วุ่นรักพี่รหัสตัวร้าย

    9:หนี้ที่ต้องจ่าย

       “เขาฟื้นแล้ว” ดวงตาเรียวลืมขึ้นช้าๆ ม่านตาค่อยๆเบิกกว้างออก เจ้าของร่างยันตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีชายวัยกลางคนคอยช่วยปรับเตียงให้ มินจุนกวาดสายตาไปทั่วห้องที่ไม่คุ้นเคย และยังมีคนแปลกหน้าอยู่ในห้องที่ตนเพิ่งตื่นมาอีก ร่างกายที่อ่อนแรงลำคอแห้งผากจนไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ มินจุนโค้งขอบคุณชายกลางคนที่รินน้ำให้ เขาดื่มน้ำด้วยความหิวกระหาย   “พี่ธัพล่ะ” มินจุนพอฟื้นขึ้นมาคนแรกที่สมองนึกถึงก็คือธัพธัย และเหมือนชายแปลกหน้าจะรู้ความต้องการของเขาจึงพยายามบอกเล่าให้เด็กหนุ่มเข้าใจ   “ผมฟังเกาหลีรู้เรื่องครับ”   “คนที่มากับผมละครับ เค้าอยู่ไหน”   “พักอยู่ห้องข้างๆ ปลอดภัยดี” มินจุนค่อยโล่งอกหน่อย เกิดพี่เป็นอะไรไปเขาคงโทษว่าเป็นความผิดตนไปตลอดชีวิต   “พูดเก่งจัง” คนอายุมากล่าวชมหนุ่นน้อยที่เพิ่งฟื้น สำเนียงการพูดคล้ายคนเกาหลีเลยแหละ   “แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ” ภาพสุดท้ายที่จำได้คือเขากำลังหมดลมและตื่นมาในที่แห่งนี้เลย   “ฉันเป็นคนช่วยพวกเธอเอง เมื่อคืนฉันขับรถกลับจากตัวเมือง เห็นรถของเธอจอดเสียอยู่ ฉันเดาว่าอาจเกิดอุบัติเหตุกับเจ้าของรถก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันจึงเรียกรถกู้ภัยและพาพวกเธอส่งโรงพยาบาล” ชายกลางคนบอกเล่าเหตุการณ์ที่ได้ช่วยเหลือสองชีวิตไว้ให้มินจุนฟัง   “ขอบคุณมากจริงๆครับ” มินจุนรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณอย่างยิ่ง เหมือนกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง   “ในมือเธอกำรูปใบนี้แน่น” ชายกลางคนชูรูปถ่ายครอบครัวของมินจุนขึ้น เขารีบคว้ามันกลับมาไว้ในมือของตัวเอง   “ที่ฉันยังรอให้เธอตื่น เพราะอยากคุยกับเธอเรื่องรูปถ่ายใบนี้ ฉันคือ แดชอง ผู้ชายในรูป”   “คุณคือพ่อของผม” ประโยคบอกเล่าของชายคนนั้น เป็นการเฉลยสิ่งที่มินจุนตามหา เขาควรจะดีใจใช่ไหม ความรู้สึกที่หลากหลายอารมณ์ ดีใจ เสียใจ คะนึงหา หรือโกธรดีล่ะ มันเยอะเกินจนเด็กคนหนึ่งไม่สามารถอธิบาย   “แต่...