“ชุดเกราะเหมือนกับของตัวหัวหน้าเมื่อกี้… คงเป็นระดับแม่ทัพสินะ? ”
สิ่งที่แม่ทัพฝ่ายมนุษย์เห็นตรงหน้านั้น คืออสูรร้ายเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ชุดเกราะทั้งตัวนั้น มันที่ทำจากวัสดุเลียนแบบของเผ่าภูติที่มีความเหนี่ยวและคงทนสูง
ฟันเฟืองจำนวนมากที่ปรากฏอยู่ตามแขนและขา ทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นจักรกลสังหารมากกว่าชุดเกราะธรรมดาทั่วไป
อาวุธในมือของมดทหารระดับสูงที่กำลังแผ่ไออันตรายออกมานั้น คือง้าวขนาดยักษ์ยาวถึงสามเมตร
ใช่แล้ว บุรุษผู้นี้คือขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส] นั่นเอง
ชุดเกราะสีส้มที่เขาสวมใส่มานั้น มันไม่ใช่ชุดเกราะธรรมดา
แต่มันคือไพ่ตายของราชินีฟรีด้าที่ทุ่มแรงวิจัยจนเลือดตาแทบกระเด็น
ตามแผนการเดิม เจ้าชุดเกราะนี้ควรจะถูกผลิตออกมาล่าช้ากว่านี้
แต่ด้วยความที่สถานการณ์เลวร้ายลงจนไม่อาจทนรอต่อไปได้ พวกองค์ราชินีจึงตัดสินใจยกเลิกสายการผลิตทั้งหมด แล้วทุ่มกำลังไปกับการผลิตออกมาเพียงแค่ห้าชุดเท่านั้น
ห้าชุดสำหรับขุนพลทั้งห้าของพวกเขา
แล้วมันก็เสร็จทันเวลาได้อย่างงดงาม
ถึงจะเป็นรุ่นปรับปรุงที่ตัดทอนความสามารถบางอย่างออกไปก็ตามที
“หน่วยธนู ยิง! ”
แม่ทัพแดงรีบเปิดฉากโจมตีก่อน
ลูกธนูถูกจำนวนมากต่างถูกยิงไปตรงเส้นทางที่คัดแคบข้างหน้า
เส้นทางใต้ดินที่คับแคบเช่นนี้ คงยากที่จะหลบฝนธนูเหล่านี้
แต่ฮอเนสกลับทำได้ราวกับเป็นการปอกกล้วยเข้าปาก
เสียงเฟืองลั่นได้ดังขึ้นมาจากส่วนข้อเท้าของชุดเกราะ
ในพริบตาต่อมา ร่างของฮอเนสก็มาปรากฎอยู่ตรงกลางกองทัพพลธนูของมนุษย์แล้ว
“เร็ว!? ”
ทุกคนต่างตกตะลึงต่อความเร็วที่ไม่น่าเชื่อนั้น
ง้าวขนาดยักษ์ได้ถูกควงเหนือหัวฮอเนส ก่อนที่จะถูกเหวี่ยงกวาดเป็นวงกว้างออกไปตรงหน้า
ฟันเฟืองช่วงข้อต่อแขนได้ส่งเสียงลั่นออกมาพร้อมกับการโจมตีนั้น
ร่างของนักรบมนุษย์ที่สวมเกราะเบา จะมีน้ำหนักตัวรวมต่อคนถึงเก้าสิบกว่ากิโลกรัม
เป็นน้ำหนักที่ไม่ถือว่าเบาแม้แต่น้อย
แต่ด้วยพละกำลังที่เสริมจากชุดเกราะแขนกล เลยทำให้ง้าวของฮอเนสส่งร่างของพลธนูตรงหน้าปลิวขึ้นท้องฟ้าราวเศษกระดาษได้
และไม่ใช่เพียงแค่คนหรือสองคน แต่มากกว่าสิบคนที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าเขา
“ย๊าก! ”
ขุนนางยักษาแมงโกบุกเข้าโจมตีใส่พร้อมกับลูกน้องทั้งสี่คน
เขาจำฮอเนสได้ และไม่คิดว่าจะสามารถเอาชนะได้โดยง่าย
เขาทุ่มพลังทั้งหมดที่มี แล้วโจมตีออกไปด้วยดาบความคู่ของเขา
