ถ้อยคำที่เย่หยางเพิ่งพูดออกมา ทำให้อู๋เฟยประหลาดใจไม่น้อย
ความจริงนึกว่าหมอนี่จะห้ามซะอีก แต่กลับผิดคาด ปล่อยให้ไปหน้าตาเฉยเนี่ยนะ
แต่ถึงอย่างไร สำหรับอู๋เฟยแล้วนับว่าเป็เื่ดี
“ได้ งั้นฉันจะไปช่วยเธอ ส่วนนายล่วงหน้าไปก่อน ค่อยไปเจอกันที่ร้าน...ขายอุปกรณ์เดินป่าที่เป่ยเจียวพูดถึง”
“โฮ่...นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้ไปด้วย แต่นายยังกล้าไปอีกเนี่ยนะ ให้ตายเถอะ” เย่หยางมองลึกเข้าไปในดวงตา สำหรับความคิดของอู๋เฟยทำไมเขาจะไม่รู้ ดังนั้นจึงได้บอกตรงๆ ว่าสามารถไปช่วยได้ แต่หลังจากนั้นก็เป็เื่ของนายเอง
คนเราต้องก้าวเดินไปข้างหน้า และเรียนรู้สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นแทนที่จะค่อยๆ สอนไปทีละนิด เย่หยางกลับมุทะลุ ให้อู๋เฟยเผชิญสถานการณ์ยากลำบากเพียงลำพัง จะได้รู้ว่าตอนนี้โลกมันไม่ง่ายอย่างที่คิด
“ฉันรู้...แต่อย่างที่เพิ่งบอกไปเมื่อครู่ ถ้าหากปล่อยให้เธออยู่ที่นั่นคนเดียว บนนั้น...ฉันทำไม่ได้จริงๆ ว่ะเพื่อน” อู๋เฟยเข้าใจความหมายที่เย่หยาง้าสื่อผ่านคำพูด แต่ถึงอย่างนั้น คนมีจิตใจดีอย่างเขามีแต่ต้องลงมือทำ
“เยี่ยม งั้นใครจะไปกับอู๋เฟยบ้าง” เย่หยางไม่รู้สึกเหนือความคาดหมาย และตอนนี้เขาให้หนึ่งในเบี้ยได้เลือกข้าง ว่าจะไปกับใคร
สุดท้ายมีเพียงหวงหลงที่ก้าวออกมา
ส่วนคนอื่นๆ เพียงมองทั้งคู่ด้วยความเ็า รวมถึงมองว่าเป็การกระทำโง่เขลา ไม่ต่างจากเดินเข้าไปหาความตาย
“เอาล่ะ งั้นเราเจอกันที่ร้านขายอุปกรณ์เดินป่าอีกที จำไว้ถ้าหากนายมาไม่ทันวันพรุ่งนี้ตอนบ่าย ค่อยไปเจอกันที่สถานีตำรวจถัดไป คงจำทางที่เป่ยเจียวบอกได้ไม่ลืมหรอกนะ” เย่หยางทวน พร้อมกับจ้องหน้าเพื่อนสนิท
“ไม่ลืม แต่มีดนั่น ขอพวกเราได้ไหม” ที่อู๋เฟยหมายถึง คือมีดปอกมะม่วงของเหวินหลิงและมีดพกของเฉินคุน
เหวินหลิงมีท่าทีลังเลใจ แต่สุดท้ายก็ยื่นให้ไปอย่างว่าง่าย เพราะหากเทียบกับอันตรายที่ต้องเผชิญ พวกเขาที่ขาดเย่หยางไปดูจะลำบากมากกว่า จึงตัดสินใจมอบอาวุธเพียงชิ้นเดียว
ส่วนเฉินคุนเองก็ไม่ต่างกัน ถึงจะไม่พอใจบ้างที่อาวุธคู่กายตกไปอยู่ในมือคนอื่น ก็มีแต่ต้องยอมรับ ใครใช้ให้ไอ้บ้าสองคนเป็เพื่อนกับราชันเย่กันละ
เมื่อมีมีดสองเล่มอยู่ในมือ พวกเขาดูอุ่นใจขึ้นมาหน่อยนึง
“ขอบใจ ถ้าเสร็จธุระแล้วจะนำกลับไปคืนนะ” อู๋เฟยบอก พลางยิ้มให้เด็กสาว
“พูดแล้วนะ” เหวินหลิงส่งเสียง'อืม'ตามด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค
“เอาล่ะ ก่อนที่พวกนายจะขึ้นไปช่วยยายผู้หญิงไร้ประโยชน์นั่น ฉันอยากจะเตือนบางอย่าง เทวทูตตก์พวกนั้นเคลื่อนไหวช้ามาก โดยเฉพาะพวกนายที่กลายเป็เบี้ยมีความแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป รวมถึงความเร็ว ไม่จำเป็ต้องเผชิญหน้ากับมันตรงๆ วิ่งหนีได้ก็หนี และไม่ต้องหันกลับไปมอง ชีวิตของตัวเองสำคัญที่สุด” ต่อให้รู้ว่าพวกเขาเก่ง แต่เย่หยางไม่ลืมที่จะเตือน เพราะถึงอย่างไรทั้งคู่ก็เป็เพื่อน
“เข้าใจแล้ว พวกนายไปเถอะ อีกไม่นานฉันจะตามไป” หวงหลงกระชับมีดพกในมือแน่น ท่าทางหนักแน่นจริงจัง จากนั้นหันหลัง วิ่งเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์ด้วยความอาจหาญ
“ก็เป็แบบนี้อยู่เรื่อย” เย่หยางพึมพำเสียงเบา ก่อนจะมองหน้าของ'เบี้ย'สามคน
“ไปเถอะ ก่อนที่พวกมันจะแห่มาแถวนี้”
เหวินหลิงและอีกสามคนพยักหน้า ตามติดเย่หยางไม่ห่าง โดยเฉพาะป๋อฉาน ฉี่เร็ดจากกางเกงแทบจะตลอดทาง โดยเฉพาะตอนที่เย่หยางจัดการเทวทูตจนเืสีดำอาบไล้ร่างกาย มันช่างเป็ภาพสะอิดสะเอียนจนน่าขนลุก
.........
อพาร์ทเม้นท์ชิงฟู่ มีทางเข้าออกจากด้านหน้าและหลัง
โดยด้านหลังเชื่อมต่อกับที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ เวลาปกติแทบจะไม่มีคนมาที่นี่ จะมีก็แต่คนสองคน ดังนั้นพอพวกเขาโดดข้ามรั้ว จึงพบกับเทวทูตตก์เพียงหนึ่งตนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว
อู๋เฟยมองหน้าหวงหลงสลับกับเทวทูตที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ทีหนึ่ง
“หวงหลง จำที่เย่หยางพูดได้ไหม เราไม่จำเป็ต้องสู้กับมันตรงๆ และภารกิจในครั้งนี้ก็เป็เพราะฉัน ดังนั้นฉันจึงอยากให้นายเก็บแรงเอาไว้ ช่วยเธอออกมา แล้วรีบเผ่นไปจากที่นี่”
“เข้าใจแล้ว งั้นนายไปด้านขวา ส่วนฉันจะล่อมันไปทางซ้าย ไม่ต้องห่วง นายก็รู้ว่าฉันเคยวิ่งได้เหรียญทองงานโรงเรียน แค่นี้สบายน่า ไม่นานก็วิ่งตามนายทัน” หวงหลงเริ่มร่างแผนการง่ายๆ ในการฝ่าเทวทูตตรงหน้า
“ตกลง” อู๋เฟยเห็นด้วยกับความคิดนั้น
เมื่อพวกเขาบรรลุข้อตกลง ในขณะที่เทวทูตใกล้เดินถึงหนึ่งในสอง
หวงหลงหยิบหมวกกันน๊อคแถวนั้นโยนใส่หน้าสีดำชวนขนลุก พร้อมกับวิ่งไปทางซ้ายเพื่อล่อเทวทูต
เห็นฉากดังกล่าว อู๋เฟยไม่มัวโอ้เอ้ รีบสับเท้าไปอีกทางทันที
เป็อย่างที่หวงหลงกล่าว เทวทูตเปลี่ยนไปไล่ตามเขาจริงๆ
อู๋เฟยที่เข้ามาในอพาทเมนท์ได้แล้ว รีบขึ้นบันใดไปชั้นบนทันที แต่อย่างใดก็ดีเพิ่งจะเลี้ยวตรงหัวมุมก็เจอเทวทูตเดินดินอีกตน
“วิ่ง!”
