บทที่ 6
เจ็บ
“นี่มินตรา ยูเป็อะไรรึป่าว เอน่า เห็นมินตราดูเศร้าๆ”เอน่าเ้าของห้องเสื้อชื่อดังในฝรั่งเศส ลูกครึ่งไทย ฝรั่งเศส แบรนด์ Amiss เธอเจอมินตราตอนที่เธอมาติดต่อเื่แบบเสื้อผ้าที่ไทยเพื่อไปทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง เมื่อ 5 ปีก่อนโดยคนที่ออกแบบให้ก็คือมินตรา เธออายุมากกว่ามินตรา 2 ปี แต่ไม่อยากเป็พี่ อยากเป็เพื่อนมากกว่า และเธอก็ดึงมินตรามาเป็หุ้นส่วน จนเกิดเป็ แบรนด์ Amiss ขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ สามารถตีตลาดในแวดวงไฮโซ ดารา ได้อย่างมากมาย จนก้าวขึ้นติดอันดับแบรนด์เสื้อผ้าที่มีคนพูดถึง
“มินไม่เป็ไรเอน่า”เธอเงยหน้าตอบลูกครึ่งสาวเพื่อนสนิทต่างสัญชาติที่มักจะมาเทียวหาเธอบ่อยๆ ตอนนี้เธอทั้งสองอยู่ร้านกาแฟชื่อดังในห้าง
“ว่าแต่ยูจะจบแล้วใช่ไหม สนใจไปอยู่ที่นู่นกะไอไหม”
“มินคงไปไม่ได้มินต้องอยู่ดูแลคุณท่าน”เธอตอบเพื่อนสาวอย่างไม่ลังเล
“โห เสียดายจัง ไม่เป็ไร แล้วที่เราคุยกันว่าไง ยูพร้อมยัง”
“พร้อมแล้ว จะจบแล้วคงพร้อมทำเต็มที่”
“ดีมาก ดีใจจังจะได้มาเปิดสาขาที่ไทยแล้ว”เอน่าพูดขณะที่สายตาก็เหลือบไปเห็น
“เอ๊ะนั่นคุณชายพีรึป่าว”เธอชี้ให้เพื่อนสาวดูคนที่เธอไม่มั่นใจว่าใช่หรือป่าว ชายที่สาวๆต่างคลั่งไคล้ เพราะทั้งหน้าตาที่หล่อเหลา หน้าที่การงานก็เป็ถึงกรรมการบริหาร แถมชาติตระกูลที่ดี
“ใช่”มินตราหันมองตามมือของเพื่อนก็พบว่าเขามากับแฟนสาวแสนสวย กำลังหยอกล้อกันอย่างหวานชื่นไม่แคร์ ไม่สนใจสายตาของใครต่างกับที่แต่ก่อนเขามักจะรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองอยู่เสมอ
“อิจฉาเธอจังเลย ได้อยู่ใกล้คุณชายแห่งวังอิศรากุล”น้อยคนที่จะรู้ว่ามินตราอาศัยอยู่ในวังอิศรากุล เพราะความที่เธอเพื่อนน้อย และไม่อยากนำปัญหาไปยังวัง เธอจึงไม่บอกใคร
“ว่าแต่นั่นใครใช่แฟนสาวของเขาที่พึ่งเปิดตัวไปรึป่าว”
“ใช่ แฟนเขา”เธอตอบเพื่อนสาว ขณะที่ก้มหน้ากินขนมไปไม่อยากให้เพื่อนเห็นว่าเธอกำลังคิดอะไร
“สวยเหมือนกันนะแฟนเขา แบบนี้ไอก็ อกหักนะสิ แต่คงไม่ใช่ไอคนเดียว คงเป็สาวๆทั่วประเทศ”
“มั้ง”
“แบบนี้ยูไม่รู้สึกตกหลุมรักบ้างหรอ เขาหล่อขนาดนี้”
“มินกับเขาเรามันคนละชั้นกัน เขาเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ ขณะที่เราเป็เพียงคนธรรมดา แค่คิดมินก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดแล้วเอน่า”
“คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ใช่ว่ายูเลือกที่จะเป็ไม่ได้นะ ยูเก่ง ยูเข้มแข็ง ไอเชื่อว่ายูจะต้องสำเร็จทุกสิ่งอย่าง อย่างที่ยูหวัง และตอนนี้ยูก็ทำสำเร็จไปแล้วขั้นหนึ่งนะ”เอน่ารู้สึกสงสารและเศร้าไปกับคำพูดของมินตรา แต่เธอรู้ว่ามินตราเป็คนเข้มแข็งและตั้งเป้าหมายความสำเร็จไว้อย่างชัดเจน อายุเพียงเท่านี้ แต่ฝีมือและความคิดไม่ธรรมดา และมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ เธอเชื่อว่ามินตราจะสำเร็จได้ในเร็ววัน ซึ่งตอนนี้ก็ก้าวไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
