Age of war

    ตอนที่ 52 การปะทะของฮีโร่ยูนิต

    “ชุดเกราะเหมือนกับของตัวหัวหน้าเมื่อกี้… คงเป็นระดับแม่ทัพสินะ? ”

    สิ่งที่แม่ทัพฝ่ายมนุษย์เห็นตรงหน้านั้น คืออสูรร้ายเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

    ชุดเกราะทั้งตัวนั้น มันที่ทำจากวัสดุเลียนแบบของเผ่าภูติที่มีความเหนี่ยวและคงทนสูง

    ฟันเฟืองจำนวนมากที่ปรากฏอยู่ตามแขนและขา ทำให้มีความรู้สึกว่าเป็นจักรกลสังหารมากกว่าชุดเกราะธรรมดาทั่วไป

    อาวุธในมือของมดทหารระดับสูงที่กำลังแผ่ไออันตรายออกมานั้น คือง้าวขนาดยักษ์ยาวถึงสามเมตร

    ใช่แล้ว บุรุษผู้นี้คือขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส] นั่นเอง

    ชุดเกราะสีส้มที่เขาสวมใส่มานั้น มันไม่ใช่ชุดเกราะธรรมดา

    แต่มันคือไพ่ตายของราชินีฟรีด้าที่ทุ่มแรงวิจัยจนเลือดตาแทบกระเด็น

    ตามแผนการเดิม เจ้าชุดเกราะนี้ควรจะถูกผลิตออกมาล่าช้ากว่านี้

    แต่ด้วยความที่สถานการณ์เลวร้ายลงจนไม่อาจทนรอต่อไปได้ พวกองค์ราชินีจึงตัดสินใจยกเลิกสายการผลิตทั้งหมด แล้วทุ่มกำลังไปกับการผลิตออกมาเพียงแค่ห้าชุดเท่านั้น

    ห้าชุดสำหรับขุนพลทั้งห้าของพวกเขา

    แล้วมันก็เสร็จทันเวลาได้อย่างงดงาม

    ถึงจะเป็นรุ่นปรับปรุงที่ตัดทอนความสามารถบางอย่างออกไปก็ตามที

    “หน่วยธนู ยิง! ”

    แม่ทัพแดงรีบเปิดฉากโจมตีก่อน

    ลูกธนูถูกจำนวนมากต่างถูกยิงไปตรงเส้นทางที่คัดแคบข้างหน้า

    เส้นทางใต้ดินที่คับแคบเช่นนี้ คงยากที่จะหลบฝนธนูเหล่านี้

    แต่ฮอเนสกลับทำได้ราวกับเป็นการปอกกล้วยเข้าปาก

    เสียงเฟืองลั่นได้ดังขึ้นมาจากส่วนข้อเท้าของชุดเกราะ

    ในพริบตาต่อมา ร่างของฮอเนสก็มาปรากฎอยู่ตรงกลางกองทัพพลธนูของมนุษย์แล้ว

    “เร็ว!? ”

    ทุกคนต่างตกตะลึงต่อความเร็วที่ไม่น่าเชื่อนั้น

    ง้าวขนาดยักษ์ได้ถูกควงเหนือหัวฮอเนส ก่อนที่จะถูกเหวี่ยงกวาดเป็นวงกว้างออกไปตรงหน้า

    ฟันเฟืองช่วงข้อต่อแขนได้ส่งเสียงลั่นออกมาพร้อมกับการโจมตีนั้น

    ร่างของนักรบมนุษย์ที่สวมเกราะเบา จะมีน้ำหนักตัวรวมต่อคนถึงเก้าสิบกว่ากิโลกรัม

    เป็นน้ำหนักที่ไม่ถือว่าเบาแม้แต่น้อย

    แต่ด้วยพละกำลังที่เสริมจากชุดเกราะแขนกล เลยทำให้ง้าวของฮอเนสส่งร่างของพลธนูตรงหน้าปลิวขึ้นท้องฟ้าราวเศษกระดาษได้

    และไม่ใช่เพียงแค่คนหรือสองคน แต่มากกว่าสิบคนที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าเขา

    “ย๊าก! ”