ไม่มีเวลาให้อู๋เฟยขบคิดเมื่อเสียงหวงหลงใกล้เข้ามา
อาศัยประสบการณ์ชกต่อยข้างถนน บวกกับพลังจากการเป็'เบี้ย'อู๋เฟยวิ่งไปข้างหน้า อาศัยจังหวะก่อนที่เทวทูตชกหมัดลงมา ไถลผ่านหว่างขาไปกับพื้นในแนวราบ
ส่วนหวงหลงดูมีประสบการณ์มากกว่า เขาะโตัวสูง ใช้เท้าเป็แรงส่งจากกำแพงข้างๆ ไปอีกด้าน
ทั้งคู่วิ่งขึ้นไปบนบันไดได้สำเร็จ
แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกเทวทูตสองตนไล่บี้
เพียงแค่ขึ้นมาถึงชั้นสองเนื้อตัวอู๋เฟยก็เต็มไปด้วยเหงื่อซม แต่กระนั้นก็ไม่ได้หยุดวิ่ง ยังคงวิ่งหน้าตั้งต่อไป กระทั่งมาถึงชั้นสาม
เสียงดังตึงตังจากบันไดด้านล่างใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นบรรยากาศอึดอัดอันน่าขนลุกของพวกมันเริ่มทำให้พวกเขาหวาดกลัว
“นี่หวงหลง ฉันว่าปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปแย่แน่ ก่อนจะไปถึงชั้นสี่ ไม่แน่ว่าเราอาจถูกมันจัดการก่อน แล้วถ้าหากไปถึงชั้นสี่ พบกับเทวทูตอีกตน ชีวิตของพวกเราคงจบสิ้นไม่ต่างกัน” อู๋เฟยหายใจเหนื่อยหอบ และเริ่มมองว่าการหนีเพียงอย่างเดียวดูไร้ประโยชน์
หวงหลงมองบันไดและช่องว่างจากด้านล่าง
จากนั้นเขาเริ่มมองภาพรวมและองค์ประกอบโดยรวมของบันไดอีกครั้ง สุดท้ายจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาด
“นายล่อมันตรงนี้ และฉันจะอาศัยจังหวะนั้น ถีบมันตกลงไปข้างล่าง”
อู๋เฟยเริ่มเข้าใจสิ่งที่เพื่อนสนิท้าสื่อ เขาพยักหน้าและเลิกที่จะวิ่งหนี
....