ฉันไม่มีลูกชาย”   “ผมไม่น่ามาตามหาคุณเลย ไม่น่ามาเลยจริงๆ” จะพูดแบบนั้นก็คงไม่ผิด  เพราะเขาไม่เป็นที่ยอมรับของคนเป็นพ่อ หากผู้ชายคนนี้ยอมรับในการมีตัวตนของมินจุนก็คงไม่ทิ้งเขาสองแม่ลูกไป เขาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเนียนโดยไม่ตั้งใจ เขาไม่อยากอ่อนแอให้คนที่ทิ้งเขาไปได้เห็น แม้จะซ้อมทำใจยอมรับกับทุกคำปฏิเสธแต่ก็ยังเสียใจ และก็ยังเสียน้ำตาอยู่ดี   “เด็กในรูปก็คือตัวเธอสินะ” ชายคนนั้นยังกล่าวต่อ   “ฉันชอบแม่เธอมาก แต่แม่ของเธอกลับรักอยู่กับอีกคน ตอนนั้นฉันเสียใจมาก” แววตาแสนเศร้าของคนคนนั้นเป็นตัวยืนยันว่าเรื่องที่เขากำลังพูดเป็นความจริง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าเห็นจะเป็นมินจุน ที่กำลังเอ๋อแดก รูปเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีกลับไม่ใช่รูปของพ่อ แต่เป็นแค่รูปของคนที่แม่รู้จัก   “ที่อยู่ด้านหลังรูปเป็นที่อยู่ของไร่ฉันเอง เมื่อยี่สิบปีก่อน กันยามาทำงานที่ไร่ ฉันยังจำรอยยิ้มสดใสนั้นได้ดี เพราะความเป็นกันเองชอบช่วยเหลือคนอื่นและมีน้ำใจ เป็นที่รักของทุกคนแถวนั้น กันยากลับมาพร้อมเด็กจ้ำม่ำในรูปหลังจากหายไปปีกว่า” ชายกลางคนทอดกายกับพนักพิงเก้าอี้ พรรณนาถึงวันเก่าๆตามประสาคนมีอายุ ตรงข้ามกับชายหนุ่มที่ทอดกายหมดอาลัยด้วยหมดหวัง ข้อมูลที่มีอยู่เพียงน้อยนิดตอนนี้เหลือแค่ศูนย์ แม้แต่ชื่อ แดชอง ที่ท่องจำมาตลอดก็ไม่ใช่ชื่อของคนที่ตนตามหา   “ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าพ่อของเธอเป็นใคร คงช่วยอะไรไม่ได้” เหมือนคุณแดชองจะเดาถูกเรื่องที่เขากำลังตามหาใครบางคนจากบทสนทนาเมื่อครู่ แต่มันไม่สำคัญอีกแล้ว มินจุนไม่คิดจะตามหาคนคนนั้นอีกแล้ว   “ถ้าหากฉันช่วยอะไรได้ ฉันจะทำ”   “ไม่! ผมไม่อยากเจอ ผมเกลียดเค้า” นั่นเป็นความรู้สึกจากใจจริงๆ อารมณ์นี้เขาไม่แม้แต่จะคิดถึงคนคนนั้นด้วยซ้ำ เสียงปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวดังรอดช่องประตูที่กำลังถูกแง้มออก เธอมาทันได้ยินประโยคแสนชังนี้พอดี รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจพลันกลายเป็นความเศร้า ‘ผู้ชายเลวๆคนนั้นไม่สมควรเป็นพ่อของจุนหรอก จุนจะไม่มีวันยอมรับเค้าเพราะจุนเกลียดเค้า’ เป็นอย่างที่คุณกันยาพูดไม่มีผิด มินจุนโอปป้าเกลียดชังคุณลุงของเธอถึงเพียงนี้ แล้วเธอจะต้องทำอย่างไรดี มินอาตรงดิ่งมาที่โรงพยาบาลทันทีที่ทราบเรื่องอุบัติเหตุของมินจุนและพี่ธัพ อาจจะเป็นเรื่องร้ายแต่ทั้งสองก็ไม่ได้เป็นอะไรมากเธอค่อยวางใจได้หน่อย เธอรีบเร่งมาหาด้วยความจริงที่ว่ามินจุนคือลูกชายที่หายไปของคุณลุง ไม่คิดว่าคนที่เธอตามหาก็คือคนใกล้ตัว แต่พอได้ยินมินจุนพูดแบบนี้แล้วความโชคดีนี้ยังมีความยากลำบากอยู่มาก    “จุน! ทำไมติดต่อไม่ได้นะ ลูกเป็นอะไรไปหรือเปล่า” หัวอกคนเป็นแม่ห่วงหาลูกรักเจียนขาดใจ ลูกชายคนเดียวติดต่อไม่ได้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และยิ่งค้นเจอบางสิ่งในห้องยิ่งเป็นสิ่งยืนยัน ว่ามินจุนที่เคยบอกว่าไม่ต้องการพ่อ มีแค่แม่คนเดียวก็ดีแล้ว เป็นแค่คำโกหก กันยาทรุดตัวลงนั่งที่ข้างเตียงในมือถือสมุดบันทึกเล่มเล็ก ไม่ได้มีเพียงเล่มเดียว ยังมีอีกราวๆสิบเล่ม เนื้อหาข้างในถูกบรรจงเขียนจากความรู้สึกส่วนลึกของใจ ‘วันเกิดผม อยากให้พ่ออยู่ด้วยจัง พ่อหน้าตาเป็นยังไงนะ พ่อคิดถึงเราบ้างหรือเปล่า พ่อทิ้งเราทำไม’ บทความเหล่านี้ถูกเขียนซ้ำวนไปวนมาหลายๆหน้ากระดาษ แสดงให้เห็นถึงความคะนึงหาที่มินจุนมีต่อคนเป็นพ่อ แต่เล็กจนโตทุกครั้งที่แม่ถาม จะได้คำตอบเพียงแค่ ไม่เป็นไร ต่อให้ไม่มีเค้าเราก็มีความสุขดี รอยยิ้มของเด็กตัวน้อยๆทำให้แม่เชื่อได้สนิทใจ อาจจะมีนึกถึงบ้างแต่ไม่คิดว่าลูกจะโหยหาคนเป็นพ่อขนาดนี้ เธอเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเสียจริง ไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของลูกได้ กันยากอดสมุดบันทึกไว้ในอกแน่น น้ำตาแห่งความเสียใจความรู้สึกผิดรินไหลไม่ขาดสาย   “เด็กผู้หญิงคนนั้น ป่านนี้จะหามินจุนเจอหรือยังนะ” แววตา ท่าทาง ถ้อยคำทั้งหมดของเด็กผู้หญิงคนเมื่อวานนั้นดูจริงจังหนักแน่น ‘คุณลุงป่วยหนัก ฉันขอร้องหละ คุณช่วยไปพบเค้าเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม ฉันขอร้อง’   ‘ไม่ ฉันไม่มีวันทำใจเจอหน้าผู้ชายเลวๆคนนั้นได้’ กันยาไม่ใช่คนที่จะอ่อนไหวกับปัญหาง่ายๆ แต่เรื่องนี้มันเป็นอดีตที่เลวร้ายสำหรับเธอมาก รับมือไม่ไหวจริงๆ   ‘ได้ ไม่เป็นไร ยังไงซะมินจุนก็อยู่ที่เกาหลี แค่ต้องหาตัวให้เจอก็พอแล้ว’ ใช่ นั่นเป็นทางที่ดีที่สุดที่มินอาจะสามารถทำได้ในตอนนี้   “มินจุนเป็นไงบ้าง” เสียงใสกังวานดังขึ้นเมื่อเจ้าของเสียงเดินพ้นประตูมา การมาเยือนของมินอาทำให้มินจุนดีใจมาก ได้พบคนที่รู้จักในต่างแดนแถมเป็นช่วงที่ยากลำบากแบบนี้ เขารู้สึกขอบคุณการปรากฏตัวของมินอาจริงๆ   “เอาล่ะ เพื่อนของเธอมาแล้ว ฉันคงต้องขอตัวกลับก่อน” มินจุนและมินอากล่าวขอบคุณ คุณแดชองที่ให้การช่วยเหลือพร้อมกับบอกลาเพื่อนเก่าของแม่ไปพร้อมๆกัน   “เราอยากไปหาพี่ธัพ” มินอาช่วยเข็นมินจุนไปที่ห้องข้างๆ ชายหนุ่มชะโงกมองคนบนเตียงตั้งแต่ประตูยังไม่เปิดออกกว้าง คนพี่ยังคงหลับตาพริ้ม เขานั่งข้างๆเตียงอย่างเงียบๆ สังเกตหาบาดแผลบนร่างกาย   “โอ้ย!” แม้จะเจ็บมากแต่ธัพธัยทำได้เพียงเปล่งเสียงที่แหบพร่าออกมา ทำคนน้องสะดุ้งตกใจเผลอปล่อยแขนที่จับอยู่ลงกะแทรกเตียง