    ขุนนางยักษาแมงโกบุกเข้าโจมตีใส่พร้อมกับลูกน้องทั้งสี่คน

    เขาจำฮอเนสได้ และไม่คิดว่าจะสามารถเอาชนะได้โดยง่าย

    เขาทุ่มพลังทั้งหมดที่มี แล้วโจมตีออกไปด้วยดาบความคู่ของเขา

    อสูรสี่แขนกระโดดหลบคมดาบของแมงโกด้วยความว่องไว

    กางปีกบินเกาะเพดานห้องโถงที่สูงสี่เมตร แล้วจ้องมองลงมาด้วยใบหน้าที่สนุกสนาน

    “มีของมาฝาก”

    เขาโยนบางสิ่งที่เหน็บซ่อนเอาไว้ตรงเอวลงมากองตรงหน้าของขุนนางยักษาแมงโก

    สิ่งนั้นคือเศียรของขุนนางอเมริคานา เพื่อนร่วมรบของเขานั่นเอง

    ถึงใบหน้าที่สวยงามของเธอจะถูกบดขยี้จนบี้แบน แต่นั่นคือใบหน้าของเธอไม่ผิดแน่นอน

    “แก! ”

    ขุนนางแมงโกถูกความโกรธเข้าครอบงำ

    เขายกดาบควายทั้งสองเล่มขึ้นสูงด้วยร่างอันใหญ่โต

    แล้วฟันมันลงมาจากบนลงล่างสุดแรงที่เขามี

    คมดาบความที่รุนแรงได้เฉือนเนื้อเพดานและพื้นดินจนแหวกออกเป็นเส้นทางยาว

    ความรุนแรงนั้นช่างมหาศาลราวกับลูกปืนใหญ่

    ฮอร์เนสรีบถีบตัวเองหลบออกมาอย่างว่องไวพร้อมกับปามีดออกไปสี่เล่ม

    แต่มีดทั้งสี่กลับถูกสกัดด้วยกระสุนหินที่ยิงออกมาจากเหล่าภูติตัวน้อย

    “พวกเราจะช่วยสนับสนุนเอง พรม~”

    เอพีเซียร์หัวหน้าหน่วยภูติปฐพีได้เอยขึ้นมา

    พื้นดินตรงจุดที่ฮอร์เนสร่อนลงมานั้น ได้ถูกทำให้นูนสูงขึ้น

    ปีกของเหล่าภูติได้ส่องประกายแสงพร้อมกับคริสตัลภูติที่ถืออยู่ในมือ

    หอกศิลาได้ผุดขึ้นมาจากผิวดิน แล้วพุ่งแทงเข้าใส่ปล้องส่วนท้องของฮอร์เนสจากข้างหลัง

    เนื่องจากเป็นการโจมตีด้วยวิธีที่ฮอร์เนสไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจึงไม่อาจทันตั้งตัวหลบได้ทัน

    หอกศิลาได้แทงตรงลงไปที่แผ่นหลังของเขา

    แต่ไม่อาจแทงทะลุชุดเกราะรุ่นใหม่นี้เข้าไปได้

    ชุดเกราะที่ถูกสร้างจากการเลียนแบบโครงสร้างวัสดุของเผ่าภูติที่ยึดมาได้นั้น มีความเหนี่ยวและดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งนัก

    “ฮะ ฮะ ฮะ ชุดเกราะนี้มันเยี่ยมไปเลยนี่หว่า สมกับที่เป็นท่านราชินีฟรีด้า”

    ฮอเนสพูดอย่างดีใจพร้อมกับก้มมองดูชุดเกราะของตัวเอง

    “หน่อย! ”

    แม่ทัพเฉินซิงนำกองทหารจอมยุทธวิ่งเข้าใส่จากด้านหลังของฮอร์เนส

    ร่างมนุษย์ที่สูงสองเมตรพร้อมกับง้าวยักษ์ได้ถูกเหวี่ยงปะทะกับยอดนักรบของเผ่าอาร์โธร์โพดา

    ด้วยร่างและอาวุธที่มีขนาดใกล้เคียงกันของทั้งสองฝ่าย เลยทำให้เกิดการแลกเพลงยุทธที่น่าตื่นตาตื่นใจ

    พายุง้าวถูกโหมกระหน่ำซัดใส่แลกกันอย่างไม่มีใครย่อยอมใคร

    แต่ดูเหมือนว่าแม่ทัพเฉินซิงของมนุษย์จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

    ชุดสีเขียวที่สวมใส่เลียนแบบบรรพชนในตำนานกวนอูเริ่มมีรอยขีดขวนปรากฏให้เห็น ในขณะที่ฮอร์เนสไร้ซึ่งรอยขีดข่วน

    “อ๊าก! ”

    เหล่าทหารหาญที่น่าสงสารต่างถูกพายุแห่งการปะทะซัดกระเด็นจนร่างฉีกขาด

    “ถอยไปไอพวกยักษาน้อย! ”

    ในขณะเดียวกัน กองกำลังยักษาทั้งห้าก็วิ่งบุกเข้ามาอีกครั้ง

    ร่างอันใหญ่โตของพวกเขาช่วยมีผลต่อความรู้สึกและแรงกดดันต่อฝ่ายศัตรู

    แต่สิ่งนั้นไม่ได้ผลกับฮอร์เนสผู้ไร้เทียมทานแม้แต่น้อย

    “อ๊าก! ”

    มีดเล่มเล็กได้ถูกขว้างเข้าใส่ลูกน้องของแมงโก

    มีดที่มีขนาดเล็ก วิ่งตัดผ่านอากาศ ลอดผ่านช่องว่างของฮูทเกล็ดมังกร แล้วปักเข้าที่เป้าตา ทะลุไปถึงสมอง

    ทหารยักษาล้มตายไปในเวลาอันรวดเร็วถึงสองนายด้วยมีดเพียงสี่เล่ม

    แต่การโจมตีของฮอเนสยังไม่จบ

    เขาใช้ด้ามง้าวปัดการโจมตีของเฉินซิง แล้วกระหน่ำแทงด้วยความรวดเร็วไปที่ทหารยักษาซึ่งกำลังพุ่งเข้าใส่

    มีเพียงแค่ขุนนางแมงโกที่รับการโจมตีนั้นเอาไว้ได้ แต่อีกสองคนเป็นอันต้องสิ้นชีพไปพร้อมกับรอยแยกที่เกิดขึ้นตรงหน้าผาก

    “หน่อย! ”

    แม่ทัพแดงแทงง้าวไปที่ฮอร์เนสในช่วงที่เขากำลังตวัดอาวุธออกไปเป็นวงกว้าง

    แต่คมง้าวของแดงกลับถูกอริศัตรูหนีบป้องกันเอาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง

    “ช้าไปนะ”

    ฮอร์เนสพูดจาถากถางแม่ทัพแดง ก่อนที่จะดึงร่างของเขาเข้ามาพร้อมกับใช้เขี้ยวในปากปักทะลุศรีษะของเขา

    แม่ทัพแดงได้เสียชีวิตลงในทันที

    “อ๊ากกก! ”

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากผ้าเพดาน

    ผิวดินข้างบนมีเขี้ยวร้ายของเผ่าอาร์โธร์โพดาผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

    สเลบใช้โอกาสที่ศัตรูเพ่งความสนใจไปฮอเนสเพื่อเข้าลอบโจมตีพวกเผ่าภูติที่บินติดเพดานอยู่

    เขี้ยวที่คมกริบของลูกน้องสเลบกำลังแทงทะลุลงไปที่ร่างของภูติตัวน้อย

    แน่นอนว่ารวมถึงหัวหน้าหน่วยเอพีเซียร์ด้วย

    แสงสว่างจากปีกของพวกภูติเริ่มดับมอดลงจนสูญสิ้นแสงสว่างไป

    “จัดการดับคบเพลิงพวกมันซะ”

    สเลบที่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งได้คำรามสั่งการด้วยคลื่นสมอง

    ลูกน้องของเขาที่โผล่มาครึ่งตัวจากผ้าเพดาน ได้ยิงธนูลงไปที่ทหารเผ่ามนุษย์อย่างแม่นยำ

    คบเพลิงที่มีอยู่น้อยนิดได้ร่วงหล่นไปกองที่พื้น

    แสงไฟเหล่านั้นถูกบดบังด้วยพื้นผิวที่ขรุขระของห้องโถงใต้ดิน

    ความมืดไม่ใช่ปัญหาของกองทหารมด เพราะพวกเขาสามารถรับรู้ทุกสิ่งในความมืดได้จากหนวดสัมผัส

    แต่ไม่ใช่กับเผ่าที่ใช้ดวงตาในรับรู้เป็นหลักอย่างมนุษย์และยักษา

    ความมืดได้เข้าครอบงำพื้นที่ของห้องโถงสังหาร

    แม่ทัพเฉินซิงกับขุนนางแมงโกต่างถูกความมืดมิดกลืนกิน

    พวกเขากำลังจมลงสู่ความมืดมิดของชาวอาร์โธร์โพดา...