เทวทูตที่ไล่จี้มาไม่หยุดไม่มีคำว่าเหนื่อยหรือหิว ทันทีที่พวกมันพบอู๋เฟย ก็รู้สึกราวกับว่าได้พบอาหารอันโอชะที่ต้องกินโดยไม่มีทางเลือก หนึ่งในนั้นจึงยื้อแย่งที่จะเข้ามาก่อนเป็ตนแรก
เพราะทางตรงบันไดแคบมาก ในขณะที่เทวทูตสองตนมีร่างกายสูงถึง 2 เมตร ดังนั้นมันจึงเป็ความโชคดีของทั้งคู่
เมื่อเทวทูตสองตนยื้อแย่ง้าเหยื่อตัวเดียวกัน ร่างกายของมันจึงติดกันจนแน่นเต็มทางเดิน เป็เหตุให้หวงหลงลงมือกับหนึ่งในเทวทูตที่อยู่ติดราวบันไดได้สะดวก
ด้วยการโจมตีจากหวงหลง ทำให้หนึ่งในเทวทูตตกบันไดไป แต่ถึงอย่างนั้นมันยังไม่ตาย แต่สภาพก็ไม่ดีเช่นกัน
พอทางสะดวก เทวทูตอีกตนก็ขยับร่างกายได้คล่องแคล่ว
มันต่อยเข้าที่ชายโครงขวาอู๋เฟย ทำเอาเ้าตัวกระอักเืคำโต แทบทรุดอยู่บนพื้น
หากไม่เป็เพราะมี'เมล็ดพันธุ์'อู๋เฟยคงตายไปทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย
โดยไม่มีเวลาให้พักหายใจ เทวทูตกระทืบเท้าลงมา หมายจะเหยียบร่างกายของเด็กหนุ่มให้บี้แบน แต่ในจังหวะนั้นมันกลับถูกชายหนุ่มจากด้านหลังะโเข้าใส่ แล้วเกาะกุมศีรษะไม่ปล่อย ตามด้วยการแทงมีดใส่ใบหน้าและดวงตาซ้ำๆ
ไม่ปล่อยให้โอกาสเสียเปล่า อู๋เฟยรีบฝืนทนความเ็ปลุกขึ้นยืน ตามด้วยใช้มีดสั้นในมือแทงเข้าขั้วหัวใจเทวทูตเดินดินสุดแรงเกิด
ร่างสูงใหญ่สีดำล้มครืน ตายสนิทอยู่ตรงบันไดชั้น 2
หวงหลงถอนหายใจเมื่อเห็นว่าจัดการหนึ่งในพวกมันได้ เขารีบเข้าไปหาอู๋เฟย ถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง “เป็ไงบ้าง นายไม่เป็ไรมากใช่ไหม”
อู๋เฟยส่ายศีรษะ “ไม่เป็ไร พักสักวันสองวันน่าจะดีขึ้น แต่ตอนนี้ฉันว่าเรารีบขึ้นไปบนชั้นสี่กันเถอะ”
หวงหลงพยักหน้า แล้วพยุงชายในชุดนักศึกษาที่ถูกโจมตีขึ้นไปชั้นบน
....
โชคดีที่ข้างบนค่อนข้างเงียบ
ไม่มีพวกมันเดินเตร่เลยสักตน จึงทำให้สองหน่อพบกับห้องของเ้าของเสียงที่เรียกได้ไม่นาน
“โอ้.....ดูพวกเธอยังเด็กอยู่เลยนี่นา ไม่เป็ไรนะ เข้ามาดื่มน้ำก่อนสิ พี่สาวคนนี้มีน้ำเยอะแยะในตู้เลยนะ” ผู้หญิงคนดังกล่าวมีน้ำใจไม่น้อย ในขณะเดียวกันก็หวาดกลัวทั้งคู่
“ไม่เป็ไรครับ ผมว่าเรารีบไปจากที่นี่กันดีกว่า” หวงหลงกล่าวปฏิเสธ เนื่องจากสัญญากับเย่หยางไว้แล้ว ถ้าหากพวกเขาไปช้าไม่แน่สถานการณ์อาจทวีความรุนแรง
“งั้นก็ได้ แต่รอแปบนะ”
พวกเขารอกระทั่งเธอเก็บสัมภาระเสร็จ
มีกระเป๋าสีชมพูสองใบด้วยกัน มันเป็กระเป๋าลากเทอะทะ และไม่ค่อยเหมาะในสถานการณ์แบบนี้
“เอาล่ะ ช่วยฉันถือกระเป๋าหน่อยสิ พวกเธอแรงเยอะกันไม่ใช่เหรอ คงไม่ใช่ว่าให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างฉันต้องลากกระเป๋าคนเดียวหรอกนะ” เมื่อเดินออกจากห้อง เธอเริ่มออกคำสั่ง โดยหยิบยกเื่ที่ตนเองเป็เพศอ่อนแอ และผู้ชายควรปกป้อง