“ขอบใจเอน่ามากนะ ถ้าไม่มีเอน่า ความสำเร็จของมินก็คงไม่มาถึงเร็วขนาดนี้”
“ไม่จริงหรอก เป็เพราะเราช่วยกันต่างหากละ พร้อมเปิดตัวเมื่อไหร่ บอกเอน่านะ”
“จ๊ะ”ขณะที่ตอบเพื่อนสาว สายตาของเธอก็หันไปมองเขาอีกครั้งมันเป็ไปอย่างอัตโนมัติ ตอนนี้เขาสองคนกำลังนั่งทานข้าวอยู่ในร้านอาหาร เขาไม่เห็นเธอเพราะส่วนที่เธอนั่งเป็มุมพอดี
วังอิศรากุล
“สวัสดีค่ะหม่อม”หลังจากที่แยกกับเพื่อนสาวมินตราก็ตรงเข้าไปหาหม่อมรำไพทันที
“เป็ไงบ้าง”
“วันนี้มินไปเจอเอน่ามาค่ะหม่อม”เธอมักจะเล่าทุกอย่างให้แก่ผู้ที่คอยเลี้ยงดูเธอมา ยกเว้นบางเื่ที่ไม่ควรมีใครล่วงรู้
“แล้วมีอะไรให้ฉันช่วยไหม”หม่อมรำไพมองเด็กที่เธอเลี้ยงดูด้วยสายตาเอ็นดู
“หม่อมช่วยมินเยอะแล้วนะคะ มินไม่อยากรบกวนหม่อมค่ะ ตอนนี้ เอน่ากำลังวางแผนและหาสถานที่ค่ะ”
“จะหาทำไม ก็เปิดตัวในห้างอิศรากุลไปเลยสิ เดี่ยวฉันให้ตาพีม ดูที่ทางให้”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่มินตรา จะไปที่อื่นเพื่อดึงลูกค้าไปทำไม สู้มาที่ห้างของเราเพื่อดึงลูกค้ามาไม่ดีกว่าเหรอ ได้สองต่อเลยนะ”
เมื่อมินตราคิดตามสิ่งหม่อมรำไพพูดก็เห็นพ้องกัน จะดึงลูกค้าไปที่อื่นทำไม ในเมื่ออิศรากุลก็มีพื้นที่และยังสามารถเรียกเม็ดเงินให้อิศรากุลกรุ๊ปได้อีกด้วย
“ไปปรึกษากับเพื่อนนะ แต่ไม่ต้องไปเปิดตัวที่ไหน”
“ค่ะหม่อม มินขอตัวไปดูในครัวก่อนนะคะ”
“มาเหนื่อยๆไม่ต้องทำหรอกแม่ครัวมีตั้งเยอะแยะ”
“แต่วันนี้คุณชายใหญ่กลับมาทานข้าวที่บ้านค่ะ เกรงว่าถ้าคนอื่นทำแล้วคุณชายใหญ่จะทานได้น้อยค่ะ”
“เฮ้อตามใจเลย”มินตราพูดไม่ผิด คุณชายใหญ่ติดฝีมือการทำอาหารของคุณย่าที่ทำให้ทานั้แ่เด็ก พอมีมินตรา หม่อมรำไพก็สอนให้มินตราทำจนรสชาติแทบจะเหมือนทุกอย่าง จนตอนที่ทำไม่ไหวก็ยังมีมินตราคอยทำ และชายใหญ่ก็จะต้องได้ทานกับข้าวรสชาตินี้เท่านั้น ทุกคนในวังต่างรู้ดีว่าหากวันไหนมินตราไม่ได้ทำกับข้าว วันนั้นคุณชายก็จะอารมณ์ไม่ค่อยดี และทานข้าวได้น้อยลง
“แล้ววันไหนชายพีแต่งงานหรือมินตราออกเรือนไปอยู่ข้างนอก ชายพีจะไม่เหลือแต่กระดูกหรอแม่แก้ว”หม่อมรำไพหันมาพูดกับแม่บ้านคนสนิทแบบไม่จริงจัง แต่น้ำเสียงแฝงด้วยความห่วงใย ว่าใครจะสามารถดูแลหลานชายของเธอที่ต้องดีทุกระเบียดนิ้วได้ เหมือนมินตรา
“ดิฉันว่าคุณชายคงปรับตัวได้เ้าค่ะหม่อมถ้าต้องแต่งงาน มินตราคงดูแลคุณชายใหญ่ได้ไม่ตลอดไป อีกอย่างในอนาคตภรรยาของคุณชายก็ต้องเป็ผู้ที่ดูแลคุณชายต่อไปนะเ้าคะ”
“นี่แหละที่ฉันห่วงแม่แก้ว”