    ***นักรบยันเดเระ [แครอท]

    พวกเรากำลังเคลื่อนทัพจำนวนมากลงไปในเส้นทางใต้ดินกัน

    มันเป็นเส้นทางที่มืดมิด วกวนและคับแคบ

    เส้นทางที่กว้างเพียงสองเมตร สูงสามนี้ มีเพียงแสงสว่างจากคบเพลิงและปีกของพวกเผ่าตัวจิ๋ว ที่คอยนำทางให้กับพวกเรา

    เนื่องจากเส้นทางนั้นวกวน และชวนปวดหัวไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่ฉันลอบเข้ามา พวกเราจึงใช้เวลาไปกับเส้นทางเหล่านี้หลายสิบชั่วโมงแล้ว

    ไม่อาจทราบได้ถึงสถานการณ์ข้างนอก รวมไปถึงเส้นทางข้างหน้านี้

    เป็นสถานการณ์ที่ต้องการสมาธิ เพราะพวกเราไม่รู้เลยว่าจะถูกบุกมาจากทิศทางไหนและเวลาไหน

    แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้น---

    “ภาษาของเราเผ่ายักษา เวลาเจอหน้ากันต้องพูดแบบนี้นะครับ”

    “อืม… เข้าใจละ ขอบคุณนะบานา”

    ---ทั้งที่เป็นแบบนั้น บานาของฉันกลับมัวแต่สนใจถูกยัยร่านต่างเผ่าแทนซะงั้น

    ยัยร่านนั้นกำลังล่อลวงสุดที่รักของฉันด้วยหน้าภูเขาขนาดมหึมาตรงหน้าอกของมัน

    ฉันก้มมองดูหน้าอกของตัวเอง

    ยังโตได้อีก ใช่แล้ว ของฉันยังโตได้อีก อย่าได้กังวลไปเลยแครอท

    “ไม่เจอศัตรูเลยแฮะ”

    “แต่มีศพกองเพียบเลยนะดอง~”

    เผ่าตัวจิ๋วที่ถูกยัยร่านกอดเอาไว้กำลังพูดออกมาด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึก

    เจ้าตัวน้อยนั้นมีชื่อว่าเอสเทอ

    ส่วนคนที่คุยกับเธอคือผู้ชายเผ่ายักษาน้อยที่มีผิวสีดำทั้งตัว

    เขามีชื่อว่าแอร์บาส์ร

    ฉันหันไปมองเส้นทางตรงหน้าอีกครั้ง

    เส้นทางวงกตแห่งนี้ นอกจากความมืดและความซับซ้อนแล้ว ยังมีศพทหารทั้งฝ่ายเราและศัตรูจำนวนมากถูกถมกองไปทั่วทางเดินอีกด้วย

    กลิ่นเหม็นเน่าได้ส่งโชยไปทั่วเส้นทาง

    และเป็นเพราะไม่เจอศัตรูแม้แต่เงา กลุ่มแม่ทัพอย่างพวกเราจึงเริ่มเปิดฉากพูดคุยแลกเปลี่ยนภาษากันอย่างที่เห็น

    ไม่ได้ทำอะไรนอกจากคุย จนแม้แต่คนโง่อย่างฉันยังเริ่มฟังภาษาของพวกต่างด้าวได้แล้ว

    เพราะอย่างงั้นถึงได้รู้สึกหงุดหงิด เพราะดันฟังรู้เรื่องว่ายัยร่านกับเจ้าบานากำลังคุยอะไรกันอยู่นั่นละ

    น้ำเสียงและคำพูดคำจาของบานานั้นดูสุภาพมากกว่าปกติมาก

    มองดูก็รู้แล้วว่ากำลังจีบยัยร่านที่ชื่อว่าเอรีสอยู่นะ

    พวกเผ่ายักษาน้อย หรือที่พวกมันเรียกว่า [มนุษย์] นั้น มีร่างกายที่แทบไม่ต่างจากพวกเรา

    ที่แตกต่างคือพวกมันตัวเล็กกว่า และไม่มีเขาบนหัว

    หรือพูดได้อีกนัยหนึ่ง ว่าคล้ายกับพวกวัยเด็กของเผ่ายักษาของเรา

    บานา แกเป็นพวกโลลิค่อนใช่ไหม?