นั่นยิ่งสร้างความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น จนคนถูกกระทำหน้านิ่วคิ้วขมวด มินจุนเห็นท่าอย่างนั้นรีบรินน้ำป้อนให้อย่างเร็ว   “ขอโทษ” ดวงตาละห้อยเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุของเรื่องเลวร้าย ขอโทษที่ทำให้ได้รับความลำบาก ขอบคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกอารมณ์มันปนเปกันไปหมด คนพี่ที่ดูแค่ตาเดียวก็รู้ใจน้อง แค่เห็นแววตาก็รู้ได้ถึงความรู้สึกของน้อง ธัพธัยยื่นมือจับแก้มเนียน สัมผัสแผ่วเบาแสนอบอุ่นบอกให้มินจุนรู้ว่าพี่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรทั้งสิ้น   “ทำไมไม่บอกกู”   “เรื่องอะไร”   “ที่มาตามหาพ่อไง แค่บอก กูจะจ้างนักสืบตามหาให้”   “ได้ไง ปัญหาของผมจะใช้เงินพี่แก้ได้ไง”   “ทุกเรื่องของมึง ขอแค่บอก กูจะจัดการให้เอง อย่ามองว่ากูเป็นคนอื่น กูไม่คิดว่ากูอยากเป็นแค่พี่รหัสมึงนะ” ธัพธัยเปลี่ยนจากจับแก้มมากุมที่มือเรียว กระชับเบาๆอย่างละมุน   “ค่าจ้างคงแพง ข้อมูลก็แทบไม่มี จะเปลืองเงินไปทำไม แล้วตอนนี้ก็ไม่อยากรู้แล้วล่ะ”   “ทำไมละ”   “เรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้พี่ได้รับบาดเจ็บ ผมก็ไม่อยากพยายามต่อแล้ว บางทีมันอาจต้องเป็นแบบนี้ มันคงถูกกำหนดมาแล้ว” เมื่อเห็นสภาพรุ่นพี่และสภาพตัวเองมันเป็นเหตุผลที่เพียงพอในการล้มเลิกความตั้งใจลมๆแล้งๆนี้ แต่ทำไมมันบีบหัวใจอะไรขนาดนี้นะ   “มาแล้วจ้า พี่ธัพตื่นแล้วหรอคะ” มินอากลับมาพร้อมอาหารกล่องในมือ   “พรุ่งนี้มินจุนก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วนะ ส่วนพี่ธัพยังต้องดูอาการต่ออีกคืน” สองหนุ่มพยักหน้ารับทราบที่มินอากำลังบอก เธอเป็นธุระจัดการทุกเรื่องให้ เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาลที่ธัพธัยยืนยันจะรับผิดชอบเองทั้งของตัวเขาและมินจุนด้วย   “ไหนๆก็มาเกาหลีแล้ว และก็พลาดเที่ยวบินที่จองกลับไทยแล้วด้วย ออกจากโรงพยาบาลไปเที่ยวบ้านเรานะ อยู่ที่คังวอนนี่แหละ” มินอาขยับเข้าใกล้แบบประชิดตัว เริ่มแผนชักชวนมินจุนไปที่บ้านเพื่อจะทำให้สองพ่อลูกได้เจอกัน ถึงตอนนั้นค่อยบอกความจริงกับมินจุน   “ก็ดีนะ พี่ธัพว่าไง”   “อื้อ” ชิ! ธัพธัยเบือนหน้าไปอีกทาง ด้วยสีหน้าเหม็นความสนิทสนม ไม่อยากเห็นภาพบาดตา มินจุนลอบมองคนพี่อยู่แว๊บหนึ่งก่อนจะกลับมาสนใจกับมินอาต่อ   ตืดๆๆๆๆ ระหว่างรอธัพธัยและมินอาที่ไปเคลียร์ค่ารักษาพยาบาลอยู่ มินจุนเพิ่งเชื่อมต่อเน็ตที่หมดอายุไปเมื่อสองวันก่อน ร้อยกว่าข้อความทั้งจากไลน์และเฟส