข้าตามท่านจนขนร่วงหมดตัวแล้ว!"
เสียงะโโวยวายที่ดังแทรกบรรยากาศอันหนักอึ้งขึ้นมา ทำให้หมู่ตันสะดุ้งสุดตัว บุรุษชุดแดงเพลิงผู้หนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหอบหายใจรัวรินอยู่ข้างกายมหาเทพเยว่เทียน เขาคือเฟิ่งหวงที่เพิ่งตามมาทันนั่นเอง