    “ระวังทางลาดตรงนี้นะครับคุณเอรีส”

    “เออ… ขอบคุณค่ะ”

    บานารีบวิ่งนำหน้า แล้วเคลียร์พื้นที่ขรุขระตรงหน้าให้กับยัยร่าน

    ยัยร่านเอรีสเดินตรงไปในเส้นทางนั้นตามคำเชิญของบานา

    “อ๊ะ!? ”

    “ระวังครับ! ”

    แถมยังมีแกล้งล้มเพื่อแอบไปซบแผ่นหน้าอกของบานาอีกด้วย

    ฉันทนไม่ไหวแล้ว บานาต้องเป็นของฉันเท่านั้น!

    ฉันชักดาบออกมา แล้วพุ่งตรงไปที่ยัยร่านเอรีส

    ตายซะเถอะ!

    คมดาบของฉันได้ถูกแทงตรงไปข้างหน้า

    “เหวอ!? ”

    แต่ยัยร่านกลับหลบทัน

    น่าเสียดายแฮะ

    “ทำอะไรของเจ้านะแครอท! ”

    “... ขอโทษที เหมือนว่าจะเห็นศัตรูเลยแทงเข้าไปนะ ฮะ ฮะ ฮะ”

    “ศัตรู? จะบอกว่าพวกมันซ่อน---”

    “อั๊ก”

    “...”

    ทุกคนต่างมองไปที่ปลายดาบซึ่งปักเข้าไปในกำแพงดินเป็นสายตาเดียวกัน

    เสียงเมื่อกี้มัน...

    “ศัตรู! พวกศัตรูอยู่ในกำแพงดิน แทงใส่แม่มเลยทุกคน! ”



    ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย

    ***ชายอับโชค [อลูฟ]

    ตั้งแต่ช่วงเวลาเที่ยงของวันที่ 46 เกมส์แห่งสงคราม

    เหล่าทหารหาญที่เสียชีวิตของแต่ละเผ่าได้เริ่มกลับมาเกิดใหม่กันอีกครั้ง

    คริสตัลแห่งชีวิตของเผ่าอาร์โธร์โพดาเริ่มส่องแสงเป็นประกายในห้องที่สุกสว่างด้วยคบเพลิง

    ลมที่พัดโชยจากช่องระบายอากาศจำนวนมาก ทำให้เปลวไฟโบกสะบัด

    ท่ามกลางนักรบที่กลับมาเกิดใหม่ มีข้า ขุนพลอลูฟรวมอยู่ในนั้นด้วย

    ซึ่งช่วงเวลาที่ข้าเกิดนั้น เป็นตอนเวลาราวสามทุ่ม

    เป็นช่วงเวลาที่ไอบ้าคอมมิวมันฆ่าข้านั่นแหละ

    “ไอเจ้าคอมมิววว! ”

    ข้าวิ่งพล่านไปทั่วเพื่อหาไอบ้าคอมมิว

    “ไอเจ้าคอมมิวอยู่ที่ไหน! ”

    ข้าจะฆ่าแม่มให้ได้ แต่ดันไม่เจอตัวเลยนี่สิ

    “ (อลูฟ เลิกบ้าแล้วรีบไปออกรบแนวหน้าได้แล้ว!) ”

    “ (เออ… ท่านราชินีบอสหรือครับ?) ”

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงขององค์ราชินีบอสดังแทรกเข้ามาภายในสมอง

    “ (สถานการณ์รบแย่มาก เส้นทางหลบหนีฉุกเฉินถูกพวกปีศาจปีกเฝ้าเอาไว้ เส้นทางวงกตใต้ดินเต็มไปด้วยศัตรู อาวุธเองก็เริ่มจะมีไม่พอ อีกเดียวคงได้ใช้มือเปล่าสู้นั่นละ) ”