แจ้งเตือนเข้ามาจนเครื่องเกือบค้าง   “แม่” ล้วนแล้วแต่เป็นแชทจากแม่ทั้งนั้น จะมีคนอื่นบ้างประปราย เขาจึงต้องรีบโทรกลับหาแม่ทันทีป่านนี้คงเป็นห่วงแย่แล้ว   “จุน ทำไมแม่ติดต่อลูกไม่ได้เลย” ทันทีที่ปลายสายกดรับ ผู้เป็นแม่ก็ระดมคำถามไม่ยั้ง   “ขอโทษครับแม่ จุนซื้อเน็ตไว้แค่สามวันแล้วจองตั๋ววันกลับผิดนะ”   “แล้ว จุนกลับวันไหนหรอลูก” กันยาข่มอารมณ์ที่ร้อนรุ่มลง ถามไถ่ลูกชายด้วยน้ำเสียงปกติ   “วันที่สามสิบครับแม่”   “จุนปลอดภัยดีใช่ไหม เอ๊ะ! ลูกอยู่ที่ไหน” เสียงไซเรนที่นำผู้บาดเจ็บเข้ามาด้านหน้าของโรงพยาบาลดังลอดให้ปลายสายได้ยิน ผู้เป็นแม่จึงเกิดสงสัย   “เอ่อ! ก็ไม่มีอะไรนะ อาจจะ เป็น เสียงไซเรนของรถกู้ภัยวิ่งผ่านไปเมื่อกี้ แม่ๆๆแค่นี้ก่อนนะพี่ธัพเรียกแล้ว” มินจุนตัดสายทันทีที่พูดจบ หากนานกว่านี้ก็กลัวแม่จะรู้ว่าตนอยู่โรงพยาบาล จะพลอยให้เป็นห่วงเสียเปล่า   “หวังว่าคงจะยังไม่เจอกับเด็กผู้หญิงคนนั้นนะ” ผู้เป็นแม่รู้สึกกังวล ลูกชายนี่ก็ช่างกะไร แม่ยังถามไม่จบก็ตัดสายทิ้งเสียแล้ว อะไรกัน นี่มันอารมณ์ที่กลัวจะสูญเสียลูกไปหรอ เธอเองก็ไม่ใช่คนใจแคบไม่เคยสั่งสอนให้ลูกเกลียดพ่อ  แต่กลับรู้สึกใจไม่ดีเลย หากเป็นอย่างที่คิดจริงๆเธอจะทำยังไงดีล่ะ ในสมองหลากหลายความคิด ในหัวใจมากมายความรู้สึก     “แม่บ้านลี” มินอาเข้าสวมกอดหญิงชราที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่บ้านประจำตระกูลลีมาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า แม้จะเป็นเวลาแค่สองเดือนที่เธอไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน แต่นั่นเป็นช่วงที่กำลังลำบากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ต้องปรับตัวทางด้านการเป็นอยู่ ภาษา บลาๆๆ เมื่อเธอพอใจในการออดอ้อนคนแก่แล้ว ก็หันมาแนะนำมินจุนและธัพธัยให้คนในบ้านรู้จัก มินจุนตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของตัวบ้าน รีบเร่งฝีเท้าหวังจะเชยชมให้ทั่ว แต่ถูกรั้งคอไว้ด้วนแขนของพี่ธัพ   “พยุงกูด้วยสิ” อาจจะเจ็บอยู่ก็จริง แต่ใช่ว่าไม่สามารถเดินด้วยขาของตัวเองได้ ที่ทำไปเพราะต้องการแสดงความเป็นเจ้าของก็เท่านั้น   “ที่ให้เตรียมห้องพักไว้สองห้อง”   “เรียบร้อยตามคำสั่งของคุณหนู” แม่บ้านลีจัดการทุกอย่างอย่างดีไม่ขาดตกบกพร่อง   “จริงๆเรานอนห้องเดียวกับพี่ธัพดีกว่า จะได้ดูแลพี่ธัพด้วย” มินจุนรู้สึกผิดไม่หายเขาจึงอยากจะทำทุกอย่างเพื่อเป็นการไถ่โทษกับรุ่นพี่ สองหนุ่มสาวพูดคุยกันเป็นภาษาที่ธัพธัยไม่เข้าใจ จึงทำให้คนพี่มีอาการบึ้งตึงขึ้นมา แต่ตัวต้นเหตุก็ดันไม่ได้สนใจ   “บ้านหลังนี้เป็นบ้านส่วนตัวของคุณลุงเราเอง คุณลุงไม่ค่อยสบายท่านจึงมีพยาบาลส่วนตัว และคุณแม่บ้านลีช่วยดูแลอีกที” ระหว่างที่มินอาเดินนำทั้งสองคนไปพบเจ้าของบ้าน เธอได้บอกเล่ารายละเอียดคร่าวๆให้ได้ฟังกัน   “แล้วเรามาพักที่นี่ ไม่เป็นไรหรอ”   “เราขออนุญาตท่านเรียบร้อยแล้ว” ทั้งสามสนทนากันจนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องๆหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องชุดขนาดใหญ่ ด้านในประกอบไปด้วยห้องนั่งเล่นและห้องนอนส่วนตัวของเจ้าของบ้าน   “คุณลุง ฉันกลับมาแล้ว” ชายกลางคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงนัก นอนเหม่อมองไปนอกหน้าต่างบนวีลแชร์ไฟฟ้า โดยมีพยาบาลคอยดูแลอยู่ห่างๆ เมื่อเค้าคนนั้นได้ยินเสียงของหลานรัก จึงหันกลับมาที่พวกเขาทั้งสามด้วยรอยยิ้มที่หม่นหมองและแววตาที่แสนเศร้า สองหนุ่มไหว้และทักทายเป็นภาษาไทยกับเจ้าของบ้านตามมารยาท   “อากาศเย็นห่มผ้าหนาๆหน่อยสิค่ะ” มินอากระชับผ้าผืนใหญ่ให้คุณลุงสุดรัก   “พี่ธัพธัยและมินจุน ที่หนูบอกจะมาพักที่บ้าน” ‘มินจุน’ ชื่อนี้ยังก้องอยู่ในโสตประสาทของชายเจ้าของบ้าน ดวงตาสิ้นหวังกำลังฉายแววแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง จะใช่หรือไม่ก็ไม่อาจรู้ แต่ดวงตาเด็กหนุ่มช่างละม้ายคล้ายหญิงที่เขารัก เจ้าของบ้านพินิจมินจุนเนินนานเสียจนเขาเริ่มเกร็ง ไม่รู้ว่าทำอะไรผิดไปหรือเปล่า จึงถูกจ้องมองขนาดนี้   “หิมะตกอีกแล้ว” มินอาเดินไปปิดหน้าต่างเพื่อกันละอองหิมะ ที่อาจจะถูกลมพัดเข้ามาในห้อง หากต้องเป็นไข้หวัดคงไม่ดีกับอาการของลุงเธอเป็นแน่   “คุณลุงพักนะค่ะ” นี่ก็เย็นมากแล้ว เธอพยักหน้าเรียกคนดูแลมาพาเข้าห้อง แต่ดูเหมือนคุณลุงจะรอจนทั้งสามคนเดินลับตาไปจึงยอมเข้าห้องเพื่อพัก    “ว่าแต่ มินอาทำไมถึงรู้ว่าเราอยู่ที่โรงพยาบาล” มินจุนกำลังจัดของเข้าตู้ โดยมีมินอาคอยช่วยอยู่ข้างๆ เขาถามคำถามที่เคยคิดจะถามแต่เกิดหลงลืมไป เพราะมัววุ่นอยู่กับหลายๆเรื่อง   “น่าจะเป็นพยาบาลนะที่รับสายเราอะ ตอนแรกเราตกใจมากรู้ไหม” สายตาที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงของมินอา ทำอีกคนที่คอยจับตาอยู่ที่เตียงรู้สึกเอียนจนต้องเบ้ปาก   “ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก” ตอนมินอาได้ยินข่าวเธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก   “คุยกับแม่ยัง”   “อื้อ คุยแล้วล่ะแต่ทำไมแม่บอกว่าติดต่อเราไม่ได้นะ” มินอายิ้มกริ่ม