อวลกลิ่นดอกท้อ ด้ายแดงสวรรค์

    ตอนที่ 33 ลาก่อนชีวิตสงบสุข

    ​

    ภายใต้ความมืด เฟยหลงพลิกตัวยื่นมือกอดเอวบางก่อนจะลากร่างไม่มีกระดูกเข้ามาไว้ในอ้อมกอดของตัวเอง นับตั้งแต่รู้ว่านางใช้พลังบางอย่างรักษาอากาศบาดเจ็บให้เขาเสร็จ นางก็จะหมดสติไม่รู้สึกตัวเช่นตอนนี้ทุกครั้ง ไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อยว่าทุกคืนมักจะถูกเขานอนกอด

    ความรู้สึกที่มีนางอยู่ในอ้อมกอดทำให้เขารู้สึกสงบและสบายใจได้ทุกครั้ง ในทุกเช้าเขาจะตื่นก่อนเสมอหญิงสาวจึงไม่รู้ตัวว่าในตอนกลางคืนจะถูกเขาสวมกอดไว้แน่น การที่ต้องล่วงเกินนางในทุกคืนเช่นนี้แม้จะรู้ว่าตัวเองช่างหน้าไม่อายแต่นับวันการนอนกอดร่างบางหอมกรุ่นกลิ่นลูกท้อก็ทำให้เขาไม่สามารถหักห้ามความคิดของตัวเองได้

    ดวงตานิลหลับตาลงอีกครั้งทั้งที่ใบหน้าซุกลงไปยังกลุ่มผมสีดำของนาง นี่ก็นับว่าผ่านวันปีใหม่ของแคว้นเว่ยมาอีกหนึ่งปีแล้ว วันนี้เป็นพิธีสวมกวานของซื่อจื่อเว่ยชีหลานซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเฟยหลงจึงคร้านที่จะตื่นแต่เช้าเช่นกัน ร่างสูงกระชับอ้อมกอดให้หญิงงามแนบชิดกับเขามากกว่าเดิม

    เช้าวันรุ่งขึ้น

    ป๋ายฮวาลืมตาตื่นอย่างงัวเงีย หลายวันมานี้นางรู้สึกว่าตัวเองดูเหมือนจะนอนหลับสบายมากขึ้นจนมักตื่นสายเป็นประจำ ความรู้สึกที่ตื่นขึ้นมาด้วยความอบอุ่นเช่นนี้ดั่งนอนกอดเตาผิงตลอดทั้งคืน นางเลิกคิ้วกวาดตามองทั่วเตียงนอนด้วยความไม่เข้าใจ

    เดิมทีนางควรจะนอนอยู่อีกฝั่งของเตียงนอนเพราะเกรงว่าจะทำให้เฟยหลงไม่พอใจที่มีคนอื่นมานอนร่วมเตียงด้วย ทุกครั้งนางมักจะขยับตัวจนร่างกายชิดขอบเตียงเพื่อไม่ให้เขาอึดอัดใจ แต่ดูเหมือนว่าช่วงนี้นางจะตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนหลับอยู่ตรงกลางของเตียงนอน และทุกเช้ามักจะมีผ้าห่มอีกชั้นมาห่มให้ นางทราบดีว่าผ้าห่มอีกผืนเป็นของเฟยหลงแต่นางเพียงแค่สงสัยว่าตนเองเป็นคนแย่งเขามาเองหรือเป็นเพราะเฟยหลงห่มให้นางหลังจากเขาตื่นนอนแล้ว แต่เฟยหลงไม่ชอบให้ใครยุ่งเกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้ของเขาไม่ใช่หรือ

    “เกิดอะไรขึ้น” ป๋ายฮวาทำหน้ามึนงงเดินกลับเข้าห้องตัวเองเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ มือเรียวปักปิ่นหยกสีขาวบนหัวตัวเองอย่างเรียบง่าย เดิมทีนางชอบเครื่องประดับหัวมากกว่านี้แต่หากมากเกินไปอาจจะสร้างความเข้าใจผิดให้ผู้คนได้ว่านางเป็นสาวใช้จริงหรือไม่ ดังนั้นนางจึงมักจะเอาเครื่องประดับชิ้นโปรดมานั่งมองและทำใจปักปิ่นหยกเรียบง่ายเท่านั้น

    เมื่อเห็นหยกประดับหลากหลายสีสันในกล่องโปรดตัวเอง ความคิดวุ่นวายทั้งหมดก็ลืมไปจนสิ้น หญิงสาวเบ้ปากมองหยกขาวบนหัวด้วยความน้อยใจ ช่างเถิดๆ ตอนนี้ทำใจปักแค่นี้ไปก่อนแล้วกัน

    “มีเรื่องอะไรหรือ” เสียงทุ้มแสนเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นในห้องโถง ป๋ายฮวาซึ่งกำลังลูบเครื่องประดับที่ตัวเองชอบอยู่ชะงักมือนิ่งก่อนจะรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วเพราะดูเหมือนว่าตอนนี้เฟยหลงกำลังคุยบางอย่างกับใครสักคน

    เฟยหลงกำลังนั่งตำแหน่งประธานและใช้ดวงตาเย็นเยียบมองขันทีด้วยความไม่พอใจ “องค์ชายให้มาเชิญคุณชายไปเข้าร่วมพิธีสวมกวานของซื่อจื่อด้วยขอรับ” ขันทีพูดเสียงแหลมสูง หางตามองชายหนุ่มด้วยความรังเกียจ

    คนประหลาดแบบนี้ ทำไมจึงต้องให้เขาซึ่งเป็นถึงขันทีขั้นสูงในวังหลวงเดินมาเชิญด้วยตัวเองด้วย ขันทีมองเส้นใยสีม่วงบนใบหน้าของเฟยหลงเบ้ปากดูถูก

    “ไม่ไป” เฟยหลงปฏิเสธ

    “เจ้าไม่สามารถปฏิเสธคำสั่งขององค์ชายได้” ขันทีขึ้นเสียงสูงเพราะนับตั้งแต่ที่เขามีฐานะและรับใช้อยู่ข้างกายองค์ชายเว่ยเฟยเจินทุกคนต่างแย่งอยากเอาใจและเคารพนอบน้อมเขา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนไม่ให้ความเคารพและกล้าปฏิเสธคำสั่งขององค์ชาย

    “บ่าวคิดว่าเราควรให้ทหารมาลากเขาไป ดีหรือไม่เจ้าคะ” นางกำนัลซึ่งติดตามมาด้วยถาม ป๋ายฮวาขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ขันทีและนางกำนัลสองคนมีอำนาจอะไรมาขึ้นเสียงใส่คุณชายของนาง

    “อย่างนั้นหรือ ใครมอบความกล้าให้พวกเจ้าสองคนมาวางอำนาจในเรือนหลังนี้หรือ” ป๋ายฮวาเอ่ยแทรกบทสนทนาเสียงเย็นก่อนจะเดินไปหยุดอยู่เบื้องหลังของเฟยหลง ดวงตาดอกท้อกวาดตามองทั้งสามคนเรียบนิ่ง

    “เจ้าเป็นใคร” ขันทีน้อยถามเสียงแหลม

    “ตื่นแล้วหรือ” เฟยหลงหันหลังไปมองหญิงสาวพร้อมเอ่ยถาม น้ำเสียงอ่อนโยนแตกต่างจากน้ำเสียงที่ใช้คุยกับคนอื่นหลายส่วน

    ป๋ายฮวาพยักหน้ารับส่งๆ เพราะดูเหมือนว่าเฟยหลงไม่มีท่าทางสนใจคนอื่นเลย เขายังมีใจหันมามองนางและถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผิดกับท่าทางเย็นชาเมื่อครู่คล้ายกับเป็นคนละคน

    “พวกเจ้ากล้าขัดคำสั่งขององค์ชายเว่ยเฟยเจินและองค์ชายสามหรือ” ขันทีน้อยถลึงตามองนายบ่าวทั้งสองคนด้วยความไม่พอใจ

    “เป็นเพียงบ่าวรับใช้กลับกล้าส่งเสียงรบกวนเจ้านาย หากนายของเจ้าต้องการพบคุณชายของข้า เขาต้องมาเชิญด้วยตัวเองเท่านั้น” ป๋ายฮวาบอกก่อนจะแย่งดาบในมือของเฟยหลงไปถือไว้อย่างมั่นคงและหันดาบชี้ไปทางขันที

    หากนางโมโหก็มักใช้กำลังเช่นนี้แหละ และตอนนี้นางก็ไม่พอใจขันทีคนนี้เป็นอย่างมากด้วย

    “กรี๊ด เจ้าจะฆ่าพวกเรา ฆ่าคนแล้ว ฆ่าคนแล้ว” นางกำนัลชุดเขียวล้มตัวลงด้วยความตกใจกลัวเพราะตั้งแต่เข้าไปอยู่ในวังหลวงไม่เคยมีใครใช้ดาบชี้มาทางนางเช่นนี้มาก่อน

    ขันทีน้อยยืนเงียบเพราะหวั่นเกรงต่อปลายดาบ เฟยหลงกอดอกนั่งมองการกระทำของหญิงสาวและเอนตัวพิงผนักด้านหลังอย่างสบายใจ ไม่มีการห้ามปรามแม้ตอนนี้หญิงสาวกำลังก่อเรื่องเสียมารยาทก็ตาม

    “หากพวกเจ้าออกไปช้ากว่านี้ ข้าอาจจะฆ่าพวกเจ้าจริงๆ ก็ได้” ป๋ายฮวาบอกและตวัดดาบขู่ทั้งสามคน หกพันปีที่ใช้ชีวิตมาวิชาดาบกระบี่นางร่ำเรียนมามากกว่าสามพันปี แม้จะไม่ชำนาญแต่หากใช้ข่มขู่ก็ยังพอทำได้อยู่บ้าง

    เฟยหลงเลิกคิ้วมองท่าทางตวัดดาบของหญิงสาว เขาใช้มือข้างหนึ่งวางไว้บนโต๊ะก่อนจะเท้าคางมองท่าทางถือดาบด้วยความสนใจ มือจับดาบถูกต้องและนางไม่มีความหวั่นเกรงต่อคมดาบ ดูเหมือนว่านางจะเคยเรียนวรยุทธ์มาก่อน

    “เหอะ” หลังจากทั้งสามคนเห็นท่าทางเอาจริงของหญิงสาวก็รีบเผ่นหนีออกไปจากเรือนอย่างรวดเร็วเพราะหากนางฆ่าพวกเขาทิ้ง ชีวิตน้อยๆ นี้ใครจะสนใจเล่า เขาไม่ใช่ขันทีสนิทขององค์ชายเว่ยเฟยเจินด้วย เป็นแค่ขันทีระดับล่างเท่านั้น ชีวิตน้อยๆ ควรรักษาไว้ดีกว่า พวกเขาควรจะไปแต่งเรื่องโกหกสักเรื่องและโยนความผิดให้ทั้งสองคนแทน

    “เหอะ เป็นบ่าวรับใช้กลับกล้าอวดเก่ง ไม่รู้ว่าเจ้านายของพวกเขาจะหยิ่งยโสแค่ไหน” ป๋ายฮวาแค่นเสียงและวางดาบคืนใส่มือเจ้าของ

    เฟยหลงรับดาบมาทั้งที่ยังเท้าคางมองท่าทางถือดาบของนางด้วยความสนอกสนใจ เรื่องของขันทีและนางกำนัลไม่อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ในดวงตาของเขามีแค่เงาร่างของหญิงสาวอาภรณ์ขาวเท่านั้น

    “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่านอกจากจะใช้ดาบของข้าแทนการบดสมุนไพรแล้ว เจ้ายังสามารถใช้ดาบโลหิตนิลขู่ผู้คนได้อีกด้วย” เฟยหลงเอ่ยน้ำเสียงหยอกเย้า

    ป๋ายฮวาชะงักค้างก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “เลียนแบบท่าทางถือดาบของคุณชายเท่านั้น ฮ่าๆ คุณชายล้อข้าเล่นแล้วเจ้าค่ะ”

    “จริงหรือ” ดวงตานิลยิ้มขำท่าทางกระอักกระอ่วนใจของนาง

    ใช้เวลาไม่นานเสียงเฉลิมฉลองหน้าจวนก็ดังมาถึงเรือนท้ายจวนของพวกเขา แต่พวกเขาทั้งสองคนต่างนั่งกินโจ๊กยามเช้าเงียบๆ เท่านั้น ไม่สนใจเรื่องราววุ่นวายในตอนเช้าเมื่อสักครู่ พวกเขาเพียงคีบอาหารเข้าปากสบายใจคล้ายเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น

    “เมื่อวานข้าฝากท่านปู่เหลียงซื้อปลามาจากชาวบ้าน ปลาเนื้อสดมากเลยเจ้าค่ะ คุณชายลองชิมดูสิเจ้าคะ” ป๋ายฮวาพูดและเอาใจใส่โดยช่วยคีบเนื้อปลาใส่ในชามโจ๊กให้

    เฟยหลงยิ้มมุมปากตักโจ๊กและปลาเข้าปากพร้อมกันคล้ายเรื่องเหล่านี้เป็นความเคยชินของเขา “อืม อร่อยมาก”

    “เจ้าก็กินด้วยสิ” ครั้งนี้เป็นชายหนุ่มที่ค่อยๆ เอาก้างออกยื่นเนื้อปลาชิ้นใหญ่ใส่ในถ้วยโจ๊กของนางบ้าง ป๋ายฮวาไม่เกรงใจรีบตักปลาเข้าปากอย่างรวดเร็วและกลืนกินอย่างสบายใจ ความหิวของนางเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นจนต้องกินข้าวเหมือนมนุษย์ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรในเมื่อนางมักจะต้องกินข้าวพร้อมเขาเป็นประจำ

    ระหว่างผลัดกันคีบอาหารให้กัน การกินอาหารเช้าจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

    แต่ก่อนที่นางจะได้ลุกเอาถ้วยชามไปเก็บเสียงเปิดประตูหน้าเรือนก็ดังขึ้น ป๋ายฮวาและเฟยหลงผุดลุกขึ้นยืนและรีบออกไปลานกว้างหน้าเรือนอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงคนจำนวนมากเข้ามาใกล้

    กลุ่มทหารหลายสิบคนวิ่งเข้ามาในเรือนพร้อมอาวุธครบมือ บางคนเหยียบดอกไม้ที่นางตั้งใจทะนุถนอมตั้งใจปลูก ต้นดอกท้อของนางซึ่งมีอายุเพียง 7 ปีเท่านั้นถูกพวกเขาชนจนกิ่งก้านที่อยู่ต่ำหักเสียหาย ป๋ายฮวามองต้นท้อด้วยหัวใจสลาย แม้แต่เวลาที่เฟยหลงฝึกดาบเขายังเลี่ยงที่จะทำลายต้นท้อของนางเลย

    ตอนนี้แม้อากาศจะยังหนาวแต่ก็เริ่มเข้าฤดูใบไม้ผลิตั้งแต่วันปีใหม่แล้ว ดอกท้อเริ่มผลิบานแต่กลับถูกพวกเขาทำลายทิ้งจนนางอยากอาละวาดทำร้ายทหารเหล่านี้คืนเหลือเกิน ป๋ายฮวาจ้องมองต้นท้อด้วยดวงตาแดงก่ำ

    “องค์ชายเชิญพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของขันทีน้อยคนเดิมดังขึ้นพร้อมๆ กับการปรากฏตัวของชายหนุ่มในชุดคลุมสีแดงมีลวดลายมังกรปักอยู่ชายเสื้อคลุม ใบหน้าซึ่งไม่เปลี่ยนไปจากวัยเด็กเลยแม้แต่น้อย

    ยังน่ารังเกียจเหมือนเดิม

    ชายหนุ่มซึ่งมีอายุน้อยกว่าเฟยหลงเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้นกลับด้อยกว่าเฟยหลงในทุกด้าน ร่างกายผอมสูงเหมือนบัณฑิตหน้าขาวในวังหลวง ไหนบอกว่าองค์ชายรองเก่งบุ๋นบู๊อย่างไรเล่า ร่างกายผอมแห้งเช่นนี้แม้แต่ลมพัดมาไม่รู้ว่าจะต้านไหวหรือเปล่า

    ป๋ายฮวาแอบเบ้ปากดูถูก วังหลวงแล้วอย่างไร มีสมบัติเท่านางหรือไม่ ของมีค่าของดีทั้งหลายนางพยายามสรรหามามอบให้เฟยหลงจนหมดสิ้น แม้องค์ชายรองจะถูกดูแลดีอย่างไรก็เทียบกับเฟยหลงไม่ได้อยู่ดี คงจะต้องถูกเลี้ยงมาจากฮ่องเต้แบบผิดๆ เพราะเป็นองค์ชายคนโปรดจึงถูกอาจารย์และเหล่าขุนนางประสบสอพลอยกยอจนคิดว่าตัวเองเก่งที่สุดแล้วแน่นอน

    เดิมทีนางยังกังวลว่าองค์ชายรองจะน่ากลัว แต่เมื่อมองเห็นท่าทางอ่อนแอขององค์ชายรองผู้นี้แล้ว ก็ทำให้นางรู้ว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฟยหลงในทุกๆ ด้าน

    “ท่านดูดีกว่ามาก” ป๋ายฮวาหันไปบอกเฟยหลงตามที่ตัวเองคิด

    มองเห็นดวงตาใสซื่อของนางก็สามารถเดาความคิดได้แล้ว ความเย็นชาของชายหนุ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว เขายิ้มขำในความไร้เดียงสาของสาวใช้ตนเอง คนในวังหลวงแม้เขาจะไม่เคยสัมผัสแต่ดูจากภายนอกไม่สามารถตัดสินได้หรอกนะ หากน้องชายคนนี้ของเขาไร้ความสามารถจริงคงไม่มีฐานะมั่นคงถึงเพียงนี้และไม่สามารถครองตำแหน่งในใจของฮ่องเต้จนอยากจะแต่งตั้งให้เขาเป็นรัชทายาทได้หรอก

    น้องชายของเขาคงเอาเวลาดูแลร่างกายไปทุ่มเทกับแผนการเจ้าเล่ห์เหล่านั้นมากกว่า เฟยหลงมองชายหนุ่มในชุดสีแดงและสีฟ้าเดินเข้ามาในตัวเรือนด้วยความไม่สบายใจ เดิมทีคิดว่าจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบใจได้อีกหลายปี แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรอไม่ไหวแล้ว

    “ไม่ต้องทำหน้าเคร่งเครียด ข้าแค่มาดูหน้าเจ้าสักครั้ง อยากรู้ว่าปีศาจผ่านมา 7 ปีใช้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง” เว่ยเฟยเจินพูดเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจเมื่อเห็นพี่ชายของตัวเองใกล้ๆ ชัดเจน

    เดิมทีคิดว่าเขาต้องมีร่างกายผอมแห้งและใช้ชีวิตในแดนเหนืออย่างยากลำบากแน่นอน แต่เมื่อมองดูเรือนที่เทียบไม่ได้กับวังหลวง แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ชายคนหนึ่งใช้ชีวิตสบาย ยิ่งเมื่อมองเห็นเสื้อคลุมของเฟยหลงซึ่งเป็นผ้าเนื้อดีเทียบเท่ากับของตัวเองยิ่งทำให้เขารู้สึกขัดตามากกว่าเดิม