    สถานเลวร้ายสุด ๆ เลยไม่ใช่หรือฟะนั่น

    “ (เจ้ารีบไปสวมเกราะรุ่นใหม่ แล้วนำทัพเอาชัยกลับมาซะ) ”

    “ (ชุดเกราะที่ระเบิดตัวเองได้เมื่อวันก่อนนั้นหรือครับ…) ”

    ข้านึกถึงชุดเกราะไร้รอยต่อที่พากันระเบิดตัวเองเมื่อวันก่อนขึ้นมา

    “ (อันนี้เป็นอีกรุ่น เพราะเวลาไม่มี จึงตัดสินใจยกเลิกการผลิตทั้งหมด แล้วเร่งผลิตรุ่นปรับปรุงออกมาห้าตัวก่อน รีบไปสวมแล้วออกไปรบเดียวนี้… อีกเรื่อง ที่ชุดจะมีลูกบอลสีขาวเหน็บเอาไว้ ให้ใช้มันเวลาที่ฉุกจะเป็นเท่านั้นนะ วิธีใช้ก็คือ---) ”

    ดูท่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง น้ำเสียงของท่านดูร้อนรนมาก

    ข้ารีบจัดแจงสวมเกราะแขนกลรุ่นล่าสุดที่ทาสีเลือดหมูเอาไว้

    เฟืองจำนวนมากที่ปรากฏตามแขนขาเหล่านี้ จะช่วยให้ข้าเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

    ข้ารู้สึกได้ถึงพลังจากชุดตัวนี้

    “ดีละ กองทัพอลูฟ ออกรบได้! ”

    ว่าแล้วข้าก็นำทัพผู้เกิดใหม่จำนวนสองแสนนายมุดเข้าไปในกำแพงดินทันที

    คลื่นสมองที่กระจายไปทั่วสนามรบใต้ดินนั้น ทำให้ข้ารู้ว่าเหล่าขุนพลกำลังกระจายตัวอยู่ที่ไหนกันบ้าง

    สเลบกับฮอเนสกำลังรบอยู่ที่ห้องโถงสังหารข้างหน้านี้

    สกัดกำลังต่อสู้อยู่ที่ช่วงตรงกลางเส้นทางของเขาวงกต

    และที่เหนือพื้นดิน มีกลุ่มของไอบ้าคอมมิวกำลังล่อพวกปีศาจปีกให้ถอยห่างออกมาจากเส้นทางหลบหนีฉุกเฉิน

    แต่ดูเหมือนว่ามันจะล่อศัตรูออกมาไปไม่สำเร็จ

    “งั้นพวกเราไปปราบกลุ่มแถวทางเข้าดีกว่า”

    ที่เส้นทางช่วงต้นของเขาวงกตใต้ดิน มีอีกกองทัพหนึ่งของศัตรูปรากฏขึ้น

    หากปล่อยเอาไว้ อีกไม่นานพวกมันคงได้เข้าไปพบกับสกัดที่กำลังทำการรบอยู่แน่

    “ฮึ ฮึ ฮึ ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกพวกข้าล้อมอยู่นะ”

    หนึ่งชั่วโมงต่อมา กองทัพของข้าก็เข้าสามารถล้อมพวกมันเอาไว้ได้ทั้งกองทัพ

    ถึงจะไม่อาจมองเห็นด้วยตา แต่ข้ารู้ได้ราวกับจับวาง

    เห็นทั้งภาพร่างและตำแหน่งศัตรูได้อย่างชัดแจ้งด้วยหนวดสัมผัสของข้า

    กองทัพของศัตรูมีประมาณสองแสนนาย ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกับกองทัพของข้า

    “ทุกหน่วย เข้าประจำที่ รอสัญญาณจากข้า”

    แต่ในตอนที่ข้ากำลังจะส่งสัญญาณบุก กลับมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเกิดขึ้นเสียก่อน

    มีปีศาจยักษ์ตัวหนึ่งวิ่งตรงมาทางข้าพร้อมกับดาบในมือ

    ดาบเล่มนั้นแทงเข้ามาในผนังดิน แล้วทิ้มเข้าใส่ร่างกายของข้าอย่างแม่นยำ

    “อั๊ก!? ”