ก็แหง๋ละตอนที่มินอาโต้เถียงกับคุณกันยาเสร็จก็โทรติดต่อมินจุนทันที แม้แต่มินอาเองก็ยังสอบถามรายละเอียดยังไม่จบสายก็ถูกตัดไป พอเธอกดโทรอีกรอบก็กลับติดต่อไม่ได้แล้ว ต่อให้คุณป้าคนนั้นกดจนมือหงิกก็เถอะ โชคดีเสียจริง   “เป็นแบบนี้ก็ดี เกิดแม่รู้เข้าคงเป็นห่วงจนนอนไม่หลับแน่”   “ถ้ามีอะไรก็โทรหาเราได้ตลอดเวลานะ หรือไม่ก็เดินไปหาก็ได้ เราอยู่ที่บ้านหลังนั้น” มินอาพูดพลางชี้นิ้วไปที่บ้านอีกหลังที่อยู่ถัดไป มองเห็นได้จากหน้าต่างของห้องที่มินจุนพัก   “อื้อ” เขามองตามหลังจนเธอลงไปถึงหน้าบ้าน มินอารีบวิ่งแจ้นเข้าไปบ้านอีกหลังเพราะหิมะกำลังตกหนักมาก   “แพลนว่าไงต่อ เหลือเวลาอีกตั้งสี่ห้าวัน” เพราะกลับไม่ทันไฟลท์ที่จองเลยต้องเลื่อนวันกลับ แต่แทบทุกสายการบินเต็มเกือบหมด จะว่างก็แค่หนึ่งที่ครั้นจะให้ใครกลับก่อนก็ไม่ได้อีก ผลสรุปจึงได้ไฟลท์วันที่สามสิบ   “เที่ยวแถวๆนี้ละมั้ง ไปไหนไกลก็ไม่ได้ พี่ยังไม่หายดี”   “มานอนใกล้ๆกูดิ”   “หือ!” มินจุนกำลังนั่งเหม่อคิดเรื่อยเปื่อยที่ปลายเตียง ต้องหันกลับมามองคนพี่ด้วยเหตุผลที่เรียกตนเข้าไปหา   “เป็นอะไร เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ด้วยความห่วงจึงรีบขยับตัวไปดูใกล้ๆ   “ปากกูเป็นอะไรไม่รู้”   “ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนิ” ส่องจนแน่ใจแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ แต่ยังไม่ทันจะถอยออกก็โดนรุ่นพี่จุ๊ฟที่หน้าผากหนึ่งที   “เฮ้ย!”   “จะถอยไปไหน” มัวแต่ตกใจจะถอยออกห่างก็ช้าไป   “ทำอะไรของพี่เนี่ย” มินจุนตกอยู่ในอ้อมแขนอันแข็งแกร่งอย่างงงๆ ธัพธัยจัดการรวบตัวของน้องช้าๆ โดยที่มินจุนก็ยังรู้สึกตัวดี เพียงแต่อยู่ในอาการงุนงงจึงไม่ได้ขัดขืนจริงจังนัก   “มึงเป็นหนี้กูอีกแล้วนะ” มินจุนคิ้วขมวด ‘หนี้’ เป็นหนี้อะไรอีก   “เป็นต้นเหตุให้กูต้องบาดเจ็บ ไหนกูจะต้องสูญเงินอีกมากมายเพื่อมึง ไม่คิดจะตอบแทนกูหน่อยหรอ” ที่แท้ก็เพราะเรื่องเงิน มินจุนเข้าใจตอนนี้รุ่นพี่ของเขาก็ไม่ต่างไปจากคนทั่วไป   “ไว้กลับไทยแล้ว ผมทยอยคืนให้ได้ไหม” เงินก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพี่ธัพสินะ   “ถ้านับรวมตอนที่กูช่วยให้มึงชนะเกมส์ นี่ก็เรื่องที่สามแล้วนะ”   “อ่าว ก็ไหนบอกว่าพี่คิดออกแล้วจะบอกไง ทวงแบบนี้ได้ที่ไหน” คนพี่ก็ทำทีนึกทั้งที่แขนยังโอบร่างบางอยู่   “งั้นกูจะเริ่มทวงหนี้แล้วนะ”   “อะไรกัน ทวงที่นี่เนี่ยนะ”.   “อือ ตอนนี้ด้วย”   “ได้ แต่ปล่อยก่อนได้ไหม”   “คงจะไม่ได้ เพราะเกิดมึงไม่ทำตามความต้องการกูแล้วหนีไป ก็กลายเป็นหนี้สูญสิ กูยิ่งบาดเจ็บอยู่ด้วย”   “จะหนีไปไหนได้” มินจุนทำหน้าเซ็ง ถูกโอบอยู่แบบนี้มันแปลกนะ ผู้ชายที่ไหนเขาทำกับผู้ชายด้วยกันแบบนี้   “อย่างแรก...กูต้องการหัวใจมึง”   “หือ! อะไรคือต้องการหัวใจ”   “มึงฟังให้จบก่อนดิ จะถามค่อยถามทีหลัง”   “อย่างที่สอง...กูต้องการตัวมึง” ใบหน้าเนียนหันขวับมาจ้องหน้าคม พร้อมกันนั้นแขนหนาเหมือนจะรัดแน่นขึ้นกว่าเก่า   “อย่างที่สาม...กูต้องการครอบครองเป็นเจ้าของมึง” พี่เล่นพูดเบาๆข้างหูแบบนี้ทำเอาขนลุกขนชันไปหมด มินจุนดิ้นพลั่กๆต้องการหลุดจากอ้อมแขนของร่างใหญ่ แต่ไหนแทนที่อีกคนจะปล่อยตัวเขา กลับกลายเป็นใช้ขาทั้งสองข้างช่วยในการล็อคตัวเอาไว้อีก   “มึงจะต้องรักกู ยอมเป็นของกู มีแค่กูคนเดียว” อึ้ง! มินจุนสตั้นไปสามสิบวิกับคำพูดของคนพี่   “พูดอะไรออกมา”   “ไหน ขอสำรวจหน่อย” คนพี่ไม่พูดเปล่าควบคุมร่างบางด้วยมือเดียว ใช้อีกมือล้วงเข้าใต้เสื้อไล่ลูบคลำตามแต่ใจต้องการ   “อ่ะ!...อุ๊บ!”    “อย่าเสียงดังไป ถูกไล่ออกจากบ้านไม่มีที่นอนนะมึง” มินจุนได้แต่กัดฟันกลั้นเสียงร้อง ยิ่งเข้าทางคนพี่ได้ทีก็เอาใหญ่    “แก้มหอมไหม” ธัพธัยยื่นจมูกเข้าใกล้ใบหน้าเนียน มินจุนก็เงยหน้าหนีจากการโจมตี เผยให้เห็นคอเรียว ‘เสร็จกู’ ดวงตาคมฉายแววเจ้าเล่ห์ พอได้จังหวะธัพธัยก็ประกบริมฝีปากหนากับคอเนียนทันที แม้มินจุนจะดิ้นจนสุดกำลัง แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะหลุดจากวงแขนพี่ไปได้ ไม่เพียงแค่ประกบปาก ธัพธัยยังบดขยี้ที่จุดเดิมซ้ำๆ จนเกิดรอยช้ำเป็นปื้นใหญ่ เด็กน้อยทำได้แค่ร้องอู้อี้ในลำคอ เพราะความได้เปรียบทางสรีระ มินจุนไม่ต่างไปจากลูกไก่ในกำมือ จนอีกคนพอใจจึงค่อยถอนจูบออก แถมยังยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจในผลงาน เมื่อวงแขนถูกคลายมินจุนก็เลิกดิ้น นอนหอบแฮ่กๆอยู่บนตักของคนพี่   “ถ้ามึงยังไม่ลุก กูจะเอาจริงแล้วนะ” มินจุนรีบกระเด้งตัวหนีมายืนอยู่หน้ากระจก ทีแรกก็ไม่กล้าดูเต็มสองตา แต่พอเห็นรอยเขียวช้ำเท่านั้นถึงกับเบิกตาโพรง มันชัดเจนกว่าอนาคตน้อยๆของเขาเสียอีก ยิ่งผิวขาวๆยิ่งขับให้ดูเด่นขึ้นไปอีก   “ฮ่าๆๆ” คนพี่หัวเราะชอบใจใหญ่   “นี่จงใจแกล้งผมหรอ” เด็กน้อยยังคิดว่าเป็นแค่การกลั่นแกล้งของคนพี่ ‘พิลึกคน ใครเขาแกล้งกันแบบนี้’

       “ที่กูพูดนะ เรื่องจริงไม่ได้แกล้ง” มินจุนจ้องหน้าคนที่เพิ่งพูดจบผ่านทางกระจกเงา เล่นใหญ่ขนาดนี้ใครจะเชื่อว่าเป็นคนเดียวกับคนที่เพิ่งตกเขามาวันก่อน