อสูรสี่แขนกระโดดหลบคมดาบของแมงโกด้วยความว่องไว
กางปีกบินเกาะเพดานห้องโถงที่สูงสี่เมตร แล้วจ้องมองลงมาด้วยใบหน้าที่สนุกสนาน
“มีของมาฝาก”
เขาโยนบางสิ่งที่เหน็บซ่อนเอาไว้ตรงเอวลงมากองตรงหน้าของขุนนางยักษาแมงโก
สิ่งนั้นคือเศียรของขุนนางอเมริคานา เพื่อนร่วมรบของเขานั่นเอง
ถึงใบหน้าที่สวยงามของเธอจะถูกบดขยี้จนบี้แบน แต่นั่นคือใบหน้าของเธอไม่ผิดแน่นอน
“แก! ”
ขุนนางแมงโกถูกความโกรธเข้าครอบงำ
เขายกดาบควายทั้งสองเล่มขึ้นสูงด้วยร่างอันใหญ่โต
แล้วฟันมันลงมาจากบนลงล่างสุดแรงที่เขามี
คมดาบความที่รุนแรงได้เฉือนเนื้อเพดานและพื้นดินจนแหวกออกเป็นเส้นทางยาว
ความรุนแรงนั้นช่างมหาศาลราวกับลูกปืนใหญ่
ฮอร์เนสรีบถีบตัวเองหลบออกมาอย่างว่องไวพร้อมกับปามีดออกไปสี่เล่ม
แต่มีดทั้งสี่กลับถูกสกัดด้วยกระสุนหินที่ยิงออกมาจากเหล่าภูติตัวน้อย
“พวกเราจะช่วยสนับสนุนเอง พรม~”
เอพีเซียร์หัวหน้าหน่วยภูติปฐพีได้เอยขึ้นมา
พื้นดินตรงจุดที่ฮอร์เนสร่อนลงมานั้น ได้ถูกทำให้นูนสูงขึ้น
ปีกของเหล่าภูติได้ส่องประกายแสงพร้อมกับคริสตัลภูติที่ถืออยู่ในมือ
หอกศิลาได้ผุดขึ้นมาจากผิวดิน แล้วพุ่งแทงเข้าใส่ปล้องส่วนท้องของฮอร์เนสจากข้างหลัง
เนื่องจากเป็นการโจมตีด้วยวิธีที่ฮอร์เนสไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจึงไม่อาจทันตั้งตัวหลบได้ทัน
หอกศิลาได้แทงตรงลงไปที่แผ่นหลังของเขา
แต่ไม่อาจแทงทะลุชุดเกราะรุ่นใหม่นี้เข้าไปได้
ชุดเกราะที่ถูกสร้างจากการเลียนแบบโครงสร้างวัสดุของเผ่าภูติที่ยึดมาได้นั้น มีความเหนี่ยวและดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งนัก
“ฮะ ฮะ ฮะ ชุดเกราะนี้มันเยี่ยมไปเลยนี่หว่า สมกับที่เป็นท่านราชินีฟรีด้า”
ฮอเนสพูดอย่างดีใจพร้อมกับก้มมองดูชุดเกราะของตัวเอง
“หน่อย! ”
แม่ทัพเฉินซิงนำกองทหารจอมยุทธวิ่งเข้าใส่จากด้านหลังของฮอร์เนส
ร่างมนุษย์ที่สูงสองเมตรพร้อมกับง้าวยักษ์ได้ถูกเหวี่ยงปะทะกับยอดนักรบของเผ่าอาร์โธร์โพดา
ด้วยร่างและอาวุธที่มีขนาดใกล้เคียงกันของทั้งสองฝ่าย เลยทำให้เกิดการแลกเพลงยุทธที่น่าตื่นตาตื่นใจ
พายุง้าวถูกโหมกระหน่ำซัดใส่แลกกันอย่างไม่มีใครย่อยอมใคร
แต่ดูเหมือนว่าแม่ทัพเฉินซิงของมนุษย์จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ชุดสีเขียวที่สวมใส่เลียนแบบบรรพชนในตำนานกวนอูเริ่มมีรอยขีดขวนปรากฏให้เห็น ในขณะที่ฮอร์เนสไร้ซึ่งรอยขีดข่วน
“อ๊าก! ”
เหล่าทหารหาญที่น่าสงสารต่างถูกพายุแห่งการปะทะซัดกระเด็นจนร่างฉีกขาด
“ถอยไปไอพวกยักษาน้อย! ”
ในขณะเดียวกัน กองกำลังยักษาทั้งห้าก็วิ่งบุกเข้ามาอีกครั้ง
ร่างอันใหญ่โตของพวกเขาช่วยมีผลต่อความรู้สึกและแรงกดดันต่อฝ่ายศัตรู
แต่สิ่งนั้นไม่ได้ผลกับฮอร์เนสผู้ไร้เทียมทานแม้แต่น้อย
“อ๊าก! ”
มีดเล่มเล็กได้ถูกขว้างเข้าใส่ลูกน้องของแมงโก
มีดที่มีขนาดเล็ก วิ่งตัดผ่านอากาศ ลอดผ่านช่องว่างของฮูทเกล็ดมังกร แล้วปักเข้าที่เป้าตา ทะลุไปถึงสมอง
ทหารยักษาล้มตายไปในเวลาอันรวดเร็วถึงสองนายด้วยมีดเพียงสี่เล่ม
แต่การโจมตีของฮอเนสยังไม่จบ
เขาใช้ด้ามง้าวปัดการโจมตีของเฉินซิง แล้วกระหน่ำแทงด้วยความรวดเร็วไปที่ทหารยักษาซึ่งกำลังพุ่งเข้าใส่
มีเพียงแค่ขุนนางแมงโกที่รับการโจมตีนั้นเอาไว้ได้ แต่อีกสองคนเป็นอันต้องสิ้นชีพไปพร้อมกับรอยแยกที่เกิดขึ้นตรงหน้าผาก
“หน่อย! ”
แม่ทัพแดงแทงง้าวไปที่ฮอร์เนสในช่วงที่เขากำลังตวัดอาวุธออกไปเป็นวงกว้าง
แต่คมง้าวของแดงกลับถูกอริศัตรูหนีบป้องกันเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง
“ช้าไปนะ”
ฮอร์เนสพูดจาถากถางแม่ทัพแดง ก่อนที่จะดึงร่างของเขาเข้ามาพร้อมกับใช้เขี้ยวในปากปักทะลุศรีษะของเขา
แม่ทัพแดงได้เสียชีวิตลงในทันที
“อ๊ากกก! ”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากผ้าเพดาน
ผิวดินข้างบนมีเขี้ยวร้ายของเผ่าอาร์โธร์โพดาผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
สเลบใช้โอกาสที่ศัตรูเพ่งความสนใจไปฮอเนสเพื่อเข้าลอบโจมตีพวกเผ่าภูติที่บินติดเพดานอยู่
เขี้ยวที่คมกริบของลูกน้องสเลบกำลังแทงทะลุลงไปที่ร่างของภูติตัวน้อย
แน่นอนว่ารวมถึงหัวหน้าหน่วยเอพีเซียร์ด้วย
แสงสว่างจากปีกของพวกภูติเริ่มดับมอดลงจนสูญสิ้นแสงสว่างไป
“จัดการดับคบเพลิงพวกมันซะ”
สเลบที่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งได้คำรามสั่งการด้วยคลื่นสมอง
ลูกน้องของเขาที่โผล่มาครึ่งตัวจากผ้าเพดาน ได้ยิงธนูลงไปที่ทหารเผ่ามนุษย์อย่างแม่นยำ
คบเพลิงที่มีอยู่น้อยนิดได้ร่วงหล่นไปกองที่พื้น
แสงไฟเหล่านั้นถูกบดบังด้วยพื้นผิวที่ขรุขระของห้องโถงใต้ดิน
ความมืดไม่ใช่ปัญหาของกองทหารมด เพราะพวกเขาสามารถรับรู้ทุกสิ่งในความมืดได้จากหนวดสัมผัส
แต่ไม่ใช่กับเผ่าที่ใช้ดวงตาในรับรู้เป็นหลักอย่างมนุษย์และยักษา
ความมืดได้เข้าครอบงำพื้นที่ของห้องโถงสังหาร
แม่ทัพเฉินซิงกับขุนนางแมงโกต่างถูกความมืดมิดกลืนกิน
พวกเขากำลังจมลงสู่ความมืดมิดของชาวอาร์โธร์โพดา...
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
พวกเรากำลังเคลื่อนทัพจำนวนมากลงไปในเส้นทางใต้ดินกัน
มันเป็นเส้นทางที่มืดมิด วกวนและคับแคบ
เส้นทางที่กว้างเพียงสองเมตร สูงสามนี้ มีเพียงแสงสว่างจากคบเพลิงและปีกของพวกเผ่าตัวจิ๋ว ที่คอยนำทางให้กับพวกเรา
เนื่องจากเส้นทางนั้นวกวน และชวนปวดหัวไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่ฉันลอบเข้ามา พวกเราจึงใช้เวลาไปกับเส้นทางเหล่านี้หลายสิบชั่วโมงแล้ว
ไม่อาจทราบได้ถึงสถานการณ์ข้างนอก รวมไปถึงเส้นทางข้างหน้านี้
เป็นสถานการณ์ที่ต้องการสมาธิ เพราะพวกเราไม่รู้เลยว่าจะถูกบุกมาจากทิศทางไหนและเวลาไหน
แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้น---
“ภาษาของเราเผ่ายักษา เวลาเจอหน้ากันต้องพูดแบบนี้นะครับ”
“อืม… เข้าใจละ ขอบคุณนะบานา”
---ทั้งที่เป็นแบบนั้น บานาของฉันกลับมัวแต่สนใจถูกยัยร่านต่างเผ่าแทนซะงั้น
ยัยร่านนั้นกำลังล่อลวงสุดที่รักของฉันด้วยหน้าภูเขาขนาดมหึมาตรงหน้าอกของมัน
ฉันก้มมองดูหน้าอกของตัวเอง
ยังโตได้อีก ใช่แล้ว ของฉันยังโตได้อีก อย่าได้กังวลไปเลยแครอท
“ไม่เจอศัตรูเลยแฮะ”
“แต่มีศพกองเพียบเลยนะดอง~”
เผ่าตัวจิ๋วที่ถูกยัยร่านกอดเอาไว้กำลังพูดออกมาด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึก
เจ้าตัวน้อยนั้นมีชื่อว่าเอสเทอ
ส่วนคนที่คุยกับเธอคือผู้ชายเผ่ายักษาน้อยที่มีผิวสีดำทั้งตัว
เขามีชื่อว่าแอร์บาส์ร
ฉันหันไปมองเส้นทางตรงหน้าอีกครั้ง
เส้นทางวงกตแห่งนี้ นอกจากความมืดและความซับซ้อนแล้ว ยังมีศพทหารทั้งฝ่ายเราและศัตรูจำนวนมากถูกถมกองไปทั่วทางเดินอีกด้วย
กลิ่นเหม็นเน่าได้ส่งโชยไปทั่วเส้นทาง
และเป็นเพราะไม่เจอศัตรูแม้แต่เงา กลุ่มแม่ทัพอย่างพวกเราจึงเริ่มเปิดฉากพูดคุยแลกเปลี่ยนภาษากันอย่างที่เห็น
ไม่ได้ทำอะไรนอกจากคุย จนแม้แต่คนโง่อย่างฉันยังเริ่มฟังภาษาของพวกต่างด้าวได้แล้ว
เพราะอย่างงั้นถึงได้รู้สึกหงุดหงิด เพราะดันฟังรู้เรื่องว่ายัยร่านกับเจ้าบานากำลังคุยอะไรกันอยู่นั่นละ
น้ำเสียงและคำพูดคำจาของบานานั้นดูสุภาพมากกว่าปกติมาก
มองดูก็รู้แล้วว่ากำลังจีบยัยร่านที่ชื่อว่าเอรีสอยู่นะ
พวกเผ่ายักษาน้อย หรือที่พวกมันเรียกว่า [มนุษย์] นั้น มีร่างกายที่แทบไม่ต่างจากพวกเรา
ที่แตกต่างคือพวกมันตัวเล็กกว่า และไม่มีเขาบนหัว
หรือพูดได้อีกนัยหนึ่ง ว่าคล้ายกับพวกวัยเด็กของเผ่ายักษาของเรา
บานา แกเป็นพวกโลลิค่อนใช่ไหม?
“ระวังทางลาดตรงนี้นะครับคุณเอรีส”
“เออ… ขอบคุณค่ะ”
บานารีบวิ่งนำหน้า แล้วเคลียร์พื้นที่ขรุขระตรงหน้าให้กับยัยร่าน
ยัยร่านเอรีสเดินตรงไปในเส้นทางนั้นตามคำเชิญของบานา
“อ๊ะ!? ”
“ระวังครับ! ”
แถมยังมีแกล้งล้มเพื่อแอบไปซบแผ่นหน้าอกของบานาอีกด้วย
ฉันทนไม่ไหวแล้ว บานาต้องเป็นของฉันเท่านั้น!
ฉันชักดาบออกมา แล้วพุ่งตรงไปที่ยัยร่านเอรีส
ตายซะเถอะ!
คมดาบของฉันได้ถูกแทงตรงไปข้างหน้า
“เหวอ!? ”
แต่ยัยร่านกลับหลบทัน
น่าเสียดายแฮะ
“ทำอะไรของเจ้านะแครอท! ”
“... ขอโทษที เหมือนว่าจะเห็นศัตรูเลยแทงเข้าไปนะ ฮะ ฮะ ฮะ”
“ศัตรู? จะบอกว่าพวกมันซ่อน---”
“อั๊ก”
“...”
ทุกคนต่างมองไปที่ปลายดาบซึ่งปักเข้าไปในกำแพงดินเป็นสายตาเดียวกัน
เสียงเมื่อกี้มัน...
“ศัตรู! พวกศัตรูอยู่ในกำแพงดิน แทงใส่แม่มเลยทุกคน! ”
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย
***ชายอับโชค [อลูฟ]
ตั้งแต่ช่วงเวลาเที่ยงของวันที่ 46 เกมส์แห่งสงคราม
เหล่าทหารหาญที่เสียชีวิตของแต่ละเผ่าได้เริ่มกลับมาเกิดใหม่กันอีกครั้ง
คริสตัลแห่งชีวิตของเผ่าอาร์โธร์โพดาเริ่มส่องแสงเป็นประกายในห้องที่สุกสว่างด้วยคบเพลิง
ลมที่พัดโชยจากช่องระบายอากาศจำนวนมาก ทำให้เปลวไฟโบกสะบัด
ท่ามกลางนักรบที่กลับมาเกิดใหม่ มีข้า ขุนพลอลูฟรวมอยู่ในนั้นด้วย
ซึ่งช่วงเวลาที่ข้าเกิดนั้น เป็นตอนเวลาราวสามทุ่ม
เป็นช่วงเวลาที่ไอบ้าคอมมิวมันฆ่าข้านั่นแหละ
“ไอเจ้าคอมมิววว! ”
ข้าวิ่งพล่านไปทั่วเพื่อหาไอบ้าคอมมิว
“ไอเจ้าคอมมิวอยู่ที่ไหน! ”
ข้าจะฆ่าแม่มให้ได้ แต่ดันไม่เจอตัวเลยนี่สิ
“ (อลูฟ เลิกบ้าแล้วรีบไปออกรบแนวหน้าได้แล้ว!) ”
“ (เออ… ท่านราชินีบอสหรือครับ?) ”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงขององค์ราชินีบอสดังแทรกเข้ามาภายในสมอง
“ (สถานการณ์รบแย่มาก เส้นทางหลบหนีฉุกเฉินถูกพวกปีศาจปีกเฝ้าเอาไว้ เส้นทางวงกตใต้ดินเต็มไปด้วยศัตรู อาวุธเองก็เริ่มจะมีไม่พอ อีกเดียวคงได้ใช้มือเปล่าสู้นั่นละ) ”
สถานเลวร้ายสุด ๆ เลยไม่ใช่หรือฟะนั่น
“ (เจ้ารีบไปสวมเกราะรุ่นใหม่ แล้วนำทัพเอาชัยกลับมาซะ) ”
“ (ชุดเกราะที่ระเบิดตัวเองได้เมื่อวันก่อนนั้นหรือครับ…) ”
ข้านึกถึงชุดเกราะไร้รอยต่อที่พากันระเบิดตัวเองเมื่อวันก่อนขึ้นมา
“ (อันนี้เป็นอีกรุ่น เพราะเวลาไม่มี จึงตัดสินใจยกเลิกการผลิตทั้งหมด แล้วเร่งผลิตรุ่นปรับปรุงออกมาห้าตัวก่อน รีบไปสวมแล้วออกไปรบเดียวนี้… อีกเรื่อง ที่ชุดจะมีลูกบอลสีขาวเหน็บเอาไว้ ให้ใช้มันเวลาที่ฉุกจะเป็นเท่านั้นนะ วิธีใช้ก็คือ---) ”
ดูท่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง น้ำเสียงของท่านดูร้อนรนมาก
ข้ารีบจัดแจงสวมเกราะแขนกลรุ่นล่าสุดที่ทาสีเลือดหมูเอาไว้
เฟืองจำนวนมากที่ปรากฏตามแขนขาเหล่านี้ จะช่วยให้ข้าเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
ข้ารู้สึกได้ถึงพลังจากชุดตัวนี้
“ดีละ กองทัพอลูฟ ออกรบได้! ”
ว่าแล้วข้าก็นำทัพผู้เกิดใหม่จำนวนสองแสนนายมุดเข้าไปในกำแพงดินทันที
คลื่นสมองที่กระจายไปทั่วสนามรบใต้ดินนั้น ทำให้ข้ารู้ว่าเหล่าขุนพลกำลังกระจายตัวอยู่ที่ไหนกันบ้าง
สเลบกับฮอเนสกำลังรบอยู่ที่ห้องโถงสังหารข้างหน้านี้
สกัดกำลังต่อสู้อยู่ที่ช่วงตรงกลางเส้นทางของเขาวงกต
และที่เหนือพื้นดิน มีกลุ่มของไอบ้าคอมมิวกำลังล่อพวกปีศาจปีกให้ถอยห่างออกมาจากเส้นทางหลบหนีฉุกเฉิน
แต่ดูเหมือนว่ามันจะล่อศัตรูออกมาไปไม่สำเร็จ
“งั้นพวกเราไปปราบกลุ่มแถวทางเข้าดีกว่า”
ที่เส้นทางช่วงต้นของเขาวงกตใต้ดิน มีอีกกองทัพหนึ่งของศัตรูปรากฏขึ้น
หากปล่อยเอาไว้ อีกไม่นานพวกมันคงได้เข้าไปพบกับสกัดที่กำลังทำการรบอยู่แน่
“ฮึ ฮึ ฮึ ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกพวกข้าล้อมอยู่นะ”
หนึ่งชั่วโมงต่อมา กองทัพของข้าก็เข้าสามารถล้อมพวกมันเอาไว้ได้ทั้งกองทัพ
ถึงจะไม่อาจมองเห็นด้วยตา แต่ข้ารู้ได้ราวกับจับวาง
เห็นทั้งภาพร่างและตำแหน่งศัตรูได้อย่างชัดแจ้งด้วยหนวดสัมผัสของข้า
กองทัพของศัตรูมีประมาณสองแสนนาย ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับกองทัพของข้า
“ทุกหน่วย เข้าประจำที่ รอสัญญาณจากข้า”
แต่ในตอนที่ข้ากำลังจะส่งสัญญาณบุก กลับมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเกิดขึ้นเสียก่อน
มีปีศาจยักษ์ตัวหนึ่งวิ่งตรงมาทางข้าพร้อมกับดาบในมือ
ดาบเล่มนั้นแทงเข้ามาในผนังดิน แล้วทิ้มเข้าใส่ร่างกายของข้าอย่างแม่นยำ
“อั๊ก!? ”
มันเป็นการแทงรุนแรงมาก ราวกับว่าจะให้สิ้นชีพลงในดาบเดียว
โชคดีที่ชุดเกราะรุ่นใหม่นี้แข็งแกร่ง ดาบของมันจึงไม่อาจแทงทะลุได้
สมกับเป็นผลงานของท่านราชินีฟรีด้า ช่างยอดเยี่ยม---
*ฉึก*
ศัตรูมันแทงดาบเข้ามาอีกเล่ม
เปล่าประโยชน์ เกราะนี้มันแข็ง---
*ฉึก*
และอีกเล่ม
*ฉึก ฉึก ฉึก*
และอีกหลายเล่ม
เดียว... ใจเย็นก่อนสิฟะพวกแก ให้เวลาข้าตอบโต้บ้างสิเฟ้ย!
ในเวลาเดียวกัน
“ราชินีฟรีด้า ชุดเกราะนี้มีช่องว่างและรอยต่อเยอะมากกว่าแบบร่างใช่หรือเปล่า? ”
“มีเวลาแค่นี้ สร้างมาได้ขนาดนี้ก็บุญโขแล้ว! อีกอย่าง รอยต่อนั้นมันเล็กมาก ถ้าจะถูกแทงได้ ศัตรูคงต้องมีฝีมือมากหน่อย หรือไม่ก็ดวงซวยสุด ๆ เท่านั้นนั่นละ”
(อลูปกำลังถูกแทงลงไปในช่องว่างที่ว่านั้นอยู่)
“อีกอย่าง ต่อให้ถูกแทงผ่านรอยต่อได้จริง ก็มีแค่แขนขาที่จะถูกตัดไป ซึ่งตรงนั้นชุดฟันเฟืองจะทำหน้าที่แทนเส้นประสาทให้ สรุปคือต่อให้ถูกแทงจนแขนขาดอยู่ข้างในชุดเกราะ พวกเขาก็จะยังสามารถขยับแขนขาได้อยู่ดีนั่นละ”
“แล้วถ้าโดนทำลายฟันเฟืองที่ว่าละ? ”
“ฉันออกแบบให้ฟันเฟืองแข็งแรงมาก ถ้าจะทำลาย ต้องแทงลงไปตรงแกนข้างใน ซึ่งมันเล็กและยากมากที่จะโดนได้นะ”
(อลูฟในเวลานั้นกำลังถูกบานาบีบคอลากออกมาจากดิน และบังเอิญว่าดาบเล่มหนึ่งของแครอทแทงลงไปโดนแกนที่ว่าพอดีซะงั้น)
“อืม… แต่ถ้าหากมีศัตรูที่เก่งระดับทำลายชุดเจ้าได้ มันจะไม่กลายเป็นชุดเกราะธรรมดาไปหรอกหรือ? ”
“เจ้านี่ช่างวิจารณ์และคิดแง่ลบจริงนะแฟต ถึงเวลาจะมีน้อย แต่ชุดรุ่นใหม่นี้มันถูกออกแบบให้ดูดซับแรงกระแทกได้ อีกทั้งยังเหนี่ยวและแข็งแกร่ง ถ้าไม่โดนรุมกระทืบ ยังไงก็ไม่มีอาวุธไหนทำร้ายมันได้หรอก! ”
ตัดไปที่ฝั่งอลูฟ
“ชุดเกราะแม่งแข็งเป็นบ้าเลยว้อย! ”
“งั้นก็รุมประชาตีนเลยสิดอง~ จะมัวรออะไรอยู่อีกละดอง~”
ว่าแล้วเหล่าแม่ทัพแห่งพันธมิตรก็รุมประชาตีนใส่อลูฟในทันที
ตัดกลับมาฝั่งราชินีอีกครั้ง
“อย่างงั้นหรือ ฉันคงฝากความหวังเอาไว้ที่ชุดเกราะและอาวุธใหม่ของเธอได้จริง ๆ สินะ”
“แน่สิแฟต! เกราะที่แข็งแกร่ง และอาวุธใหม่ ลูกบอลระเบิดแรงโน้มถ่วงที่ดัดแปลงมาจากเทคโนโลยีของพวกปีศาจแสง มันจะนำชัยชนะมาให้พวกเรา! ”
ตัดกลับไปที่อลูฟอีกครั้ง
เจ้าบอลทรงกลมสีขาวเท่าลูกปิงปองที่ราชินีฟรีด้าพูดถึงนั้น มันได้กลิ้นหล่นออกมาจากชุดเกราะของอลูฟ
มันกลิ้งไปหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของเอสเทอพอดี
“นี่มันอะไรเนี่ยดอง~”
เอสเทอหยืบขึ้นมาสำรวจดู
“อืม… พวกมันสร้างวัตถุต่อต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นมาได้จริง ๆ ด้วยสินะดอง~”
หากยังไม่ลืม มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่เมืองของพวกภูติถูกเผ่าอาร์โธร์โพดายึดไปได้สำเร็จ
มีหรือที่จะไม่มีการศึกษาและลอกเลียนแบบเทคโนโลยีเมืองลอยได้ของพวกภูติเอาไว้
ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะขโมยเทคโนโลยีนั้นมาทำเป็นระเบิด
“แต่ยังสร้างผิดวิธีอยู่ดอง~ ของแบบนี้ทำได้แค่ระเบิดในรัศมีแคบ ๆ เท่านั้นดอง~”
เอสเทอพูดพึมพัมกับตัวเอง ก่อนจะถอดสลักระเบิด แล้วยัดมันคืนไปในชุดเกราะของอลูฟ
“ทุกคน ถอยออกมาได้แล้วดอง~”
เอสเธอพูดออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อย่างเช่นเคย
บานา เอรีส แอร์บาส์ร และแครอทที่กำลังรุมประชาตีนใส่อลูฟ ต่างเดินถอยห่างออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
ในตอนนั้นเองที่ชุดเกราะของอลูฟบวมออกมาอย่างน่าตกใจ
“ไม่นะ! ”
อลูฟแผดเสียงร้อง
“ข้ายังไม่ทันได้ต่อสู้เลย! ”
แล้วร่างของอลูฟก็ฉีกขาดออกเป็นชิ้น ๆ จากภายในด้วยแรงระเบิดที่ไร้ควันไฟ
แรงโน้มถ่วงที่ทรงพลังได้พุ่งกระจายออกมาจากภายในชุด แล้วบดร่างของอลูฟจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“ท่านขุนพลอลูฟ!? ”
และเมื่อเสียผู้นำทัพ กองกำลังของอลูฟที่กำลังรบกับกองกำลังของทัพพัธมิตรก็พร้อมใจกันล่าถอยไปในทันที
ขุนพลอลูฟ ได้สิ้นชีวิตลงทั้งที่พึ่งเกิดใหม่มาได้เพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้น
และนี่คือหนึ่งในตำนาน (?) ของขุนพลอลูฟ ชายอับโชคแห่งเผ่าอาร์โธร์โพดา
ในเวลาเดียวกัน ที่เต็นท์บัญชาการของเผ่ามนุษย์
“ท่านทอมครับ สายตรงจากเมืองหลวงครับ”
“นี่ทอมพูด”
ดูเหมือนว่าจะมีสายโทรศัพท์ส่งตรงมาจากเมืองหลวงถึงสนามรบ
หากยังไม่ลืม เผ่ามนุษย์ได้วางเสาไฟ สายโทรศัพท์ และเส้นทางรถไฟเอาไว้ตลอดเส้นทางที่เดินทัพผ่านในครั้งนี้
ดังนั้นการติดต่อสื่อสารกับเมืองหลวงจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
“จากศูนย์บัญชาเมืองหลวง มีข่าวด่วนที่ต้องแจ้งให้ทราบ”
“ว่ามา”
ทอมพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดกว่าทุกครั้งเมื่อได้ยินว่าเป็นข่าวด่วน
“เมืองหลวงกำลังถูกเผ่ามนุษย์นกโจมตี ขอย้ำอีกครั้ง เมืองหลวงกำลังถูกเผ่ามนุษย์นกโจมตี ! ”