    มันเป็นการแทงรุนแรงมาก ราวกับว่าจะให้สิ้นชีพลงในดาบเดียว

    โชคดีที่ชุดเกราะรุ่นใหม่นี้แข็งแกร่ง ดาบของมันจึงไม่อาจแทงทะลุได้

    สมกับเป็นผลงานของท่านราชินีฟรีด้า ช่างยอดเยี่ยม---

    *ฉึก*

    ศัตรูมันแทงดาบเข้ามาอีกเล่ม

    เปล่าประโยชน์ เกราะนี้มันแข็ง---

    *ฉึก*

    และอีกเล่ม

    *ฉึก ฉึก ฉึก*

    และอีกหลายเล่ม

    เดียว... ใจเย็นก่อนสิฟะพวกแก ให้เวลาข้าตอบโต้บ้างสิเฟ้ย!



    ในเวลาเดียวกัน

    “ราชินีฟรีด้า ชุดเกราะนี้มีช่องว่างและรอยต่อเยอะมากกว่าแบบร่างใช่หรือเปล่า? ”

    “มีเวลาแค่นี้ สร้างมาได้ขนาดนี้ก็บุญโขแล้ว! อีกอย่าง รอยต่อนั้นมันเล็กมาก ถ้าจะถูกแทงได้ ศัตรูคงต้องมีฝีมือมากหน่อย หรือไม่ก็ดวงซวยสุด ๆ เท่านั้นนั่นละ”

    (อลูปกำลังถูกแทงลงไปในช่องว่างที่ว่านั้นอยู่)

    “อีกอย่าง ต่อให้ถูกแทงผ่านรอยต่อได้จริง ก็มีแค่แขนขาที่จะถูกตัดไป ซึ่งตรงนั้นชุดฟันเฟืองจะทำหน้าที่แทนเส้นประสาทให้ สรุปคือต่อให้ถูกแทงจนแขนขาดอยู่ข้างในชุดเกราะ พวกเขาก็จะยังสามารถขยับแขนขาได้อยู่ดีนั่นละ”

    “แล้วถ้าโดนทำลายฟันเฟืองที่ว่าละ? ”

    “ฉันออกแบบให้ฟันเฟืองแข็งแรงมาก ถ้าจะทำลาย ต้องแทงลงไปตรงแกนข้างใน ซึ่งมันเล็กและยากมากที่จะโดนได้นะ”

    (อลูฟในเวลานั้นกำลังถูกบานาบีบคอลากออกมาจากดิน และบังเอิญว่าดาบเล่มหนึ่งของแครอทแทงลงไปโดนแกนที่ว่าพอดีซะงั้น)

    “อืม… แต่ถ้าหากมีศัตรูที่เก่งระดับทำลายชุดเจ้าได้ มันจะไม่กลายเป็นชุดเกราะธรรมดาไปหรอกหรือ? ”

    “เจ้านี่ช่างวิจารณ์และคิดแง่ลบจริงนะแฟต ถึงเวลาจะมีน้อย แต่ชุดรุ่นใหม่นี้มันถูกออกแบบให้ดูดซับแรงกระแทกได้ อีกทั้งยังเหนี่ยวและแข็งแกร่ง ถ้าไม่โดนรุมกระทืบ ยังไงก็ไม่มีอาวุธไหนทำร้ายมันได้หรอก! ”

    ตัดไปที่ฝั่งอลูฟ

    “ชุดเกราะแม่งแข็งเป็นบ้าเลยว้อย! ”

    “งั้นก็รุมประชาตีนเลยสิดอง~ จะมัวรออะไรอยู่อีกละดอง~”

    ว่าแล้วเหล่าแม่ทัพแห่งพันธมิตรก็รุมประชาตีนใส่อลูฟในทันที

    ตัดกลับมาฝั่งราชินีอีกครั้ง

    “อย่างงั้นหรือ ฉันคงฝากความหวังเอาไว้ที่ชุดเกราะและอาวุธใหม่ของเธอได้จริง ๆ สินะ”

    “แน่สิแฟต! เกราะที่แข็งแกร่ง และอาวุธใหม่ ลูกบอลระเบิดแรงโน้มถ่วงที่ดัดแปลงมาจากเทคโนโลยีของพวกปีศาจแสง มันจะนำชัยชนะมาให้พวกเรา! ”