    ร่างกายสูงแกร่งกำยำ ผิวแม้จะมีเส้นใยสีม่วงเต็มใบหน้าแต่ก็ยังรู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาถูกบำรุงอย่างดี ที่สำคัญคือดาบสีดำเลื่อมในมือของเขา เพียงมองครั้งแรกก็รู้ได้ทันทีว่าดาบเล่มนี้ต้องเป็นดาบโลหิตนิลในตำนานแน่นอน เหตุใดมันถึงมาอยู่ในเรือนหลังนี้ได้

    คำถามมากมายวิ่งวนในหัวไปมาด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์ชายผู้ถูกทอดทิ้งจึงยังสามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างสุขสบาย ก้นบึ้งของดวงตามีความริษยาวาบผ่าน ความละโมบในดาบถูกกดลงไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครสังเกตเห็น รอก่อนเถิด สักวันดาบโลหิตนิลต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน

    เว่ยเฟยเหวินก็มองเห็นดาบในมือของเฟยหลงเช่นกัน “เสด็จพี่เฟยเจิน ใช่ดาบโลหิตนิลหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เขาหันไปถามพี่ชายตัวเองด้วยความตื่นเต้น

    “อืม” เว่ยเฟยเจินฝืนเก็บความโลภตัวเองและพยักหน้าตอบน้องชาย

    “ทำไมดาบล้ำค่าจึงอยู่ในมือของตัวประหลาดด้วยเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

    “ข้าไม่รู้” เว่ยเฟยเจินตอบกลับเสียงหงุดหงิด

    ป๋ายฮวามองทั้งสองก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ หรือนางควรจะเอาดาบไปซ่อนดี ในห้องหนังสือของเฟยหลงยังมีของมีค่ามากมายหวังว่าทั้งสองคนนี้จะไม่เข้าไปบุกค้นแย่งชิงของคนอื่นหรอกนะ

    “ทำลายเรือนหลังนี้ทิ้ง” เว่ยเฟยเจินสั่งเมื่อรู้สึกว่าเรือนหลังนี้ยิ่งมองยิ่งรู้สึกขัดตาจนอยากจะทำลายทิ้ง ภาพลักษณ์องค์ชายผู้อ่อนโยนถูกทำลายทิ้งทันทีที่เหยียบชายแดนเหนือแล้ว

    เฟยหลงเดินขึ้นหน้าก่อนจะยกดาบขึ้นขวาง “ใครกล้า”

    “ปีศาจอย่างเจ้าควรจะหลบอยู่ในรูเท่านั้น ทหารฟังคำสั่งข้า ทำลายเรือนนี้ทิ้งทั้งหมด” เว่ยเฟยเจินหันไปสั่งทหารตัวเอง เดิมทีการมาครั้งนี้ก็คือการกำจัดองค์ชายใหญ่อยู่แล้ว ความรู้สึกกดดันจากขุนนางหัวโบราณมากมายทำให้เขาอยากจะใช้ตัวต้นเหตุเป็นที่ระบายความแค้น

    “เข้ามาหนึ่งคน ข้าฆ่าหนึ่งคน” เฟยหลงกล่าวเสียงเย็นชาและเดินไปบังป๋ายฮวาไว้ด้านหลัง หญิงสาวมองการกระทำของสององค์ชายด้วยความโกรธ แต่นางก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเพราะกลัวว่าสวรรค์จะทำโทษที่นางยุ่งวุ่นวายชีวิตในโลกมนุษย์ของมหาเทพมากเกินไป นอกจากยืนกำมือแน่นนางก็ทำอะไรเพื่อเขาไม่ได้เลย

    ดวงตาดอกท้อแดงก่ำด้วยความเคียดแค้น จะให้นางยอมให้คนเหล่านี้เข้ามาทำลายเรือนของพวกนางได้อย่างไร


    ​

    คล้ายกับเรื่องอวลกลิ่นดอกท้อ ด้ายแดงสวรรค์ ที่คุณอ่าน