    ตัดกลับไปที่อลูฟอีกครั้ง

    เจ้าบอลทรงกลมสีขาวเท่าลูกปิงปองที่ราชินีฟรีด้าพูดถึงนั้น มันได้กลิ้นหล่นออกมาจากชุดเกราะของอลูฟ

    มันกลิ้งไปหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของเอสเทอพอดี

    “นี่มันอะไรเนี่ยดอง~”

    เอสเทอหยืบขึ้นมาสำรวจดู

    “อืม… พวกมันสร้างวัตถุต่อต้านแรงโน้มถ่วงขึ้นมาได้จริง ๆ ด้วยสินะดอง~”

    หากยังไม่ลืม มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่เมืองของพวกภูติถูกเผ่าอาร์โธร์โพดายึดไปได้สำเร็จ

    มีหรือที่จะไม่มีการศึกษาและลอกเลียนแบบเทคโนโลยีเมืองลอยได้ของพวกภูติเอาไว้

    ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะขโมยเทคโนโลยีนั้นมาทำเป็นระเบิด

    “แต่ยังสร้างผิดวิธีอยู่ดอง~ ของแบบนี้ทำได้แค่ระเบิดในรัศมีแคบ ๆ เท่านั้นดอง~”

    เอสเทอพูดพึมพัมกับตัวเอง ก่อนจะถอดสลักระเบิด แล้วยัดมันคืนไปในชุดเกราะของอลูฟ

    “ทุกคน ถอยออกมาได้แล้วดอง~”

    เอสเธอพูดออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อย่างเช่นเคย

    บานา เอรีส แอร์บาส์ร และแครอทที่กำลังรุมประชาตีนใส่อลูฟ ต่างเดินถอยห่างออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

    ในตอนนั้นเองที่ชุดเกราะของอลูฟบวมออกมาอย่างน่าตกใจ

    “ไม่นะ! ”

    อลูฟแผดเสียงร้อง

    “ข้ายังไม่ทันได้ต่อสู้เลย! ”

    แล้วร่างของอลูฟก็ฉีกขาดออกเป็นชิ้น ๆ จากภายในด้วยแรงระเบิดที่ไร้ควันไฟ

    แรงโน้มถ่วงที่ทรงพลังได้พุ่งกระจายออกมาจากภายในชุด แล้วบดร่างของอลูฟจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    “ท่านขุนพลอลูฟ!? ”

    และเมื่อเสียผู้นำทัพ กองกำลังของอลูฟที่กำลังรบกับกองกำลังของทัพพัธมิตรก็พร้อมใจกันล่าถอยไปในทันที

    ขุนพลอลูฟ ได้สิ้นชีวิตลงทั้งที่พึ่งเกิดใหม่มาได้เพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้น

    และนี่คือหนึ่งในตำนาน (?) ของขุนพลอลูฟ ชายอับโชคแห่งเผ่าอาร์โธร์โพดา



    ในเวลาเดียวกัน ที่เต็นท์บัญชาการของเผ่ามนุษย์

    “ท่านทอมครับ สายตรงจากเมืองหลวงครับ”

    “นี่ทอมพูด”

    ดูเหมือนว่าจะมีสายโทรศัพท์ส่งตรงมาจากเมืองหลวงถึงสนามรบ

    หากยังไม่ลืม เผ่ามนุษย์ได้วางเสาไฟ สายโทรศัพท์ และเส้นทางรถไฟเอาไว้ตลอดเส้นทางที่เดินทัพผ่านในครั้งนี้

    ดังนั้นการติดต่อสื่อสารกับเมืองหลวงจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

    “จากศูนย์บัญชาเมืองหลวง มีข่าวด่วนที่ต้องแจ้งให้ทราบ”

    “ว่ามา”

    ทอมพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดกว่าทุกครั้งเมื่อได้ยินว่าเป็นข่าวด่วน

    “เมืองหลวงกำลังถูกเผ่ามนุษย์นกโจมตี ขอย้ำอีกครั้ง เมืองหลวงกำลังถูกเผ่ามนุษย์นกโจมตี ! ”

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน